OPINION

เมื่อมีรัก

สุรพร เกิดสว่าง (เม่น)
22 พ.ค. 2560
..เธอแอบเหลียวไปมอง ด้วยความหวังลมๆแล้งๆว่า เขาจะหันกลับมามองบ้าง แต่ก็เปล่า ในใจเริ่มสับสน คำพูดจากชายหนุ่มเมื่อครู่นี้ มันหมายความว่าอะไรแน่ หรือเธอคิดไปเอง?..
 
..เขาเดินจากมาด้วยใจระทึกและประหม่า คำทิ้งท้ายเมือครู่นี้ตีความได้หลายอย่าง แต่เธอจะ decode ออกหรือไม่ว่า ทั้งประโยคนั้น มันสื่ออะไร หรือเธอเข้าใจดี แต่เลือกที่จะเฉย ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาอาจทำพลาดไปแล้วหรือไม่?..
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
สำหรับหลายๆคน ในช่วงแรกเริ่มของความรัก เป็นช่วงเวลาแห่งการเดาใจ จะบอกก็ไม่กล้า จะรุกก็ไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร ถ้าต่างคนต่างยอมเปิดเผยไม่ว่าจะ รักเหมือนกัน หรือ ไม่รักเหมือนกัน ก็ย่อม happy แต่ถ้าบอกรักไป แล้วอีกฝ่ายไม่เอาด้วย ก็ย่อมเจ็บปวด ครั้นจะเลือกรอให้อีกฝ่ายเปิดเผยก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานเพียงใด 
 
และนั่นคือสถานการณ์ที่ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า Prisoner's Dilemma ในวิชา Game Theory ที่แต่ละฝ่ายต่างไม่อาจล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งได้ และต้องตัดสินใจด้วยความเสี่ยงจากการคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอย่างไรอยู่
 
ชื่อ Prisoner's Dilemma มาจากการเปรียบถึงสถานการณ์ของนักโทษสองคนที่ก่ออาชญากรรมร่วมกัน  ถูกคุมตัวแยกจากกัน ถ้านักโทษทั้งสองต่างร่วมมือพากันนิ่งเฉย ไม่เปิดเผยความจริง ทั้งสองจะติดคุกเพียง 1 ปี เพราะไม่ค่อยมีหลักฐาน แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งทรยศ ให้การสารภาพ โดยอีกคนยังนิ่งเฉย คนที่นิ่งจะติดคุก 10 ปี เพราะถือว่าผิดแต่ไม่สารภาพ ในขณะที่คนที่สารภาพจะถูกปล่อยตัว เพราะถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี  แต่ถ้าทั้งสองต่างทรยศกันและกัน ยอมแฉ ผลคือ แย่ทั้งคู่ ติดคุก 5 ปี
 
Prisoner's Dilemma ยิ่งมีความหมายมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ที่กำลังดำเนินไป ที่ต่างคนต่างยังต้องเดาใจกันและกัน ถึงแม้ว่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็ตาม ใครบ้างที่ทายใจแฟนได้ถูกเสมอ?
 
สำหรับหลายคนแล้ว  โดยเฉพาะชาว nerd ที่เชื่อว่า “Math never lies.”  ความรู้จาก Prisoner's Dilemma คือเคล็ดไม่ลับสู่ความสำเร็จในชีวิตคู่เลยทีเดียว ไม่ต้องไปปรึกษาใครที่ไหน
 
ในการทดลองของ Game Theory มีชื่อเสียงเมื่อปี 1980 โดย Robert Axelrod แห่ง University of Michigan ได้ทดลองให้คอมพิวเตอร์เล่นเกมกันเองในสถานการณ์ Prisoner's Dilemma หลายๆรอบต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ต่างๆที่ป้อนให้ โดยมีคำถามว่า “กลยุทธ์ใด ให้ผลออกมาดีที่สุด?”
 
ปรากฏว่า กลยุทธ์ที่ชนะเลิศ คือ “TIT for TAT” นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือในการเล่นเกมรอบแรก ส่วนรอบต่อๆมานั้น แล้วแต่ว่า ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้กลยุทธ์ใด ผู้เล่นจะโต้ตอบต่อมาด้วยกลยุทธ์เดียวกัน ซึ่งในที่สุดเกมจะดำเนินไปในทางร่วมมือกัน   
 
ในเรื่องของเกมความรักก็เช่นกัน  TIT for TAT ชี้ว่า คนเราถ้าจะอยู่ด้วยกันให้ราบรื่น ต้องเริ่มต้นด้วยฉันมิตร และเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไป ให้ทำตัวแบบ “ดีมา-ก็ดีด้วย ร้ายมา-ก็ร้ายให้รู้” 
 
นั่นคือ อย่าเป็นแม่พระหรือพ่อพระเสียสละอยู่ฝ่ายเดียว ต้องโต้ตอบกลับไปด้วย  และด้วยวิธีที่ทั้งสองฝ่ายสื่อสารโต้ตอบตามด้วยการกระทำนี้ จะทำให้เกิดการเรียนรู้กันและกัน ผลคือ จะปรับตัวเข้าหากัน และหันมาร่วมมือกันในที่สุด
 
แต่นั่นยังไม่พอ จากการทดลองนี้ Axelrod และนักคณิตศาสตร์ร่วมงานบอกว่า ถ้าจะเกิดความสำเร็จในเกมจริงๆ การเล่นเกมจะต้องประกอบไปด้วย เงื่อนไขสี่ประการอีกด้วย นั่นคือ 
 
1. Be nice เป็นคนนิสัยดี อย่าโกง อย่าโกหก เพราะจะทำให้ไม่ไว้ใจกัน และเกมจะเริ่มไร้ทิศทาง

2. Retaliating ต้องโต้ตอบ อย่าเป็นคนยอมไปหมดทุกอย่าง ใครไม่ดีกับเราก็ต้องโต้ตอบไป ถือเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งด้วยการกระทำจริง เพื่อการเรียนรู้กันและกัน
 
แต่ที่สำคัญมากคือ ข้อ 2 นี้ จะ work ก็ต่อเมื่อมีข้อ 3 ด้วย นั่นคือ
 
3. Forgiveness ลืมเรื่องที่แล้วมา ถ้าในรอบก่อนเขาเอาเปรียบ รอบนี้ก็เริ่มกันใหม่ ให้ลืมอดีตไปเสีย ไม่ใช่คิดจะเอาเปรียบบ้างเป็นการแก้แค้น มิเช่นนั้น เกมจะวน loop ไม่ไปไหน เป็นวังวนทะเลาะไม่เลิก

4. Non-envious อย่าคิดแต่จะเอาชนะหรือทำตัวเหนือกว่า เช่น แกล้งให้รอเพื่อเพิ่มความสำคัญตนเอง หรือคอยข่ม ซึ่งล้วนจะทำให้เกมเต็มไปด้วยสิ่งไร้สาระ หรือ “noise” อันจะทำให้ข้อ 3 ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้     
 
และนี่คือเงื่อนไขความสำเร็จของเกม ไม่ว่าจะในในการวิวัฒนาการสังคมมนุษย์ หรือใน ความรัก 
 
ในเรื่องของความรัก การตีความผลที่ได้จากเกมว่าดีหรือไม่ดีนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เพราะ“ค่าของความรัก” ไม่ได้มีหน่วยวัดตัวเงิน มูลค่าค่าความรักอาจมากมาย แต่ตีค่าตัวเงินออกมาเป็นศูนย์ก็ได้
 
ดังเช่น ในนิยายคลาสสิกที่ plot เรื่องถูกยืมไปใช้ในภาพยนตร์หลายสิบเรื่องอย่าง “The Gift of the Magi” ของ O.Henry ในปี 1905 เล่าถึง คู่รักยากจน ที่ต้องการให้ของขวัญวันคริสมาสต์กันและกัน ฝ่ายหญิงต้องการให้ สายนาฬิกาพก กับผู้ชาย ฝ่ายชายต้องการให้ หวี กับฝ่ายหญิง โดยต่างไม่บอกกันเพื่อจะ surprise
 
แต่เนื่องจากทั้งสองไม่มีเงินซื้อของขวัญ ผู้ชายจำต้องขายนาฬิกา เพื่อเอาเงินมาซื้อหวีอย่างดีให้กับผู้หญิง ส่วนผู้หญิงต้องขายเส้นผมยาวสลวย เพื่อนำเงินมาซื้อสายนาฬิกาแพลทตินั่มให้ผู้ชาย ซึ่งนั่นหมายความว่า ของขวัญที่แต่ละคนได้รับจากกันในวันคริสมาสต์นั้น ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ถือว่าไร้ค่าในตัวเงินอย่างสิ้นเชิง ทว่า ความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกันจากวันนั้น มีค่ามากมายมหาศาล    
 
ถ้าหากวัดแบบตัวเงิน ก็ต้องบอกว่า กลยุทธ์ cooperation คือทำดีให้ของขวัญกันและกันใน case นี้ ให้ผลที่แย่ที่สุด คือเป็นศูนย์ แถมดูโง่เขลา แต่ถ้าวัดแบบความรู้สึก ก็ต้องถือว่าเป็น win-win อย่างสุดๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
..กลางดึกคืนนั้น หญิงสาวคิดกลับไปมาอยู่นาน   และในที่สุด เธอก็ตัดสินใจกด send ข้อความสุดท้ายของวัน ที่แฝงนัยสำคัญออกไป  “ถ้าเขาดูเหมือนจะมีใจ เราก็ลองเล่นตาม” เธอคิด พลางเคลียร์หนังสือบนเตียง ปิดไฟ เตรียมนอน
 
หนังสือเล่มนั้น : The Evolution of Cooperation by Robert Axelrod ถูกย้ายจากที่นอน มาวางอยู่ข้างเตียงในความมืด
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
“ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค ที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไร คนทั่วไปไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร จนกว่าเราจะทำให้เห็นเอง” : Steve Jobs
นั่นคือคำตอบของ Steve Jobs ต่อคำถามที่ว่า “Apple ทำ market research อย่างไร ถึงทำให้ iPad ประสบความสำเร็จ?”
ธรรมชาติของคนไม่ชอบความไม่แน่นอน เราจึงมุ่งหา stability และกำจัดความไม่แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในนามของ“ความเข้มงวด”
...แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็หนีกฎธรรมชาติว่าด้วย stability breeds instability ไปไม่พ้น