แต่ระยะหลังมีความเห็นแย้งว่า การพยายามมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย ด้วยการ focus ที่เป้าหมายนั้นเอง กลับจะทำให้ไปไม่ถึง กลายเป็น paradox อย่างหนึ่งว่า ยิ่งให้ความสำคัญกับ goal มากเท่าไร อาจจะทำให้ยิ่งไม่ไปถึง goal นั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ความเห็นยุคหลังๆเชื่อว่า การหันมาสร้าง habit หรือนิสัยประจำที่เป็นความเคยชิน น่าจะได้ผลกว่าและง่ายกว่าการไป focus เรื่อง goal เพราะ goal เป็นสิ่งที่ยังห่างไกล แต่ habit เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวกว่า เกิดขึ้นได้เร็วกว่า อีกทั้ง การสร้าง habit นั้นเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติ เป็น action มากกว่า ในขณะที่ goal บางครั้งมีบรรยากาศออกไปทางอุดมคติหรือปรัชญา
และที่สำคัญคือ ถ้าไม่มี habit เสียก่อน อย่างไรก็ไม่มีทางไปถึง goal ได้
นักจิตวิทยา Marcia Reynold เจ้าของหนังสือ Outsmart Your Brian และ The Discomfort Zone ชี้ข้อเสียของการไป focus ที่ goal แทนที่จะเป็น habit ไว้หลายประการ แต่ข้อเสียที่น่าจะสำคัญที่สุดน่าจะเป็น การ focus ที่ goal ทำให้เรารู้สึก “ยังทำไม่สำเร็จอยู่ตลอดเวลา” หรือ “chronic underachievemnet” อันเป็นการมองตัวเราเองแบบ half-empty เหมือนกับแก้วน้ำที่ยังเติมไม่เต็มเสียที และทำให้เกิดความเครียดที่ต่อเนื่อง พร้อมกับการมองตัวเองแบบติดลบ
นอกจากนั้น ในโลกที่เป็นจริงเรามักพบว่า ในแต่ละวันมีเรื่องด่วนที่ต้องหันมาให้สำคัญแทนบรรดา goal ทั้งหลายที่ set ไว้ บางเรื่องบางถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว แต่ละวันเต็มไปด้วยสิ่งที่ดึงความสนใจ ผลคือ เรามีความจำเป็นที่จะผลัด mission ของ goal ทั้งหลายไปเรื่อยๆก่อน พร้อมกับความรู้สึกผิด และจากความรู้สึกผิด แปรสภาพเป็นอาการลืมเรื่อง goal เหล่านั้นไปในที่สุด
เพราะธรรมชาติของคนเรา เมื่อเกิดความเครียดถึงระดับหนึ่ง ก็ย่อมจะต้องหากทางลดเพื่อความอยู่รอด และหนทางแก้ปัญหา chronic underachievement ที่ง่ายที่สุดก็คือ เลิกจริงจังกับ goal เหล่านั้น
และนั่น คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับใครๆ ทำให้มี goal เหลือรอดให้มุ่งมั่นอย่างจริงจังได้ไม่กี่อย่าง
และเนื่องจากธรรมชาติ goal เป็นเรื่อง binary คือ ได้กับไม่ได้ ไม่มีตรงกลาง ถ้าทำไม่สำเร็จตาม goal ก็เท่ากับว่าล้มเหลว การ focus ที่ goal จึงเกิดความผิดหวังได้เสมอ จึงไม่น่าประหลาดใจว่าในคนที่มี goal เต็มไปหมด จะมีความกังวลวนเวียนอยู่ในใจเสมอ
แต่ถ้าเป็นเรื่องของ habit ก็จะไม่มีประเด็นเหล่านี้ เพราะ habit ไม่เกี่ยวกับความเป็น binary แต่อย่างใด habit เป็นการสร้างสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีเป้าหมายที่ต้องบรรลุว่าได้หรือไม่ได้ ไม่มีแพ้หรือชนะ
เช่น เมื่อเริ่มหันมา diet เราก็ไม่ต้องไปให้ความกังวลมากมายว่า จะลดน้ำหนัก 5 กิโลให้ได้ภายใน 60 วันได้หรือไม่ แต่ให้ความสนใจในการสร้างนิสัยเลือกกินอาหารที่ถูกสุขภาพกินแล้วไม่อ้วน มากกว่า
หรือ หากเราต้องการเริ่มออกกำลังกาย ก็ไม่ต้องกังวลว่า เมื่อไหร่จะวิ่งให้ได้ 10 กมอย่างต่อเนื่องภายใน 75 นาที แต่หันมาสนใจกับการสร้างนิสัยอยากออกไปวิ่ง หรือทำให้วิ่งแล้วรู้สึกดี อยากวิ่งอยู่เรื่อยๆ
ในระหว่างนี้ ถ้ายังต้องฝืนใจกินอาหารสุขภาพ ทำให้ลดน้ำหนักไม่ได้มาก หรือ วิ่ง แต่วิ่งไม่ได้เร็ว แถมวิ่งไปเดี๋ยวเดียวแล้วเหนื่อย ก็ยังถือว่าไม่ได้ล้มเหลวแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็กำลัง diet และเริ่มวิ่งแล้ว ซึ่งหมายความว่า นิสัยกินอาหารที่ดี และออกกำลัง กำลังเกิดขึ้นแล้ว
แต่ถ้าหากเวลาผ่านไปเรื่อยๆ การ diet ก็ยังไม่อร่อย ต้องทนกลืนอยู่ ทำให้ต้องกินอาหารแบบเดิมๆอยู่ในสัดส่วนที่ไม่น้อย และ การวิ่งออกกำลังก็ยังวิ่งได้ช้า วิ่งไม่ได้ไกล ทั้งสองเรื่องไม่พัฒนาไปเท่าไหร่เลย จะถือว่าล้มเหลวหรือไม่?
คำตอบคือ ถ้ามองดู goal ที่ตั้งไว้ คือ ล้มเหลว และอาจทำให้เจ้าของ goal นั้น ล้มเลิกความตั้งใจทั้ง diet และการวิ่งไปในที่สุด เพราะในเชิงของ goal นั้น เมื่อเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ตามตรรกะก็คือ ต้องยกเลิกสิ่งที่กำลังทำอยู่ และยอมรับในความล้มเหลว
แต่ถ้าหากมองในแง่ของการสร้าง habit ที่ดี ก็ถือว่า ไม่มีความล้มเหลวแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราได้ habit ที่ดีมาแล้ว ถึงแม้ยังทำไม่ได้ดีมากนัก แต่ก็ย่อมดีกว่าสมัยที่ไม่มี habit นี้เลย และได้สุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาอีก ซึ่งทำให้เราเลือกที่จะพยายามต่อไป เพื่อรักษาสุขภาพที่ได้มานี้ให้คงไว้ หรือทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการเพิ่มความพยายามและความอดทนให้มากขึ้นไปอีก เพราะไหนๆก็มาถึงขนาดนี้แล้ว
ในเมื่อความรู้สึกว่า ความพยายามที่ทำอยู่ไม่เกี่ยวกับความล้มเหลว ทำให้เราไม่ตกอยู่ในสภาพ chronic underachievement ผลคือ ทำให้เกิดสมาธิในเนื้องานหรือ content ของความพยายามนั้น เกิดความตั้งใจที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งถ้า focus ที่ goal เรามักจะคิดว่าวันนี้ยังห่างไกลจาก goal ที่ตั้งไว้แค่ไหน ทำให้เสียสมาธิ เสียกำลังใจ จนอาจจบลงที่หา excuse เพื่อเลิกทำ
หลักการสร้าง habit แทน goal นี้ สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า “เป้าหมายไม่ได้สำคัญเท่ากับการเดินทาง” ที่บอกว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เมื่อเราไปถึงจุดหมาย หากอยู่ระหว่างการเดินทางมากกว่า habit ก็คือการเดินทางแบบหนึ่ง ที่ถึงแม้บางครั้งมีอุปสรรคตลอดทาง ก็ไม่ได้หมายความว่าการเดินทางนั้น fail เพียงแต่เป็นการเดินทางที่ยากเท่านั้น
ในทางตรงข้าม หากในการเดินทางใด เราเฝ้าตั้งคำถามอยู่เสมอว่า “เมื่อไหร่จะถึงซะที?” ก็คงจะทำให้ทริปนั้น ไม่สนุกเท่าไหร่ และต่อให้ถึงจุดหมายแล้ว ก็คงไม่ใช่ทริปที่น่าจดจำเท่าใดเช่นกัน เพราะอารมณ์ไม่ดีมาตลอดทาง ถือว่า fail ทั้งทริป
นอกจากนั้น การ focus ที่ habit เป็นการสอดคล้องกับธรรมชาติของความพยายามมนุษย์ ที่ไม่ได้มีรูปแบบหรือเป็นเส้นตรงหรือ linear ที่ความก้าวหน้าเพิ่มเรื่อยๆในอัตราที่สม่ำเสมอ หากเป็นรูปแบบ exponential ที่ในช่วงต้น ความก้าวหน้าแทบไม่เพิ่ม จนกระทั่งถึงจุดเวลาหนึ่งที่ ความก้าวหน้าเริ่มทะยานขึ้น take off และพุ่งพรวดในที่สุด
ซึ่งถ้าหากเรายึดมั่นใน goal อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เป็นไปได้มากว่า เราอาจยอมแพ้ถอดใจไปตั้งแต่ช่วงต้นๆของกราฟ ที่ความก้าวหน้าไม่ค่อยจะกระเตื้องขึ้นเลย เวลาผ่านไป ความก้าวหน้าก็ยังเหมือนอยู่กับที่
แต่ถ้าเราไม่สนใจ goal เท่าใดนัก ไปสนใจการสร้าง habit แทน เราก็จะยังใจเย็น ตั้งหน้าตั้งตาพยายามไปเรื่อยๆ สามารถ “riding the curve” หรือ ไปตามเส้นกราฟแห่งความพยายามนี้ จนกระทั่งเกิดการ take off ในที่สุด ความสามารถพุ่งพรวด
ถึงตอนนั้น goal ที่ตั้งไว้แต่เดิมก็ไม่มีความสำคัญอะไรแล้ว
ด้วยเหตุนี้ goal จึงเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ไม่มีความแน่นอน เราอาจไม่มีทางรู้ว่า goal ที่ set ไว้นั้นสมเหตุผลหรือไม่ พอมีประสบการณ์สะสมถึงจุดหนึ่ง เราอาจพบว่า goal ที่ set มานั้นไม่ make sense เอาเสียเลย และทำให้เราหลงผิด เข้าใจผิดมาตั้งนานก็ได้
ต่างจาก habit ที่เป็นสิ่งยั่งยืน เป็นของจริงแน่แท้ และจะติดตัวไปเรื่อยๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่อง make sense หรือไม่ make sense ไม่เกี่ยวกับถูกหรือผิด เพราะเป็นเรื่องของ skill ความสามารถ และประสบการณ์

ในการศึกษาของ Charles Duhigg ผู้เขียนหนังสือ “The Power of Habit” บอกว่า กิจกรรมใดๆของคนเรา เป็นเรื่องของ habit 40% ซึ่งหมายความว่าชีวิตของคนเรานั้น ที่จริงถูก run แบบ autopilot หรืออย่างอัตโนมัติอยู๋ 40% ดังนั้น ถ้าหากเราทำ 40% นี้เป็น habit ที่มีคุณภาพได้ goal ทั้งหลายที่วางไว้ก็อาจจะมาถึงเองโดยไม่ต้องคิดมาก
แต่การสร้าง habit ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีงานวิจัยที่ลงใน Journal of Clinical Psychology พบว่า 54% ของคนที่สัญญาว่าจะล้างนิสัยไม่ดีภายใน 6 เดือนนั้นทำไม่ได้ อีกทั้งการพยายามล้างนิสัยแย่ๆ วนอยู่ 10 รอบแล้วยังทำไม่สำเร็จ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป อีกทั้งการสร้าง habit ต้องใช้ความอดทนและใจเย็น ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันที จากการศึกษาของ University of Collge of London โดย Lally และทีมงานพบว่า คนเราใช้เวลาสร้าง habit โดยเฉลี่ย 66 วัน โดยใช้เวลาอย่างน้อย 18 วัน และอย่างมาก 254 วัน ซึ่่งมีคนจำนวนมาก ไม่ยอมรอนานขนาดนั้น เลิกราไปตั้งแต่แรก
Reynold บอกไว้ใน Psychology Today ว่า การสร้าง habit ใหม่ ที่จริงก็คือการล้าง habit เดิมนั่นเอง อย่างเช่นการคิดจะ diet ก็คือการสร้างนิสัยระมัดระวังในการกินมาแทนการกินแบบตามใจตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่ายนัก ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนนิสัยเดิมให้ได้จริง ก็ต้องทำให้สมองเห็นความเป็นไปได้ว่าทำได้ ไม่เช่นนั้นสมองจะต่อต้าน หาเหตุผลต่างๆมาอ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลไกธรรมชาติที่สมองพยายามปกป้องมนุษย์ ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน
Reynold แนะไว้ในหนังสือของเธอว่า เคล็ดไม่ลับคือ ยิ่งทำให้เรื่องง่ายเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ habit ติดได้ง่ายเท่านั้น ดังนั้นจุดสำคัญอันดับแรกคือ จะต้องทำให้การสร้าง habit ใหม่เป็นเรื่องที่ enjoy ให้ได้ และจะเป็นเช่นนั้นได้ก็คือตัวเราต้อง “ใจดี” กับตัวเองให้มากๆ เช่น ถ้าอยากสร้าง habit การวิ่ง ตอนแรกวิ่งได้กิโลเดียวแล้วเหนื่อยต้องจนหยุดวิ่ง ก็ควรถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะย่อมดีกว่าไม่ยอมออกไปเริ่มวิ่ง
และที่สำคัญ หลีกเลี่ยง ทำตัวห่างจากคนที่ทำให้เสียกำลังใจให้มากที่สุด หรือถ้าหนีไม่ได้ ก็ต้องไม่ไปสนใจ คำพูดเหล่านั้น ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นเป็นความจริง แต่ถ้าออกมาในแนวลบ ก็อย่าเก็บเอามาคิด
ในขณะเดียวกัน ทำตัวให้แวดล้อมด้วยคนที่เป็นกำลังใจ คิดบวก และมีความตั้งใจทำนองเดียวกัน เมื่อนั้น habit จะสร้างได้ง่ายขึ้น พร้อมกับความรู้สึกดีๆ
และเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจไปถึง goal ที่เคย set ไว้โดยไม่รู้ตัว หรือรู้ แต่ไม่ได้สนใจมันแล้ว






