OPINION

Chaos Theory ทฤษฎีแห่งความป่วน

สุรพร เกิดสว่าง
5 มิ.ย. 2560
..ร้อยกว่าปีมาแล้ว ในตอนเช้าของวันที่ 28 มิถุนา ปี 1914 ชายหนุ่มอายุ 19 ปีชื่อ Principวางแผนที่จะสังหาร archduke ของออสเตรีย Franz Ferdinand แต่แล้วสถานการณ์ไม่เป็นใจ เลยเปลี่ยนมานั่งกินแซนด์วิชที่ร้านกาแฟแทน
 
แต่ในเช้าวันนั้น คนขับรถของ archduke กับภรรยา กลับเลี้ยวรถผิดเข้ามาในถนนที่ Principกำลังกินแซนด์วิชอยู่ ในทันทีที่คนขับรถรู้ว่าตนเลี้ยวผิด เขาเบรกรถทำให้เกียร์ล็อกและเครื่องยนต์ดับ รถจอดนิ่งอยู่หน้าร้านกาแฟที่ Principแทะแซนด์วิชอยู่ห่างไม่เกินห้าฟุต  ในวินาทีต่อมหา Principสังหารทั้ง archduke และภรรยาได้สำเร็จด้วยกระสุนเพียงสองนัด อย่างง่ายดาย
 
เหตุการณ์เช้าวันนั้น จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สังหารคนไปทั้งหมด 18 ล้านคน ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่สองที่กลืนชีวิตคนอีก 80  ล้านคน พร้อมกับกำเนิดอาวุธนิวเคลียร์ และสงครามย่อยๆอีกมากมาย หลังจากหลายประเทศแตกสลายจากสงครามโลกครั้งที่สอง
 
เพียงเลี้ยวรถผิดในวันนั้น ส่งผลให้คนตายเป็นร้อยล้าน และประวัติศาสตร์โลกเปลี่ยนโฉมหน้ามาจนทุกวันนี้ 
 
..ในปี 1815 ภูเขาไฟ Tamboraในอินโดนิเชียระเบิดอย่างรุนแรง ผลจากเถ้าถ่านกระจายไปทั่วโลก บดบังแสงอาทิตย์ จนทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงไปจนถึงยุโรปในปีต่อมา จนในปี 1816 เป็นปีที่ถูกขนานนามว่า “A Year without Summer” ฝนตกกระหน่ำตลอด สัญจรไปมาลำบาก การเพาะปลูกลดลง อาหารการกินขาดแคลน จนม้าและปศุสัตว์ต้องล้มตาย
 
และในฤดูร้อนแห่งพายุฝนนั้นเอง ที่กลุ่มเพื่อนสนิทของ Mary Shelly ที่ตั้งใจมาเที่ยวเมืองเจนิวาในสวิส ต้องผิดหวังไปไหนไม่ได้เป็นวันๆ จึงหาเรื่องสนุกฆ่าเวลาระหว่างฝนตกต่อเนื่อง โดยกำหนดว่า แต่ละคนต้องแต่งเรื่องผีๆมาเล่ากันฟัง Mary Shelly สาวน้อยอายุ 18 ปีทีมีความสามารถการเขียนอยู่แล้ว ใช้เวลาไม่นานในการแต่งนิยายว่าด้วย การปลุกคนตายให้คืนชีพขึ้นมา และนั่นเป็นจุดกำเนิดของนิยายคลาสสิก“Frankenstein”
 
และในปี 1816 นั้นเองที่เยอรมัน ความที่ม้าขาดแคลนเพราะอาหารไม่พอเลี้ยง นักเรียนหนุ่ม Karl Draisพยายามคิดประดิษฐ์สิ่งบางอย่างที่พอจะมาทดแทนม้าได้ แรกเริ่ม เขาใช้ล้อสี่ล้อและเปลี่ยนมาเป็นแค่สองล้อ โดยใช้พลังเท้าไถไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถปล่อยเท้าและทรงตัวเป็นเวลาสั้นๆในบางช่วง สิ่งประดิษฐ์นั้นได้ถูกพัฒนาต่อมาและถูกเรียกว่า “bicycle”
 
เป็นอันว่า ภูเขาไฟระเบิดในอีกซีกโลกหนึ่ง ทำให้เกิดนิยาย Frankenstein และ จักรยาน ในอีกซีกโลก ทั้งที่สองเหคุการณ์นี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลย
 
และนั่นคือ “Butterfly Effect” ที่กล่าวใน Chaos Theory ทฤษฎีว่าด้วยความปั่นป่วนโกลาหล ที่ว่า จากจุดเริ่มต้นหนึ่ง สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยได้ เปรียบดังเช่น การกระพือปีกของผีเสื้อในที่หนึ่ง ส่งผลแบบลูกโซ่ ทำให้เกิดการพายุในอีกที่หนึ่งของโลกในเวลาต่อมา
 
Chaos Theory บอกเราว่า “ให้คาดหมายในสิ่งที่คาดหมายไม่ได้” หรือ “expect the unexpected” เพราะ การเปลี่ยนแปลงนั้นดำเนินไปตลอดเวลา ทำนายผลแน่นอนไม่ได้ เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า ตัวแปรแรกเริ่มนั้น จริงๆมีอะไรบ้าง เราอาจมองเห็นรับรู้เพียงบางตัวแปรเท่านั้น โดยละเลยตัวแปรอื่นๆที่มีผลเกี่ยวข้องกันและกันไป
 
และเราก็ไม่มีทางรู้อีกว่า ในระหว่างที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปนั้น จะมีตัวแปรใดๆเข้ามาแทรกอีกบ้าง หรือ แม้กระทั่งผลของการเปลี่ยนแปลงที่ย่อยๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้น จะส่งผลย้อนกลับ ทำให้ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดปั่นป่วน หันเหไปอย่างไรอีก
 
ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นสิ่งที่เกินความสามารถที่จะคำนวณหรือทำนายได้จริง เราจะรู้เข้าใจถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ต่อเมื่อมองย้อนหลังหลังจากที่มันเกิดไปแล้วเท่านั้น  และหากเริ่มต้นใหม่ ก็จะได้ผลไม่เหมือนเดิม  โดยทิศทางทั้งหมดที่จะเป็นไปได้นั้น เป็นเสมือนกับการแตกไปเรื่อยๆของกิ่งก้านสาขาต้นไม้ หรือ “fractal”  ที่มีหลายรูปแบบ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
 
Chaos Theory เตือนให้ระวังว่า ยิ่งเราพยายามเข้าไปจัดการการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามที่เราหวังเท่าไหร่ ยิ่งจะไปรบกวนระบบ อาจจะทำให้ผลที่เกิดยิ่งไปไกล วุ่นวายมากขึ้นไปอีก เพราะจะเกิด feed back loop ที่ขยายผลการเปลี่ยนแปลงมากไปกว่าเดิมก็ได้
 
เรามักพยายามเข้าไปยุ่งเพราะ เราเห็นความชัดเจนในแต่ละช่วงห่วงโซ่ของการเปลี่ยนแปลง และพอที่จะเข้าใจได้ ว่า สาเหตุ A ทำให้เกิดผลลัพธ์ B  จึงทำให้เราหลงคิดไปว่า เรามีอำนาจพอที่จะกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งๆที่ภาพที่เรามองเห็นนั้น เป็นเพียงจุดเล็กจิ๋ว ระดับ micro picture ท่ามกลาง fractal ของกิ่งก้านสาขาอันมหึมาของความเป็นไปได้  
 
นั่นคือ Chaos Theory ให้แง่คิดว่า แทนที่จะมอง linear แบบ 1+1= 2 หากให้มองภาพ pattern แทน
 
นักลงทุนสะสมหุ้นชั้นดี ซื้อขายง่าย สภาพคล่องสูง เพราะเชื่อว่า หากเกิดมีความจำเป็นต้องการเงินสดเร่งด่วน สามารถขายได้ง่ายเพื่อเอาเงินมาใช้สบายๆ (มองลูกโซ่เดียว แบบ linear) แต่หากเกิดวิกฤติ ทุกคนจำต้องขายหุ้นพร้อมกัน (ภาพรวม หรือ pattern) เงินที่ได้มาก็ได้เพียงน้อยนิด ไม่พอ ทำให้ทุกคนต้องขายหลักทรัพย์อย่างอื่นถูกๆอีก จะกู้ก็ไม่มีหลักทรัพย์พอค้ำ โอกาสได้เงิน น้อยลงไปเรื่อยๆ เป็น feed back loop ที่ขยายผลใหญ่โต  
 
Chaos Theory ยังให้ข้อคิดว่า อย่าไป micro management ให้มากนัก : CEO หรือ C-level ที่สนใจรายละเอียดไปทุกส่วนเพราะไม่ต้องการให้ผลงานที่ออกมาเพี้ยนไปจากเป้าหมาย อาจเสียเวลาและต้นทุนจัดการไปเปล่าๆ เพราะเราอาจคุมได้แค่ส่วน micro ของ fractal ขนาดใหญ่ ผลที่ได้ หากจะได้ ก็ไม้ได้แตกต่างอย่างมีนัย ดีไม่ดี เกิด feed back loop ที่ไม่พึงปรารถนาอีก สู้หันมาสนใจระดับ pattern จะดีกว่า
 
แนวคิดใหม่ในการบริหารความเสี่ยง คือ ลดความสำคัญในการทำนาย เพราะ predict ยังไงก็ไม่มีถูก สู้ไปเน้นความสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหลายรูปแบบจะดีกว่า  ซึ่งหมายถึงว่า ระบบบริหารความเสี่ยงจะต้องมีความยืดหยุ่นปรับตัวกับสถานการณ์ที่ไม่เฉพาะเจาะจงได้ดี
 
เช่นเดียวกับชีวิตคนเรา มีสายป่านให้ยาวพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ยังมองไม่เห็น ทั้งในเรื่องของเงิน สังคมที่ดี สุขภาพ ความสามารถ ดีกว่าจะไปเก็งว่าข้อสอบชีวิตจะออกมาอย่างไร แล้วเดินทางแคบๆตามนั้น เพราะด้วยความเป็น fractal ชีวิตจึงมักไม่เป็นตามคาดหมาย ใครบ้างที่เก็งข้อสอบชีวิตได้ถูกบ่อยๆ?
 
เหมือนอย่างที่ Dr. Ian Malcolm ตัวละครผู้เชี่ยวชาญ Chaos Theory ใน Jurassic Park แย้ง John Hammond เจ้าของ park ว่า ชีวิตนั้นไม่มีทางควบคุมให้เป็นไปตามต้องการได้หรอก เพราะในที่สุด มันจะหาทางออกเองจนได้
“Life will find the way.”
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ธรรมชาติของคนไม่ชอบความไม่แน่นอน เราจึงมุ่งหา stability และกำจัดความไม่แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในนามของ“ความเข้มงวด”
...แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็หนีกฎธรรมชาติว่าด้วย stability breeds instability ไปไม่พ้น 
การเต้นรำทำให้คนเรียนรู้ตัวเองอย่างนึกไม่ถึง  ความเชื่อมั่นในการแสดงออกที่ได้มาจากการเต้นรำ จะส่งผลดีกับชีวิตในด้านต่างๆอย่างมาก และนั่นเป็นเหตุผลของการนำการเต้นรำมาบำบัดปัญหาสุขภาพจิต หรือ dance therapy