OPINION

ก็จะเชื่ออย่างนี้

สุรพร เกิดสว่าง
6 ส.ค. 2561
“ทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดี!”  เพื่อนอเมริกันคนหนึ่งของผม อุทานอย่างผิดหวังปนประหลาดใจ “ฉันไม่มีประเทศอยู่แล้ว” 

ข่าวนั้นทำให้บรรยากาศเฮฮาที่กำลังไปเที่ยวอยู่เหือดหายไปทันใด “ไม่เข้าใจๆๆ ทำไมเป็นงี้ ก็ไม่เห็นจะมีใครเห็นว่าทรัมป์เหมาะ มีแต่เรื่องร้ายๆอื้อฉาวตลอดมาที่หาเสียง มันกลายเป็นอย่างนี้ได้ยังไง” เธอพูดอย่างผิดหวังเต็มที่ “นี่ฉันเตรียมไวน์มาฉลองเชียวนะ ว่าทรัมป์ต้องแพ้แน่ๆ”  

แน่ละ เพื่อนอเมริกันผมล้วนแต่เป็นพวกต่อต้านทรัมป์ สื่อต่างๆที่พวกเขา subscribe ล้วนเป็นสื่อข้าง liberal หรือไม่ก็ Democrat ที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ทั้งนั้น ข่าวสารต่างๆทีปรากฏใน Facebook ก็ถูก algorithm เลือกมาแต่ด้านต่อต้านทรัมป์ แทบไม่มี comment ใดที่สนับสนุนทรัมป์ปรากฏบน news feed อีกทั้งไม่มีใครดู Fox News

และนั่นทำให้เพื่อนอเมริกันของผมทั้งหลายคงลืมไปว่า ยังมีโลกอีกด้าน กับคนจำนวนมากมายพอๆกัน ที่เห็นตรงกันข้าม และพร้อมที่จะโวตให้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ



ยิ่งมีข่าวสารมากขึ้น ข้อมูลมากขึ้น ดูเหมือนกลับจะทำให้สังคมโดยทั่วไป มีทัศนะที่จำกัดกว่าเดิม และเข้าใจหลายอย่างผิดพลาดมากกว่าเดิม 

เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า ในไม่กี่ปีมานี้เกิดแนวโน้มในหลายประเทศที่มีการแบ่งแยกขั้วความคิดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โลกที่เคยหันหน้าเข้าหากันกลับเริ่มหันหลัง สังคมในประเทศต่างๆที่เคยยอมรับความคิดต่างกันกลับแบ่งแยกชัดเจน ความเห็นในสังคมกลับตั้งอยู่บนข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา ไปจนถึงเรื่องวิทยาศาสตร์และวิชาการ 

ทำไมเป็นอย่างนั้น? ยุคของข้อมูลข่าวสารน่าจะทำให้คนเราเข้าใจกันมากขึ้น และลดความคิดรุนแรง แต่ทำไมยิ่งสังคม infomation เติบโต กลับยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจอะไรน้อยลง?

คำตอบอยู่ที่ ธรรมชาติปกติของมนุษย์ ที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “motivated reasoning” 

Motivated reasoning คือการที่คนเราเชื่อในสิ่งที่ตนต้องการเชื่อ โดยเลือกบริโภคแต่ข้อมูลข่าวสารที่สนับสนุนความเชื่อนั้นๆเท่านั้น และหลีกเลี่ยง ลืม หรือ ไม่เห็นคุณค่าของข่าวสารที่ค้านกับสิ่งที่ตนคิด

Motivated reasoning เกิดมาจาก การพยายามคิดคล้อยตามกัน อันเป็นนิสัยที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่วิวัฒนาการของมนุษย์ ในหนังสือ The Enigma Reson ของ Mercier และ Sperber แห่ง Harvard อธิบายว่า ในสมัยหมื่นๆปีมาแล้ว หากคนเราต้องสนใจกับเหตุผลค้านเสมอ ก็จะร่วมมือกันไม่ได้ เพราะคุณสมบัติที่ได้เปรียบของมนุษย์เหนือสัตว์อื่นคือ “hypersociability” และการร่วมมือกันได้ ก็ต้องมาจากการไว้ใจ เชื่อใจกันและกัน เรียกว่า ว่าไงว่าตามกันไว้ก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง ในเมื่อสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยอันตราย การช่วยกันให้อยู่รอด มีความสำคัญกว่าเรื่องอื่น และนั่นทำให้เผ่าพันธุ์ Homo Sapien คงอยู่มาได้ 

ถึงแม้ในปัจจุบัน เราไม่ต้องอาศัยความเชื่อตามกันแบบนี้แล้ว แต่สัญชาติญาณดึกดำบรรพ์อันแรงกล้านี้ยังฝังคงลึกอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ และเรายังอาศัย motivated reasoning ในการย้ำความเชื่อตามที่เราต้องการ ไม่ว่าเกี่ยวกับการเข้าพวกหรือไม่ก็ตาม 

นั่นหมายถึงว่า motivated reasoning เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีกลุ่มชัดเจนให้คล้อยตามก็ได้ 

Motivate reasoning นำไปสู่ “confirmation bias” อันหมายถึง คนเราพยายามบิดเบือนสิ่งที่รับรู้ทุกอย่างให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตนต้องการเชื่อ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การพยายามหลอกตัวเองให้เชื่อในเรื่องที่อยากเชื่อ 

มีการทดลองที่มีชื่อระดัับคลาสสิคของ Stanford University ที่ตั้งประเด็นเพื่อถกเถียงว่า “ควรมีการประหารชีวิตหรือไม่” โดยแบ่งสองกลุ่มตามทัศนะคือ คนที่สนับสนุน กับ คนที่ไม่เห็นด้วย จากนั้นให้อ่านงานวิจัยหลอกๆ  2 ชิ้น ที่ชิ้นหนึ่งมีผลสรุปอย่างน่าเชื่อถือว่าเห็นด้วย และอีกชิ้นที่อ้างหลักฐานสนับสนุนหนักแน่นพอกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการประหารชีวิต 

ผลก็คือ แทนที่การได้อ่านความเห็นที่มี “หลักฐานน่าเชื่อถือ” ทั้งสองด้านจะทำให้แต่ละฝ่าย เริ่มเปิดใจเข้าหากันบ้าง กลับยิ่งทำให้แต่ละฝ่ายยึดติดกับความคิดเดิมมากยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงขั้นไม่เป็นมิตรกัน

Mercier กับ Sperber ให้เหตุผลว่า นี่ก็อีกที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทีฝังลึก เพราะในสมัยหมื่นๆปีที่แล้ว การเสียเวลามาพิจารณาเหตุผลและหารือกัน อาจทำให้มนุษย์สมัยนั้นไม่รอด และมนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่มเล็ก การจัดลำดับสังคมอย่างชัดเจนว่า ใครใหญ่กว่าใคร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สังคมสงบ มีระเบียบ เช่นเดียวกับการจัดการกองทหารในยามสงคราม ในสภาพเช่นนั้น ประโยชน์ที่ได้จากการอภิปรายด้วยเหตุผลจึงน้อยมาก ไม่เท่ากับการชี้ขาดและเชื่อตามๆกัน 
  
นอกจากนั้น การที่คนมีความรู้มากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกันมากขึ้น ในหนังสือ The Knowledge Iillusion: Why We Never Think Alone ของ Sloman และ Fernbench แห่ง Brown University และ University of Colorado ได้พูดถึงการทดลองเรื่อง “ส้วม” 

ส้วมเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน แต่การทดลองที่ Yale University ชี้ว่า ต่อให้ใครๆก็รู้จักวิธีใช้ส้วมและอ้างว่ารู้ดีเพราะคุ้นเคย ทุกคนที่บอกว่ารู้นั้น กลับไม่มีใครเลยที่สามารถอธิบายกลไกการทำงานของชักโครกได้อย่างคล่องแคล่วหรือถูกต้อง เช่นเดียวกับการให้อธิบายเรื่อง ซิป ระบบล๊อก ที่ทุกคนเห็นว่าเป็นของง่ายๆ 

และนั่นชี้ว่า “ของง่ายๆ” หลายอย่างที่เราคิดว่ารู้แล้วเพราะตุ้นเคยจนไม่ต้องคิดนั้น ที่จริงเราอาจไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมันก็ได้ 

มีการสำรวจความเห็นด้านนโยบายการเมืองระหว่างประเทศของคนอเมริกัน ปรากฏว่า คนที่ไม่รู้เรื่องมากที่สุด คือคนที่เสนอมาตราการชัดเจนเด็ดขาดที่สุด เช่น เสนอให้ใช้กำลังทหารแก้ปัญหาประเทศยูเครน หรือ เกาหลีเหนือ โดยยังไม่รู้เลยว่าทั้งสองประเทศอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก (บางคนคิดว่าเกาหลีเหนืออยู่ติดกับไทย)

คนที่มีความคิดทางการเมืองหรือสังคมอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน จึงมักเป็นคนที่รู้น้อยที่สุด และมองโลกง่ายที่สุด ซึ่งก็เป็นปกติของคนที่รู้น้อยที่มักจะพยายาม simplify โลก หรือมองง่ายๆแบบขาวกับดำ โดยมองข้ามปัจจัยอีกมากที่เกี่ยวข้องไปหมด 

ปัญหาคือ “คนที่รู้น้อย” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคนส่วนใหญ่ในสังคมนี่เอง ซึ่งอาจจะรวมตัวเราเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในบางเรื่องบางประเด็น 

แล้ว “คนรู้มาก” จะทำให้สามารถมองต่าง มีทัศนะที่กว้างกว่าหรือไม่? 

โดยทั่วไปควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่เสมอไป อย่างเช่นในงานศึกษาของ Pew Research Center เมื่อปี 2016 พบว่า ความรู้ไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนแปลงความคิด คนที่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกๆ ก็ยังเชื่ออย่างนั้นอยู่ ถึงแม้จะมีหลักฐานวิชาการมากมายบอกว่าเป็นเรื่องจริงก็ตาม

เช่นเดียวกับผลงานศึกษาของ Jennifer Jerit แห่ง Stony Brook University ที่ชี้ว่า ข้อมูลความจริงที่มากมายมักไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้อะไร ถ้าคนไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนั้นตั้งแต่แรก อีกทั้งคนที่มีความรู้และการศึกษาสูงหลายคนยังปักใจเชื่อในสิ่งที่ตนเองยึดถือมา โดยไม่สนใจความรู้ที่ค้านกัน

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะคนเราเอาความเชื่อหรือทัศนะที่มีไปผูกกับความเป็นตัวตนของเรา หรือ “identity” นั่นเอง 

ยิ่งเราประกาศออกไปต่อสังคมว่า ความเห็นทางการเมือง ศาสนา หรือสังคมของเรานั้นเป็นแบบใด เราก็จะติดกับ identity เหล่านั้นอย่างมากมาย จนยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้อง identity นั้นไว้ แม้ว่าจะถูกประนามว่าเป็นคนโง่เขลาหรือคนไม่ดี เพราะในทางจิตวิทยาแล้ว คนเราถือว่า ความเป็นตัวตนนั้น คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ยอมไม่ได้ หรือ non-negotiable  ถูกด่าว่าอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่าการรักษา identity ไว้

อย่างเช่นการศึกษาของ Pew Research เรื่องทัศนะปัญหาโลกร้อนนั้น พบชัดเจนว่า คนที่ยังไงๆก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องโกหก คือนักการเมืองฝ่าย Republican ส่วนคนที่เชื่อว่าโลกร้อนเป็นเรื่องจริงคือพวก Democrat 

กลายเป็นว่า เหตุผลที่นักการเมืองสหรัฐจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หากอยู่ที่สังกัดพรรคไหนมากกว่า 

จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางสังคม รวมถึงเจ้าของลัทธิต่างๆ ถึงพยายามผูก identity ของผู้สนับสนุนเข้ากับพรรคการเมืองหรือกลุ่ม ด้วยการจัด event ต่างๆ ให้เกิด “ความเป็นพวกเดียวกัน” ไปจนถึงใช้สัญญลักษณ์เช่นโลโก้หรือสโลแกน ซึ่งหากใครได้โชว์สัญญลักษณ์เหล่านั้น ก็เท่ากับเป็นการประกาศต่อสาธารณะไปในตัวว่า “เป็นพวกไหน” และจะกลายเป็น identity ของพวกเขาที่ถอดถอนได้ยากยิ่งในเชิงจิตวิทยา 

Professor Dan Kahan แห่ง Yale อธิบายว่า บางครั้งคนเราก็รู้ว่าสิ่งที่ตนอยากเชื่อนั้นอาจจะไม่จริงก็ได้ แต่ก็ยังปักใจ “เชื่อ” อยู่ดี เพราะการปลงใจเชื่อนั้น สอดคล้องกับความเป็นตัวตนของเขาที่ประกาศไว้ 

เช่น เราอาจสงสัยว่า นักการเมืองคนโปรดของเรากำลังโกหกอยู่ แต่เราก็ไม่อยากคิดอะไรในทางลบ เพราะถืิอว่าเราอยู่ข้างเขาและเป็นพวกเดียวกัน Kahan บอกว่า คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทั่วไปไม่ใช่ว่า “ความจริงคืออะไร?” แต่เป็น “คุณอยู่พวกไหน?” มากกว่า 

ในเมื่อเราถือว่า information = identity คนเราจึงต้องคัดเลือกเฉพาะ information ที่ fit ตรงกับ identity เท่านั้น 

และนั่นหมายความว่า ต่อให้ในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้มากมายที่สามารถหาได้เพียงการคลิ๊กเมาส์ฟรีๆ ก็อาจไม่ได้ทำให้คนเราเข้าใจกันมากขึ้น เพราะธรรมชาติมนุษย์ก็ยังเหมือนเดิมเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้วอยู่ดี นั่นคือ “เลือกเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ” 

และยิ่งกว่านั้นคือ การนำเอา algorithm มาใช้ในการสรรหาข้อมูลข่าวสาร โดยเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เราชอบ ก็ยิ่งทำให้แต่ละคนอยู่ในโลกของตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก และหลงคิดไปว่า ใครๆก็คิดแบบเรากันทั้งนั้น กลายเป็น negative feedback loop ที่ทำให้เรามีทัศนะที่แคบลงไปอีก 

ยิ่งบวกกับ fake news ที่ทำขึ้นมาอย่างง่าย เผยแพร่ได้แสนง่าย และพร้อมจะมีคนเชื่อได้ง่ายเสมอ ก็ยิ่งทำให้สังคมยุคใหม่กลายเป็นสังคมที่แคบด้วยทัศนะไปฉับพลัน

และนี่คือสิ่งที่เกิดคำถามว่า ยิ่งโลกก้าวหน้าด้วย information มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้สังคมมนุษย์ถอยหลังหรือไม่?
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Michelangelo Phenomenon เป็นความสัมพันธ์ที่เน้นคุณภาพ ส่วน Blueberry Phenomenon ให้ความสำคัญกับเวลาที่ใช้ร่วมกัน
หากจะให้ตามหารักแท้ ใน Club night หลายคนอาจจะชั่งใจคิด หลายเสียงบอกว่า “อย่าตามหาความรักจากคนเที่ยวกลางคืน” บางเสียงก็บอกว่า “ไม่เกี่ยวกัน ถ้าเราเจอคนดี มันก็จะดี” ทั้งหมดไม่มีผิดหรือถูก มีเพียงแค่ fail or pass