OPINION

ผีข้างบ่อน 1

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
25 เม.ย. 2560
คงไม่มีลูกค้าคนไหนต้องการใช้บริการกับผู้หญิงเมาหมดสภาพ มีก็แต่พวกกากเดนมนุษย์ พวกยากูซ่าและพวกโรคจิตที่คอยจ้องแต่จะลากผู้หญิงสภาพเมายาไปสนองความใคร่แบบฟรีๆ พี่พร สาวไทยวัย 28 ปี เธอเป็นเด็กแท็กซ์รุ่นเดียวกับฉันซึ่งมาทำงานที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่เราทำงานใช้หนี้หมดแท็กซ์แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง กระทั่งวันหนึ่งพี่พรโทรมาปรึกษาปัญหากับฉันว่า เธอไปก่อเรื่องขโมยสร้อยข้อมือเพชรราคาเป็นแสนที่ร้านจิวเวลรี่แห่งหนึ่งในเมืองโยโกฮาม่าโดยไม่รู้ตัว เหตุเพราะเมายานอนหลับ หรือยาโดมิคุ่มที่สาวไทยในญี่ปุ่นจำนวนมากพากันติดอย่างงอมแงม
หลังจากวางโทรศัพท์ ฉันก็แทบไม่อยากเชื่อว่าพี่พร ผู้หญิงเรียบร้อย หน้าตาใสซื่อ ไม่เคยพูดคำหยาบให้ได้ยินสักคำ จะใจกล้าไปขโมยของมีค่าขนาดนั้น เธอบอกว่าอยากเอาสร้อยกลับไปคืนเจ้าของร้าน แต่ไม่รู้จะเอาไปคืนด้วยวิธีใดที่ไม่ให้เจ้าของร้านเอาเรื่องส่งตัวเธอให้กับตำรวจ เนื่องจากในร้านมีกล้องวงจรติดไว้หลายมุม เธอกลัวว่าจะโดนติดตามตัว เพราะร้านจิวเวลรี่อยู่ในย่านที่เธอออกไปเดินจับแขกทุกคืน ด้วยเหตุนี้จึงร้อนรนไม่กล้าออกไปทำงาน


พี่พรมาขอความช่วยเหลือกับฉันเรื่องที่พัก เธอบอกว่ากำลังจะไปมอบตัวกลับเมืองไทยพร้อมกับสารภาพว่าเป็นเพราะยาโดมิคุ่มแท้ๆ ที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นคนขี้ลักขี้ขโมย แต่ที่จำเป็นต้องกินก็เพราะเธอต้องออกไปเดินจับแขกตามถนน ตามซอย ซึ่งต้องอาศัยความใจกล้าหน้าด้านอย่างมาก และยาตัวนี้เมื่อกินไปแล้วจะมีอาการเมาเบลอ สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างแม้แต่เสนอขายตัวให้กับคนแปลกหน้าอย่างไม่รู้สึกอับอาย แต่ฉันก็ปฏิเสธความช่วยเหลือเพราะเกรงว่าเรื่องราวจะพัวพันมาถึงฉันด้วย

สรุปแล้ววันนั้นฉันแนะนำพี่พรด้วยความเป็นห่วงว่าไม่ควรเอาสร้อยไปคืน และไม่ควรออกไปเดินเพ่นพ่านจับแขกในพื้นที่นั้นอีกต่อไป เพราะเชื่อว่าเจ้าของร้านต้องไม่ปล่อยให้เธอลอยนวลแน่ ยิ่งรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงต่างชาติด้วย มีหวังได้ติดคุกหลายข้อหาแน่ ทั้งหลบหนีวีซ่า เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และทำอาชีพขายบริการ แถมยังมาลักทรัพย์เขาอีก ซึ่งพี่พรก็ทำตามที่ฉันแนะนำ
หนึ่งเดือนผ่านไป…เวลาประมาณตี 2 ฉันเลิกงานจากร้านสแน็คแห่งหนึ่งอยู่ในย่าน “ซากุระคิโจ” ชื่อนี้ใครๆ ต่างรู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งที่มีผู้หญิงขายบริการหลายเชื้อชาติมาเดินจับแขกตามข้างถนน และตามตรอกซอกซอยมากที่สุดของเมืองโยโกฮาม่า คืนนั้นฉันเห็นพี่พรเดินสะเปะสะปะไปตามถนนในสภาพเหม่อลอย คล้ายคนเมาเบลอเพื่อหาจับแขกที่เดินและขับรถผ่านไปมา เห็นแล้วก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ เกรงว่าจะโดนตำรวจจับส่งกลับเมืองไทยซะก่อน จึงเดินเข้าไปเตือนเธอด้วยความหวังดี

“พี่พร…วันนี้ได้แขกกี่รอบแล้ว?” ฉันถาม
“ยังไม่ได้สักรอบ” เธอตอบเสียงเฉื่อยช้าเพราะมีอาการเมายา
“ใกล้สว่างแล้วนะ กลับห้องเถอะพี่ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
“ยังกลับไม่ได้หรอก คืนนี้ยังไงพี่ก็ต้องหาแขกให้ได้”


สรุปแล้วคืนนั้นฉันก็ตะล่อมให้เธอกลับที่พักจนได้ โดยต่างคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง เพราะต่อให้เธอยืนถึงสว่างก็คงไม่มีลูกค้าคนไหนต้องการใช้บริการกับผู้หญิงเมาหมดสภาพเช่นนี้ มีก็แต่พวกกากเดนมนุษย์ พวกยากูซ่าและพวกโรคจิตที่คอยจ้องแต่จะลากผู้หญิงสภาพเมายาไปสนองความใคร่แบบฟรีๆ แถมฉกทรัพย์สินมีค่าที่มีติดตัวไปอีกต่างหาก
หลายวันต่อมาหลังจากฉันเลิกงานตอนตี 2 และเดินผ่านไปย่านนั้นอีก เห็นพี่พรกำลังยืนต่อรองให้ลูกค้าซื้อบริการค้างคืนกับเธอโดยไม่เกี่ยงเรื่องราคาค่าตัว แต่ขอให้เธออยู่ด้วยถึงเช้า ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องทำเช่นนั้น เพราะถ้าเพื่อนๆ ร่วมอาชีพได้ยินเธอจะลำบากหากพวกเธอไปฟ้องพวกยากูซ่าเจ้าถิ่นที่เดินเก็บเงินค่าคุ้มครองจากพวกเธอไม่ให้มาเดินหากินในถนนสายนี้อีกต่อไป
หนึ่งเดือนต่อมา ในช่วงเดือนธันวาคม บรรยากาศคืนนั้นค่อนข้างหนาวเย็น มีฝนตกลงโปรยปรายตลอดทั้งวัน คืนนั้นหลังจากเลิกงานฉันเดินกางร่มแวะเวียนไปดูพี่พรตรงที่เธอเคยมายืนจับแขก แต่ก็ไม่พบเธอ เห็นแต่ผู้หญิงคนอื่นๆ ยืนอยู่ในท่ากอดอกหลบฝนอยู่ตามซอกตึก บางคนก็มีทั้งร่มและสวมชุดกันหนาวมาอย่างดี เหมือนเตรียมพร้อมที่ต้องมายืนต้านความหนาวทั้งฝนทั้งหิมะเพื่อรอให้ลูกค้าเข้ามาซื้อบริการโดยไม่อาจรู้ได้ว่าลูกค้าที่เดินเข้ามาจะเป็นเทพบุตรหรือซาตาน หรืออาจเป็นตำรวจปลอมตัวเป็นลูกค้าแล้วกวาดพวกเธอส่งกลับเมืองไทย ดังนั้นในแต่ละคืนทุกคนต้องอาศัยดวงเป็นตัวกำหนดโชคชะตา

คืนนี้เมื่อไม่พบพี่พร ฉันจึงถือโอกาสเข้าไปวัดดวงที่บ่อนการพนันแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในย่านนั้น ที่นี่เป็นบ่อนขนาดไม่ใหญ่มาก เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ภายในบ่อนมีการพนันให้เลือกเล่นสารพัดรูปแบบตั้งแต่ ถั่วโป ไฮโล น้ำเต้าปูปลา ป๊อกเด้ง ฯลฯ และอื่นๆ อีกมากมาย คนเล่นส่วนใหญ่เป็นคนไทยมีทั้งพวกที่เป็นแม่แท็กซ์ เจ้าของกิจการร้านอาหารไทย เจ้าของบาร์ต่างๆ รวมทั้งผู้หญิงขายบริการและผู้ชายไทยทำบาร์โฮสต์ นอกจากนี้ยังมีพวกนักเล่นตัวโยงที่เดินสายบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเล่นกันเป็นประจำ
ขณะที่ฉันกำลังนั่งก้มหน้าเล่นไพ่เพลินๆ จนเวลาล่วงเลยมาถึงตี 4 จู่ๆ ฉันก็เหลือบไปเห็นพี่พรเดินเข้ามาในบ่อนด้วยอาการสะลึมสะลือ เพราะเบลอยาเมาเหมือนเช่นทุกๆ คืน เธอกำลังยืนหันซ้ายหันขวาคล้ายจะหาที่ลงนั่ง แล้วเสียงวิพากษวิจารณ์ต่างๆ ภายในบ่อนก็ดังขึ้น

            “อีผีข้างบ่อนนี่มาอีกแล้ว” ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น

“นี่ขนาดมันท้องได้ 5 เดือนกว่าแล้วนะ แม่งยังไม่เลิกแดกยาเมาอีก!” ตามมาด้วยหญิงอีกคนหนึ่ง

ฉันรู้สึกไม่ชอบใจที่ได้ยินพวกเธอวิพากษ์วิจารณ์แบบนั้น เพราะอย่างน้อยพี่พรก็เป็นเพื่อนฉันคนหนึ่ง แต่ประโยคที่ฟังแล้วต้องสะดุ้งสุดๆ ก็ตรงที่ว่าเธอตั้งท้องได้ 4-5 เดือนแล้ว มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ในเมื่อฉันเห็นเธอออกไปยืนจับแขกเกือบทุกคืนก็ไม่เห็นว่าท้องโตและเธอก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ฉันรู้
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อาชีพกะหรี่ จะหารักแท้จริงใจจากใครนั้นยากมาก หลายคนพาชีวิตมาทิ้งในต่างแดน ถ้าโชคดีมีครอบครัวสุดท้ายก็ต้องเลิก และวนกลับมาขายตัวอีกตามเคย
 
โคตรเหนื่อยกับการทำงานจับแขกที่บาห์เรน กว่าจะผ่านไปได้แต่ละคืนวันบางครั้งกำลังนอนหลับสบายๆ ก็ถูกปลุกขึ้นมาปี้ซะงั้น