เขาเริ่มพยายามลงจังหวะให้ตรงกับ beat ของเพลง ในวินาทีแรกนี้ เขายังไม่แน่ใจว่า ฝีมือการเต้น swing ของเธอเป็นอย่างไร เก่งกว่า หรือ อ่อนกว่าเขา ในใจเขาภาวนาอย่าให้เธอเก่งกว่าเขามากนัก ด้วยเหตุที่ dance skill เขานั้นยังไม่เอาไหน เขาจึงไม่ต้องการเป็นภาระเธอตลอดเวลา 3 นาทีของเพลงบน dance floor….

และนั่นคือ ความกดดันเล็กๆ บน dance floor ใน social dance ที่บางคนอย่าง Peter Lovattแห่ง University of Hertfordshire หรือ Nikolas Lloyd, จาก evolutionary psychology ของ University of New Castle บอกว่า ถึงแม้ dance floor จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มฉันมิตร แต่ก็แฝงไว้ด้วยธรรมชาติ ที่ว่าด้วย natural selection ของ Charles Darwin
กฎของการเต้นรำคู่ หรือ partner dance กำหนดว่า คนหนึ่งเป็นคน lead หรือเต้นนำ อีกคนเป็น follower หรือเต้นตาม โดยตามธรรมเนียม คนที่ lead จะเป็นผู้เชิญ followerเต้น และระหว่างเต้น ผู้ที่ lead เป็นคนกำหนดท่าเต้นต่างๆในเดี๋ยวนั้น ส่วน follower จะรับมุกมาเต้นให้ synchronize กับ lead ในวินาทีนั้นเช่นกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางคาดหมายล่วงหน้า ความสำเร็จของการเต้น swing dance ใน social dance จึงเป็นความสำเร็จร่วมของทั้งสองคนแบบ on-the-flyโดยที่ส่วนใหญ่ต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย
และด้วยเงื่อนไขนี้เอง ทำให้ dance floor กลายเป็นเสมือนห้อง lab ที่นักจิตวิทยาสังคมบางคนให้ความสนใจ
ในเมื่อผู้ชายส่วนใหญ่เป็น lead และผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น follower จึงทำให้ ผู้ชายที่ยังเต้นไม่เป็นเลย ไม่สามารถเต้นได้ เพราะ lead ไม่ได้ แต่ผู้หญิงที่ไม่เป็นเลย กลับพอเต้นได้บ้าง โดย follow ตามผู้ชายที่เต้นได้แล้ว
ส่วนผู้ชายที่เต้นเป็นแต่ยังไม่เก่ง จะเครียดเล็กๆเมื่อเต้นกับคนที่เก่งกว่า ทำนองว่า จะไป spoil 3 นาทีของเธอหรือไม่ ใครบ้างไม่เครียด ถ้าต้องนำคนที่เก่งกว่า ?

และนั่นทำให้ swing dancer ผู้ชายมือใหม่ รู้สึกสบายใจกว่าที่จะเต้นกับผู้หญิงที่มี dance skill ใกล้เคียงกัน ถ้ารู้ก่อน พวกเขาจะเดินไปขอเต้นกับคนที่ skill level ไม่ต่างกันนัก และหลีกเลี่ยงผู้หญิงที่เก่งกว่า ด้วยความเกรงใจปนความเครียด
ส่งผลให้ผู้หญิงที่เต้นเก่งจะเหลือคนอยากเต้นด้วยน้อยลง คือเหลือเฉพาะผู้ชายที่เก่งพอๆกันหรือเก่งมากกว่า แต่สำหรับผู้ชายที่เก่งแล้ว เขาสามารถเต้นได้หมดกับผู้หญิงทุก skill level แล้วแต่ต้องการ
ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่เต้นไม่เก่ง สามารถเต้นกับใครก็ได้แต่แน่นอนว่า พวกเธอคงอยากเต้นกับผู้ชายที่เก่งกว่า เพราะสามารถ lead เธอได้สนุกกว่า และที่สำคัญ ได้เรียนรู้ฝึกฝนมากกว่า จนในที่สุดก็กลายเป็นนักเต้น swing ที่เก่งได้
สภาพนี้เอง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของการ match demand & supply ขึ้น บน swing dance floor นั่นคือ demand ของผู้ชายที่เต้นไม่ดีจะต่ำ ในขณะที่ demand ของผู้ชายที่เต้นดีจะสูงมาก กลายเป็น 2-teir market ส่วนด้านผู้หญิงนั้น demand ของผู้หญิงที่เต้นเก่งจะต่ำ และ demand ผู้หญิงที่เต้นไม่เก่งนั้น ยังกลางๆ
สภาพ segmentation หรือแยกกลุ่มนี้ อาจพอมองเห็นรางๆใน social dance ของวันที่คนแน่นปานกลาง คือแน่นแต่พอขยับได้ โดยคนที่ประสบการณ์น้อยยังไม่มีความมั่นใจนัก จะเต้นอยู่ชายขอบจนพื้นที่แน่น เหลือพื้นที่ตรงกลางที่ยังหลวม ทำให้คนที่เต้นเก่งซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า ไม่มีทางเลือกนอกจากไปเต้นตรงกลางที่ยังว่างอยู่
ผู้ชายที่ยังเต้นไม่เก่งจะประสบกับ ภาวะ Catch -22 หรือ ไก่กับไข่ นั่นคือ เมื่ออยากจะฝึก ก็หาคนเต้นด้วยยาก แต่ถ้าจะให้คนอยากเต้นด้วย ก็ต้องฝึกให้ดีก่อน กลายเป็นการสะดุดหรือ bump ที่ทำให้การพัฒนา skill ชะงัก
แต่ว่า สภาพนี้คงไม่เป็นเช่นนี้ตลอดไป มิเช่นนั้น จะไม่มีนักเต้นรำผู้ชายเก่งๆหน้าใหม่เกิดขึ้นได้เลย คำถามคือ พวกเขาสามารถหลุดจากสภาพ trap นี้ได้อย่างไร ? ผู้ชายที่ไม่เก่งสามารถกลายเป็นคน dance เก่งได้อย่างไร ?
ตรงนี้เองที่ Law of Natural Selection ของ Darwin เข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อผู้ชายที่เต้นไม่เก่งหลายคนพบว่า ตนเองเป็นเพียงผู้ยืนดูรอบ dance floor เสียมากกว่า ก็ชักเริ่มไม่สนุก และไม่กลับมาอีกในที่สุด การที่ผู้ชายคนอื่นเลิกล้มความตั้งใจ ช่วยทำให้คนที่ยังอยู่ ไม่ยอมทนสภาพ low demand + high pressure และมีโอกาสมากขึ้น โดยเฉพาะในคืนที่ dance floor มีผู้ชายไม่มาก โอกาสสะสมเหล่านี้ ค่อยๆทำให้พวกเขาหลุดจากภาวะ Catch-22 ได้ ถ้าพวกเขาไม่ถอดใจไปเสียก่อน
โชคดีที่ ใน swing dance floor บางแห่ง ผู้หญิงที่เก่งมาชวนผู้ชายที่อ่อนเต้นเอง เป็นการเอื้อเฟื้อเรื่อง skill จึงทำให้ใน culture ของ dance floor นั้น ผู้ชายมีโอกาสสามารถพัฒนาได้เร็วกว่า และสนุกด้วยกันได้มากกว่า
บรรยากาศเช่นนี้ มักเกิดขึ้นใน dance floor ที่เต็มไปด้วยนักเต้นรำขาประจำ ที่ต้องการสร้างบรรยากาศฉันมิตรให้เกิดขึ้นใน dance community ของพวกเขา ตรงตามที่ game theory บอกว่า หากมองการณ์ไกล คนเราชอบที่จะร่วมมือช่วยเหลือกัน หรือ play cooperative strategy
ส่วนใน dance floor ที่ไม่ค่อยมีขาประจำ เช่น มีแต่นักท่องเที่ยว โดยแต่ละคนเชื่อว่า มาเจอกันครั้งเดียวแล้วจะไม่เจออีก ก็จะนิยมใช้ dominant strategy คือ maximize benefit ตนเองอย่างเดียว โดยเต้นรำให้ตัวเองพอใจที่สุด ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ skill และเวลาให้ใครเท่าไหร่
Miriam Berger แห่ง New York University บอกว่า “การเต้นรำทำให้คนเรียนรู้ตัวเองอย่างนึกไม่ถึง” เธอเชื่อว่า ความเชื่อมั่นในการแสดงออกที่ได้มาจากการเต้นรำ จะส่งผลดีกับชีวิตในด้านต่างๆอย่างมาก และนั่นเป็นเหตุผลของการนำการเต้นรำมาบำบัดปัญหาสุขภาพจิต หรือ dance therapy
และนี่คงเป็นคำอธิบาย ข้อสังเกตที่ Michelle Groves แห่ง Royal Academy of Dance ของอังกฤษ บอกว่า คนที่เต้นรำเก่งมักมีบุคลิก introvert ไม่ใช่ extrovert อย่างที่เข้าใจผิดกัน “เพราะพวก introvert ใส่อารมณ์ได้มาก ระหว่างการแสดง”
ไม่รู้ใช่หรือไม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวก introvert มัก focus ที่ภายในของตัวตน ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อความเห็นคนอื่น จึงรอดผ่าน Law of Natural Selection บน dance floor มาได้






