OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 18

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
6 ก.ย. 2560
หลายครั้งที่ฉันกับขวัญชอบชวนกันออกไปหาอะไรกินนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะพากันไปกินแถวๆ จุ๊ฟแฟร์ ที่นั่นเป็นย่านคนมีเงินและเป็นชาวต่างชาติแทบทั้งนั้น หมายถึงพวกฝรั่งที่ไม่ใช่อาหรับ ถ้าเปรียบเทียบก็ไม่ต่างจากย่านสุขุมวิทนั่นแหละ

เหตุที่เราชอบไปที่นั่นเพราะมีร้านอาหารมากมาย ทั้ง เคเอฟซี แม็คโดนัลด์ แฮมเบอร์เกอร์ และพิซซ่า ถึงแม้จะเป็นอาหารที่น่าเบื่อ แต่ก็ยังดีกว่าตอนเป็นเด็กแท็ก กินแต่ปลาร้าสับ กับแตงกวา มะเขือจากร้านรัชนีแทบทุกวัน เพราะถูกและประหยัดบวกกับเงินทที่ไม่ค่อยมีติดตัวเนื่องจากต้องส่งให้แม่แท็กทุกวัน

พอหมดแท็กก็หัวสูงขึ้นมานิดหันมากินอาหารอิตาเลียนบ้าง แต่พอเช็คบิลแล้วก็ไม่กลับไปแดกอีกเลย เพราะราคาอาหารแต่ละมื้อพอกับค่าตัวค้างคืนกูเลย แต่ที่น่าสนใจคือฉันสังเกตเห็นพนักงานในร้านอาหารแทบทุกร้าน รวมทั้งร้านขายเสื้อผ้า ร้านกิ๊ฟช็อป ส่วนใหญ่เป็นคนฟิลิปปินส์แทบทั้งนั้น น้อยมากที่จะเห็นคนอาหรับมาเป็นลูกจ้าง

คือฉันกำลังสนใจว่า เมื่อ 20 ปีก่อนตอนที่เริ่มเข้าสู่วงการค้าบริการใหม่ๆ ไม่ว่าจะไปขายที่ประเทศไหน ต้องเห็นสาวฟิลิปปินส์กับสาวไทยเป็นกะหรี่ตีคู่กันมาตลอด ปริมาณก็ไม่แตกต่างกัน ส่วนกะหรี่จีนนั้นมีมากมายยืนพื้นอยู่แล้วแน่นอน พอเห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกอุ่นใจว่าชาติไทยไม่ได้มีกะหรี่เยอะและโด่งดังอยู่เพียงชาติเดียว เพียงแต่คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้จะไม่เคยรู้เรื่องนี้ต่างหากล่ะ

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ตอนนี้แทบมองไม่เห็นสาวฟิลิปปินส์มาขายตัวเลย แต่พวกเธอหันมาเป็นพนักงานกินเงินเดือนเยอะมาก ไม่เชื่อก็ลองค้นหากะหรี่ฟิลิปปินส์ในบาห์เรนดูซิแทบจะไม่มี นอกจากจะเป็นพนักงานทำความสะอาด เสิร์ฟอาหารและเป็นนักร้องอยู่ตามบาร์ในโรงแรมหรูๆ ซึ่งขายตัวไม่ได้

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนชาติฟิลิปปินส์ได้ภาษาอังกฤษ ถึงแม้การศึกษาจะไม่ได้สูงส่งมากนัก ต่างจากคนไทยที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องมีพื้นฐานระดับปริญญาตรี ฉันก็แค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมประชากรกะหรี่ฟิลิปปินส์ถึงได้มีอัตราลดน้อยลง ในขณะที่กะหรี่ไทยมีอันรานำดิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าชาติไหนๆ จนแซงหน้าชาติจีนที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ

ที่สำคัญคือทุกครั้งที่เราไปกินอาหารย่านจุ๊ฟแฟร์ พวกผู้ชายอาหรับหรือแม้แต่ฝรั่งจะชอบจ้องมองพวกเรา แล้วเข้ามาทักทายพูดคุยนู่นนี่นั่น จากนั้นก็ให้เกียรติด้วยการถามราคาค่าตัว (คือยังดีที่ไม่ได้ชวนไปเอาฟรีๆ!) ก็แปลกดีนะ ทั้งที่เราก็ไม่ได้ติดป้ายประกาศบอกว่ามาทำอาชีพอะไร แต่ดูเหมือนจะถูกตีตราไปในตัว

วันหนึ่ง... เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อประเทศอื่นๆ ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ยังจัดงานรื่นเริงประจำชาติของตนได้ ประเทศบาห์เรนซึ่งเป็นอาหรับที่เคร่งคัดก็ไม่ยอมน้อยหน้าชาติใด มึงจัดได้ กูก็จัดมั่ง!! วันนั้นจึงมีงานปาร์ตี้เกิดขึ้นที่บริเวณริมชายหาดในเมืองมานามา (อารมณ์ประมาณชายหาดจอมเทียนพัทยา) วันนั้นอีปลาโทรศัพท์มาชวนฉันไปเที่ยวงานนี้

ปลา “อีหนิงไปเที่ยวงานสงกรานต์กัน”
ฉัน “ที่ไหนวะ...แล้วใครจัด?”
ปลา “ริมหาดหน้าอพาร์ตเมนท์กูนี่แหละ จัดโดยสมาคมแม่บ้านอะไรก็ไม่รู้ มึงไม่ต้องสนใจหรอก แค่ไปมันส์ก็พอแล้ว”
ฉัน “โอ๊ย…กูไม่ไปหรอก วีซ่าก็ไม่มี เกิดกำลังมันส์ๆ ตำรวจดันมาร่วมด้วยจะทำไง?”
ปลา “ตำรวจจะมาจ้องจับอะไรมึง คนเป็นร้อยเป็นพัน…ไปเหอะน่า ถ้ามึงโดนคนอื่นก็โดนด้วย”

แล้ววันนั้นฉันกับนังปลาก็ได้ไปร่วมรำลึกงานประจำชาติไทย งานนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ มีการขายบัตรผ่านประตูเข้างานท่านละ 3 บีดี งานนี้ก็ไม่ธรรมดามีการจัดร้านขายของกินของใช้เช่น แหนมทอด ยำสารพัด ข้าวไข่เจียว ขนมครก ลูกชิ้นปิ้ง ทอด และนู่นนี่นั่นอีกเยอะ รวมทั้งของที่ระลึกแบบไทยๆ อีกเพียบ แถมตอนกลางคืนยังมีการประกวดเทพีสงกรานต์อีกต่างหาก ผู้เข้าประกวดก็คือเพื่อนๆ กะหรี่ทั้งหลายแหละค่ะ ส่งโดยแม่แท็กหลายสังกัดด้วยกัน



บอกเลยว่างานสนุกมากๆ มีทั้งคนอินเดีย จีน อาหรับ และฝรั่งอีกสารพัดชาติมาร่วมเป็นเกียรติในงานนี้ด้วย พี่ไทยเยอะที่สุด รวมๆ แล้วหลายร้อยคนอยู่นะ สภาพทุกคนในงานคือเมาหมดสภาพ ทั้งสาดน้ำ ปะแป้ง ร้องรำ แดนซ์กันกระจายอยู่ริมชายหาด...สนุกจนลืมไปว่าทุกคนที่อยู่ในงานนี้ส่วนใหญ่ไม่มีวีซ่า แม้แต่ตัวกูก็เว่อร์วีซ่ามา 2 เดือนกว่าแล้ว

ภาพที่ฉันเห็นวันนั้นไม่คิดเลยว่าประเพณีไทยจะทำให้คนสารพัดชาติมารวมกันอยู่ตรงนี้ได้มากที่สุดและมีความสุข สนุกสนานได้ถึงเพียงนี้ คือสาดน้ำ ปะแป้งกันแบบมหาโหด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไม่มีการถือโทษโกรธกัน ในขณะที่สงกรานต์เมืองไทย คนไทยด้วยกันกลับฆ่าฟันกันเอง

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่อีปลาว่านั่นแหละ คือถ้าตำรวจมาไล่จับก็คงจับกันไม่หวาดไม่ไหวแน่ หรือถ้าโดนจับจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะอย่างน้อยก็มีเพื่อนคู่คดีขังรวมอยู่ด้วยกันเป็นร้อย กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 ทุ่ม ก็มีข้อความแมสเสจดังขึ้นที่โทรศัพท์ฉัน

“Where are u?”
“I am in the Songkran festival.”
"Come to me my room at once!”
ฉัน “อีปลา มึงแปลประโยคสุดท้ายสิ มันว่าไงวะ?”
ปลาหยิบโทรศัพท์ไปดู ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางภาษาเพราะเดินทางไปขายบริการมารอบโลก แล้วนางก็ตอบว่า
ปลา “มันบอกให้มึงไปหามันที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย!...ใครวะ?”
ฉัน “ไอ้เดวิด”
ปลา “ไอ้เตี้ยแอฟริกาอ่ะเหรอ?”
ฉัน “เออ...ทำไงดีวะ กูไม่อยากไปเลยอ่ะ ป่านนี้แม่งคงเมาได้ที่แล้วหละ ถึงได้เรียกหากู”
ปลา “มึงก็ไม่ต้องไปซิ”
ฉัน “แต่กูเสียดายเงินอ่ะดิ แม่งจ่าย 100 บีดีตลอดนะโว้ย”
ปลา “งั้นกูแนะนำให้มึงหาคนไปช่วยทุ่นแรง มึงจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก แต่ไม่ต้องชวนกูนะ เพราะพี่ชายมันเคยเอากูแล้ว”
ฉัน “มันจะยอมเหรอวะ?”
ปลา “ยอมซิ มึงเชื่อกูเถอะ ไอ้เตี้ยมันบ้า Hee พาไปกี่คนก็เอาหมดแหละ”

เดวิดเป็นฝรั่งผิวขาวชาวเซาท์แอฟริกา ทำงานอยู่ที่ประเทศซาอุดี้ ทุกอาทิตย์มันจะขับรถมาเที่ยวฝั่งบาห์เรน เพื่อเสพกามให้หนำใจ เพราะในซาอุดี้ไม่มีผู้หญิงให้บริการและทุกครั้งที่เดวิดมาเสพกามมันจะใช้ผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 3 คนต่อคืน และทุกครั้งฉันจะเป็นคนปิดท้ายรายการทุกที

ครั้งนี้ด้วยความที่ฉันเสียดายเงินค่าตัว เพราะมันจ่ายดีมาตลอด ก็เลยต้องเก็บรักษาไว้ก่อน แต่ฉันก็ทำตามที่นังปลาแนะนำ คือพาเพื่อนไปอีก 2 คน เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องรับศึกหนักคนเดียว ประกอบกับไอ้เตี้ยเดวิดเป็นคนบ้าหม้ออยู่แล้ว รับรองว่ามันต้องไม่ปฏิเสธแน่นอน เพราะฉันคิดไว้แล้วว่าจะพาเทพีสงกรานต์ที่ชนะเลิศคืนนี้ไปให้มันสัก 2 คน
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คงไม่มีลูกค้าคนไหนต้องการใช้บริการกับผู้หญิงเมาหมดสภาพ มีก็แต่พวกกากเดนมนุษย์ พวกยากูซ่าและพวกโรคจิตที่คอยจ้องแต่จะลากผู้หญิงสภาพเมายาไปสนองความใคร่แบบฟรีๆ 
ตอนนี้มีผู้หญิงมาบาห์เรนมากขึ้นทุกวัน การแข่งขันของพวกแม่แท็กก็แพรวพราวขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีโปรโมชั่นใหม่ๆ ทำจมูก ทำนม จัดฟัน เรียกว่าทำให้ก่อนจ่ายหนี้ภายหลัง แต่ต้องคืน 2 เด้ง