OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 7

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
1 ส.ค. 2561
ครั้งนี้เล็กไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปมากมาย นอกจากเสื้อผ้าใส่ชั่วคราวแค่ 2-3 ชุด และเงินสดที่ผัวไอ้กอแอบซ่อนไว้มาอีกหนึ่งปึก เป็นร้อยใบอยู่นะ ก็ประมาณ 2-3 แสนบาท รวมทั้งทองคำร่วม 10 บาท นำติดตัวไปเพื่อไว้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองโตเกียว

คืนนั้นหลังจากเพ็กกระเป๋าเสร็จสรรพด้วยความรีบเร่ง กระทั่งจวนได้เวลานัด เล็กก็ยกหูโทรศัพท์เรียกรถแท็กซี่ให้มารับที่ห้องแล้วไปส่งที่สถานีรถไฟนากาโน่ตามที่นัดกันไว้ เนื่องจากอพาร์ทเมนท์พวกเราอยู่ห่างไกลตัวเมือง และค่อนข้างเปลี่ยว จึงต้องใช้ระบบเรียกแท็กซี่เพื่อความสะดวกสบาย

บางครั้งความเจริญของประเทศญี่ปุ่นจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย แต่ก็ใช่ว่าจะดีไปซะทุกเรื่อง โดยเฉพาะการเรียกแท็กซี่ให้มารับส่ง แต่มันทำให้ผู้ที่ติดตามพวกเราสามารถตรวจเช็คพิกัดได้ว่าเรากำลังอยู่ในเขตพื้นที่ใด

เมื่อมาถึงสถานีรถไฟนากาโน่ ก็พบต่ายและตุ๊กตามารออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองมีกระเป๋าสัมภาระมาคนละ 1 ใบใหญ่ ตอนนั้นพวกเรา 4 คนตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปอยู่โตเกียว อารมณ์เหมือนเด็กบ้านนอกหนีชีวิตบัดซบเข้าไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง

ระหว่างรอรถไฟ พวกเราพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนต่างก็วาดภาพไว้อย่างสวยหรูว่าทันทีถึงโตเกียวสิ่งแรกที่คิดจะทำมีอะไรบ้าง แหละแน่นอนว่าต้องคิดถึงเรื่องเที่ยวก่อนที่จะคิดถึงเรื่องงาน ก็พวกเรายังเป็นวัยรุ่นอยู่นี่นา อายุแต่ละคนไม่ถึง 20 ปี จึงยังไม่รู้จักคำว่าอนาคต คิดแค่ว่าได้ใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ เท่านั้นพอ

เมื่อพูดถึงเรื่องเที่ยว ต่ายรีบนำเสนอว่าจะพาพวกเราไปเที่ยวย่าน “รปปงหงิ” ที่นั่นเป็นแหล่งดีสโก้เธคที่มีพวกวัยรุ่นไปเที่ยวกันเยอะที่สุด ส่วนฉันก็มีความฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากไปเที่ยวดีสนีแลนด์ และดูเหมือนว่าความฝันของฉันกำลังจะเป็นจริงเข้ามาทุกที

ขณะที่พวกเรากำลังนั่งรอรถไฟอยู่ที่ม้าหินอ่อนบริเวณชานชาลา ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นโคตรๆ เพราะมีหิมะล่วงโปรยปรายลงมาตลอดทั้งคืนไม่หยุด วินาทีนั้นฉันเห็นสายตาของต่ายและตุ๊กตาจ้องมองไปที่ด้านหลังของฉันกับเล็กซึ่งนั่งคู่อยู่ด้วยกัน แล้วตุ๊กตาก็แสดงสีหน้าเปลี่ยนไป พร้อมกับขยับปากพูดกัดฟันแบบไม่ค่อยเต็มคำ
“อีเล็กผัวมึงมา!”

พอสิ้นเสียงพูดของตุ๊กตา ฉันก็หันหลังไปเห็นแฟนเล็กมากับพวกลูกน้องซึ่งเป็นยากูซ่ามารับใช้ประจำตำแหน่งอีก 2 คน แล้วเสียงของแฟนเล็กก็พูดเป็นสำเนียงลิ้นรัวๆๆๆ แบบที่พวกไอ้กอใช้พูดกันในเวลาโกรธจัด
“นั้นเด๋ บักกายาโร่ เถเม่…บราๆๆๆๆ” ประมาณว่า ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ไอ้เลว

ตอนนั้นฉันเห็นท่าไม่ดีจึงรีบลุกขึ้นยืนตั้งหลักอย่างอัตโนมัติแล้วรีบคว้ากระเป๋าเดินออกมายืนให้ห่างจากตรงนั้น ส่วนเล็กยังไม่ทันลุกขึ้นยืน แฟนเธอก็ประโคมฝ่าตีนเตะผ่าหมากเข้าที่กลางหว่างขาไปโดน Eโม๊ะของเล็กอย่างจัง จนเธอทรุดตัวร่วงลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นเพราะความจุกอย่างแรง

แล้วความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้นที่กลางสถานีรถไฟ เป็นช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งมาเทียบชานชาลาพอดี ตอนนั้นต่ายกับตุ๊กตารีบคว้ากระเป๋าเดินทางขึ้นรถไฟ แล้วต่ายก็ตะโกนเรียกชื่อฉันให้ไปกับเธอ
“หนิงไปกับกูเถอะ เร็วๆๆๆ”
“แล้วอีเล็กล่ะ?” ฉันลังเล
“มึงช่วยอะไรมันไม่ได้หรอก เชื่อกูซิ” ต่ายตอบอย่างผู้รู้

ตอนนั้นฉันเริ่มสองจิตสองใจว่าจะอยู่กับเล็กหรือจะไปกับต่ายดี แต่เสียงของเล็กมันดังก้องอยู่ในหูฉันตลอดเวลาว่า 
“หนิงมึงอย่าทิ้งกูนะ”

ยิ่งหันไปเห็นสภาพเล็กกำลังถูกซ้อมขนาดนั้นบอกตรงๆ ว่าฉันทิ้งเพื่อนไม่ลง ขณะที่พวกเรากำลังตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไปดี ผัวเล็กก็ยังคงตบตีซ้อมเธออย่างไม่ปรานี แล้วรถไฟก็ค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสถานีไป เนื่องจากรถไฟขบวนนี้เป็นรถด่วนชิงกังเซน ซึ่งใช้เวลาจอดรับผู้โดยสารไม่น่าจะถึง 5 นาทีก็ต้องเคลื่อนขบวนออกไป

ในที่สุดพวกเราทุกคนก็ตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งเล็กไว้คนเดียว ทั้งที่เท้าข้างหนึ่งของต่ายคาอยู่ที่บันใดประตูรถไฟ มือข้างหนึ่งก็เกาะคานเหล็กไว้แน่นพร้อมที่จะไปกับรถไฟขบวนนี้อย่างไม่สนใจใครก็ได้ แต่ต่ายเลือกที่จะไม่ไปคงเป็นเพราะเธอไม่อยากทิ้งฉัน เพราะเธอติดหนี้ฉันในการเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งนี้

ตอนนั้นฉันเห็นธาตุแท้ของตุ๊กตาที่พร้อมจะทิ้งเล็กอย่างไม่มีเยื่อใย ทั้งที่ทั้งสองเป็นเพื่อนซี้อยู่ในแท็กเดียวกัน เคยร่วมลำบากมาด้วยกันแท้ๆ แต่ที่ตุ๊กตาไม่ไป นั่นคงเป็นเพราะเห็นฉันกับต่ายไม่ทิ้งเล็ก

หลังจากรถไฟเคลื่อนขบวนออกไปแล้ว ผัวของเล็กก็ออกคำสั่งให้ลูกน้องมันทั้งสองตัวควบคุมตัวพวกเราแล้วต้อนไปขึ้นรถเก๋งที่จอดอยู่บริเวณนั้น

ตอนแรกพวกเราก็ขัดขืนไม่ยอมไปขึ้นรถ แต่ไอ้หมารับใช้ 2 ตัวนั้นลงมือตบตีพวกเราอย่างไม่ปรานี  แล้วก็ฉุดกระชากพาไปที่รถจนได้

ขณะเดียวกันก็มีนายตำรวจคนหนึ่งถีบจักยานผ่านมา เหมือนจะตั้งใจมาดูเหตุการณ์ แต่ก็เป็นเพียงแค่ผ่านมาดูแล้วก็จากไปเหมือนคนตาบอด ทำเป็นมองอะไรไม่เห็น ทั้งที่พวกเราตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นผล ดูเหมือนว่าตำรวจบ้านนี้ก็กลัวอิทธิพลของพวกยากูซ่าอยู่นะ

ที่สุดแล้วพวกเราก็ถูกพวกมันจับขึ้นรถไปพร้อมทั้งกระเป๋าเดินทาง โดยยัดไว้ที่ท้ายรถด้านหลัง วินาทีนั้นฉันเดาไม่ถูกจริงๆ ว่าชะตากรรมของพวกเราจะเป็นอย่างไรต่อไป...แล้วต่ายก็บ่นพึมพำเบาๆ 
“งานนี้พวกเราโดนมันฆ่าทิ้งแน่!”
“มึงอย่าพูดอย่างงั้นซิวะ” ตุ๊กตาพูดปลอบใจตัวเอง 
“หุบปาก” หมารับใช้ตัวหนึ่งตะหวาดขึ้นเสียงแข็ง

ตอนนั้นฉันเริ่มจะรู้นิสัยสันดานของพวกยากูซ่าแล้วว่า พวกมันเป็นอันธพาลอย่างที่พี่ติ๊กเคยเตือนไว้จริงๆ ถึงแม้ฉัน ต่าย ตุ๊กตา จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับมัน ไม่ได้ติดค้างหนี้สินใดๆ กับพวกมัน แต่มันเห็นพวกเรามากับเล็ก ก็ต้องจัดการกับพวกเราด้วยในฐานะรู้เห็นเป็นใจช่วยพาเล็กหลบหนี

ไม่ถึง 10 นาที พวกมันก็พาเรามาที่บ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นค่อนข้างทรุดโทรม สภาพของพวกเราตอนนั้นไม่ต่างจากเฉลยที่ถูกควบคุมตัว ให้เข้าไปรวมกันอยู่ในห้องนอนเล็กๆ ซึ่งมีที่นอนฟูกวางเรียงอยู่ 2 เบาะ แต่ดูเหมือนห้องนี้ไม่ได้ใช้งานมานาน เพราะทั้งฝุ่นและกลิ่นอับตลบอบอวลไปทั่วห้อง แลดูเหมือนห้องเก็บของที่รกร้าง

ขณะนั้นแฟนเล็กเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วเดินดิ่งไปกระชากผมเธอซึ่งอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงผนังห้องอย่างคนหมดเรี่ยวแรง เพราะโดนกระทืบมาจนน่วมแล้ว แต่แค่นั้นจัดว่ายังไม่สาแก่ใจมัน มันจึงลงมือตบตีเล็กอีกครั้งอย่างไม่ยั้งเหมือนโกรธแค้นหนักมาก

ยิ่งตอนมันรัวภาษายากูซ่าใส่พวกเราเป็นชุด ยิ่งน่ากลัวใหญ่ ถึงแม้ฉันจะฟังภาษาไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ว่ามันกำลังขู่อาฆาตพวกเราหมายจะเอาชีวิต ระหว่างที่มันซ้อมเล็กจนหนำใจแล้ว มันก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยสำเนียงราบเรียบว่า

 “พวกมึงอยากกลับเมืองไทยกันใช่ใหม? ได้เลยเดี๋ยวกูจะส่งพวกมึงกลับเอง…แต่เอากระดูกกลับไปนะ!” (โดยต่ายขยับปากแปลภาษาให้ฟังทุกประโยค)
พอได้ยินว่ามันจะส่งกระดูกพวกเรากลับเมืองไทย ฉันก็พอจะรู้ความหมายดี ว่าแปลว่าอย่างไร จากนั้นแฟนเล็กก็ล้วงถุงมือผ้าสีขาวในกระเป๋ากางเกงออกมาสวมแล้วเปิดกระเป๋าใบเล็กทรงสี่เหลี่ยมสีดำที่มันหิ้วติดมือมาด้วย ลักษณะคลายกระเป๋าพยาบาล ด้านในบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดง มีเข็มฉีดยาอีกสิบกว่าอันเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พร้อมผงเฮโรอีนอยู่ในถุงยาพลาสติกใบเล็กอีก 2-3 ห่อ

เมื่อพวกเราเห็นภาพเหล่านี้แล้วก็พากันร้องด้วยความหวาดกลัวและรู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก็คงไม่พ้นโดนพวกมันจับฉีดผงนรกให้น๊อคตายคาที่ เหมือนที่ผู้หญิงไทยหลายคนโดนกันมาแล้วนักต่อนัก
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เลิกคิดว่าคนอื่นวาสนาดีแต่ตัวเราช่างเกิดมาโชคร้าย! แล้วมาเปลี่ยนตัวเองใหม่รับความเฮงกันเถอะ!

 

ทุกคนย่อมมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง จะพื้นที่เล็กน้อยหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม เหลือไว้ให้กันและกันบ้าง