OPINION

4 นิสัยไทยไทยที่ฝรั่งช๊อบชอบ

วัลลภา วู
20 ส.ค. 2560
“ไม่เห็นคนไทยมีดีอะไรเลย” “จะเจริญทันประเทศอื่นเค้าไหมเนี่ย” “ดูสิงคโปร์กับมาเลเซียสิ เค้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”

เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้กันบ้างใช่ไหมค่ะ ทั้งในชีวิตประจำวันและในโลกโซเชียล ใครใครก็บอกว่าประเทศเราจะเจริญได้ยังไง ถ้ายังย่ำอยู่กับที่กันแบบนี้ ถ้าจะมาวิเคราะห์กันจริงๆ เราก็มองกันได้หลายมิติ ทั้งสภาพสังคม การเมือง เศรษฐศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่อีกมิตินึงที่อยากชวนมองก็คือ มิติของนิสัยคนไทยโดยรวม ที่ถ้าฝรั่งคนไหนโชคดีได้พบเจอคนที่ใช้มันได้ถูกต้อง ก็จะกลับชอบและประทับใจให้ตัวคนไทยคนนั้นไม่เคยลืมเลยละค่ะ  

1. อ่อนน้อมถ่อมตน
ก่อนไปเมืองนอกครั้งแรก แม่สอนไว้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ให้รู้จักเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน คือไม่แข็งเกินไป แต่ก็ต้องไปอ่อนปวกเปียกเกินไปซะจนเวลาจะทำอะไรดูไม่มีเรียวแรง ไม่มีสปิริต คือเราก็ได้ยินวลีนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไหร่ ชอบคิดว่ามันเกี่ยวกับเราตอนที่เราจะต้องเข้าหาผู้ใหญ่อย่างเดียว ให้รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ จนตอนนี้เข้าใจมากเลยว่า นิสัยของการอ่อนน้อมถ่อมตนกับทุกๆ คนจากทุกเชื้อชาติ  ทุกตำแหน่ง ทุกช่วงอายุ และกับทุกเรื่อง นี้สำคัญมาก และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ฝรั่งเค้าจำเราได้แม่น เพราะแทนที่เราจะแสดงความกร่างในบุคลิกหรือในความรู้ที่ตัวเองมี เราเลือกที่จะแสดงออกถึงความอ่อนน้อมและถ่อมตนไว้ก่อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้อง “โอนอ่อนผ่อนตาม” ความเห็นของคนอื่นนะ สองอย่างนี้มันไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้จักใช้มันให้เป็น มันก็จะเป็นผลดีกับเราเอง เป็นการสร้างบุคลิกความมั่นใจที่เค้าจะมองเห็นในตัวเราด้วยซ้ำไป ไม่ได้ทำให้เราดูอ่อนแออย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

2. มีความเกรงใจ
บางคนคงเคยพยายามอธิบายความหมายของลักษณะนิสัยอีกแบบนึงของคนไทยให้เพื่อนฝรั่งฟังว่า คำว่าเกรงใจหมายความว่าอะไร แล้วใช้ในกรณีไหนได้บ้าง อันนี้เราถือว่าเป็นลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของคนไทยมากเลยที่ฝรั่งหลายคนชอบแอบมากระซิบถามว่าทำไมคนไทยไม่ค่อยชอบโต้แย้งในที่ประชุม ทำไมไม่ค่อยชอบถามคำถามในห้องเรียน อยากได้อะไรทำไมไม่ค่อยบอก ทำให้หัวหน้าฝรั่งเดาใจลูกน้องคนไทยไม่ค่อยถูกเลยว่าลึกๆ แล้ว พวกเรานี้ชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะพวกเรามัวแต่เกรงใจกันอยู่นั้นแหละ นี้ก็เพราะว่าเราอาจจะเกรงใจมากเกินไป แต่ถ้าเราใช้ความเกรงใจให้เป็นแล้วละก็ มันก็มีข้อดีของมันอยู่นะค่ะ อย่างเช่นว่า เราเกรงใจกลัวหัวหน้าจะรอนานแล้วต้องทำงานอยู่คนเดียว เราเลยรีบไปถึงที่ประชุมก่อนครึ่งชั่วโมงเพื่อไปรับรองลูกค้าที่จะมาประชุมด้วยก่อน พอหัวหน้ามาถึงเค้าก็ไม่ต้องมาเหนื่อยรับรองลูกค้าเองอีกแล้ว หรือเราเกรงใจที่จะโต้แย้งกับเรื่องหนึ่งในที่ประชุม เพราะว่าเวลาประชุมมันเกินมาเยอะแล้ว ถ้าเราแย้งอีก ก็อาจจะทำให้คนในที่ประชุมไม่ได้กลับบ้านกันพอดี เราก็เลยยกมือบอกว่ายังมีอีกเรื่องนึงที่อยากเสนอแต่เวลามันเกินมามากแล้ว อยากเคารพเวลาครอบครัวของทุกคน จึงจะขอคุยเรื่องนี้ในอีเมลล์แทนละกัน นี่ก็คือความเกรงใจเหมือนกันค่ะ แต่เราเลือกที่จะแสดงออกให้รู้ ดีกว่าปิดบังไว้ไม่ให้ใครรู้ว่าจริงๆ เราก็มีกึ๋น (และมีมารยาท) เหมือนกันนะ

3. มีความเอาใจใส่
สังคมฝรั่งมีความเอาใจใส่กันเช่นกันคะ แต่ก็แตกต่างกันไป แล้วแต่วัฒนธรรมใครวัฒนธรรมมัน ไม่เหมือนกันเป๊ะซะทีเดียว คนไทยเราตั้งแต่สมัยก่อนนู้น จะมีตุ่มน้ำหรือภาชนะใส่น้ำตั้งไว้หน้าบ้าน เวลาคนผ่านไปผ่านมา หิวน้ำก็หาน้ำทานได้เลย แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของพวกเราตั้งแต่ไหนแต่ไร (แม้เดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยมีให้เห็นกันแล้ว) มาสมัยนี้เวลาเจอใคร เราชอบถามกันว่า “เป็นยังไง” “กินอะไรมาหรือยัง” หรือไม่ก็ “ไปไหนมาล่ะ” จำได้ค่ะว่าตอนอยู่เมืองนอก เวลาเดินผ่านคนรู้จักชอบถามกันว่า “hey, how are you?” แล้วก็เดินผ่านไปเลยคะ แรกๆ ก็งงๆ สับสนอยู่เหมือนกันค่ะว่า เอ่อ สรุปเราต้องตอบเค้าไปไหมเนี่ย โอ้ยตอบไม่ทันแล้วป่ะ เพื่อนเดินผ่านไปนู้นแล้ว หลังๆ เริ่มชินในการทักทายแบบนั้น แต่ลึกๆ ในใจยังไม่เคยชินมาถึงทุกวันนี้เลยค่ะ เพราะคิดว่าการทักทายก็คือการทักทาย การถามคำถามก็เป็นการถามคำตอบที่คนถามโดยมารยาทก็ควรรอคำตอบ แต่อย่างที่บอกไงค่ะ วิถีของคนเราไม่เหมือนกัน ตัวอย่างที่ยกมานี้พอไปถามเพื่อนฝรั่งรุ่นคุณแม่เค้าบอกว่า เมื่อก่อนไม่เป็นอย่างนี้หรอก ถ้าเราทักทายเราก็คุยกันยาว ไม่ใช่มาไวไปไวแบบสมัยนี้ แต่สังคมมันเร่งรีบขึ้น คนคุยกันในโซเชียลนานกว่าการคุยกันในชีวิตจริงซะอีก

ความเอาใจใส่ของคนไทยในที่ทำงานก็ทำให้เพื่อนฝรั่งประทับใจค่ะ แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ใกล้ชิดจนเกินไป คนแต่ละวัฒนธรรมเค้าก็จะมีช่องว่างเรื่องความเอาใจใส่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น เพื่อนอเมริกันจะมีโลกส่วนตัวของตัวเองในเวลาหลังเลิกงาน เค้าไม่จำเป็นต้องสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานมากมายเท่าไรนัก อย่างน้อยก็ไม่เยอะเท่ากับวัฒนธรรมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานของคนไทยโดยทั่วไป เที่ยงไปทานข้าวด้วยกันเป็นกลุ่มๆ เย็นไปทานข้าวด้วยกัน กลางคืนไปดื่มเบียร์ด้วยกัน วันหยุดไปกินต่อด้วยกันอีก สำหรับคนอเมริกันบางส่วน เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็ปิดคอมพิวเตอร์ เซย์กู๊ดบายกับเพื่อนร่วมงาน ใครจะไปทำอะไรก็ตามสบาย ไม่ต้องมารู้สึกเกรงใจว่าต้องไปร่วมกิจกรรมที่เพื่อนร่วมงานจัดขึ้น สร้างความรู้สึกที่ว่า ต้องไปกับเค้าเราจะได้ไม่ถูกมองว่าแปลกแยก ทำตัวไม่เข้าพรรคเข้าพวก แต่ข้อดีของนิสัยไทยไทยแบบนี้คือ การที่เราเอาใจใส่กันและกัน “เธอเป็นยังไงบ้าง นอกจากเรื่องงานแล้ว แต่งงานไปแล้วดีไหม ตอนนี้ลูกเรียนเป็นยังไงบ้าง” คนไทยเราเอาใจใส่นอกเรื่องงานบ้าง ก็ทำให้อุ่นใจที่มีเพื่อนร่วมงานที่รู้จักเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ลองถามเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงานกับเพื่อนร่วมงานฝรั่งดูบ้างสิค่ะ เค้าอาจจะเซอร์ไพร์สบ้างก็ได้  

4. สบาย สบาย
คำยอดฮิตที่ฝรั่งที่มาเมืองไทยต้องรู้จัก คือ คำว่าสบาย สบาย วัฒนธรรมการทำงานของบ้านเราไม่เหมือนที่เมืองนอกค่ะ ก็เหมือนกับที่หลายคนบอกว่า คนไทยนี้อารมณ์ดีนะ เรื่องร้ายแรงแค่ไหนก็มองเป็นเรื่องขำขันไปได้ซะหมด เราไม่ค่อยซีเรียสกับทุกเรื่องในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะว่าเราจะต้องเครียดไปกับซะทุกเรื่องทำไมใช่ไหมค่ะ เราก็ต้องมีการผ่อนคลาย สังสรรค์ หัวเราะให้กับความทุกข์บ้าง ประชุมเครียดก็ยิงมุขบ้าง เพื่อนร่วมงานจะได้ผ่อนคลาย แต่บ้างครั้งฝรั่งบางคนอาจจะไม่คุ้นชิน โดยเฉพาะกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่ค่อนข้างซีเรียสในที่ทำงาน เวลาประชุมคือคุยเรื่องงาน ไม่คุยเรื่องส่วนตัว หรือเวลาที่เดทไลน์งานคือวันนี้ คุณก็ต้องส่งงานก่อนวันจริง หรือภายในวันจริงเท่านั้น ไม่มีการเลื่อนไปเป็นวันอื่นโดยที่ไม่มีการบอกกล่าวกัน หรือฝรั่งบางคนเค้าคิดว่าเมื่อสั่งงานคุณไปแล้ว เค้าคาดหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่งแล้ว งานคุณก็ต้องเสร็จไปกว่าครึ่งแล้ว คือคุณต้องมีความคืบหน้า แต่เค้าอาจจะไม่ได้มาคะยั้นคะยอมาซักถามคุณ ว่างานถึงไหนแล้ว แต่เค้าคาดหวังว่าคุณต้องติดต่อมาบอกให้รู้ว่า กำลังงานอยู่นะ งานเสร็จไป 50% แล้ว เพราะฉะนั้นคุณมีความสบายสบายได้ แต่ต้องอยู่ในวิถีการทำงานที่เข้าใจเค้าเข้าใจเรานะค่ะ ไม่งั้นละก็ อาจจะเกิดการเข้าใจผิด เค้ามองว่าคุณมัวแต่สบายสบายชิวๆ เป็นคนเรื่อยเปื่อยก็ได้

พูดง่ายๆ ว่า ความสบายสบาย ถ้าใช้ให้ถูกทาง และถูกจังหวะก็สร้างประโยชน์และโอกาสได้มากเลยทีเดียว เช่น ถ้าอยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานเครียดๆ ให้เพื่อนฝรั่งได้คลายเครียดบ้าง ก็ทำก่อนสักเริ่มประชุมเครียดบ้างก็ได้ ดูสิว่าส่งมุขไปแล้วเค้าจะหัวเราะกลับมาบ้างไหม หรือทำงานเครียดๆ เสร็จแล้ว ไปคุยเล่นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงานดูบ้าง แค่รอยยิ้มที่มุมปาก เราก็รู้แล้วว่าเค้าพอจะผ่อนคลายได้บ้าง เชื่อสิค่ะว่าต่อไป เวลาเค้าอยากชวนเราคุยงานที่ซีเรียสเค้าก็จะผ่อนเสียงเครียดๆ ให้ความดุดันในน้ำเสียงนั้นผ่อนลง    

กลับมาที่คำถามในตอนแรก ว่าถ้าเรามัวแต่มีนิสัยแบบนี้แล้วประเทศเราจะเจริญทันเค้าไหมนั้น ก็ต้องกลับมามองว่า เรื่องของนิสัยที่เราว่ามาทั้งหมดนั้น ต้องใช้ให้ถูกทางในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ให้สมกับที่มันเป็นข้อดีได้ ถ้าใช้มันมากเกินไป หรือใช้ไม่ถูกทางมันก็จะแปลงร่างเป็นข้อเสียทันที ลองกลับมาดูตัวเองคะว่า เราอ่อนน้อมจนต้องโอนอ่อนผ่อนตามหรือเปล่า หรือเกรงใจจนไม่เป็นตัวเอง มัวแต่สบายสบายจนงานไม่เดิน และใครใครก็มองว่าเราเป็นคนไม่ได้เรื่อง

ถ้าคำตอบคือใช่ เราคงต้องปรับจูนคลื่นนิสัยไทยไทย ของเราซะใหม่แล้วละค่ะ



เครดิตรูปภาพ https://www.askideas.com/30-best-i-like-you-pictures/
About the Author
นักพัฒนากลยุทธ์ เเละความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและองค์กร
ที่ live&learn ในสามทวีปทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย
เธอชอบถ่ายทอดประสบการณ์แปลกใหม่ในมุมมองที่แตกต่าง 
ปลุกพลังและแรงบันดาลใจได้ง่าย ๆ จากเรื่องใกล้ตัวที่คนอื่นมองข้าม 
และหยุดพูดไม่ได้ถ้าคุณบังเอิญชวนเธอคุยเรื่อง women empowerment
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่ 9.7 ล้านคน อย่างสวีเดน ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในยุโรป หนึ่งร้อยกว่าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้สวีเดนกลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางด้านนวัตกรรมในยุโรป จุดเด่นและจุดแข็งที่สวีเดนภาคภูมิใจมากที่สุด คือ การมีผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมชาวสวีเดน ที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลก อยู่ในทุกยุคสมัย   
 
ในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้  มีผู้คนมากมายใช้ชีวิตอยู่อย่างวุ่นวาย  หลายคนทำตามที่คนอื่นสั่ง  ในขณะที่อีกหลายคนทำตามเสียงดังๆ ของใจตัวเอง ..รวมถึงเจ้าดินสองทั้งสองแท่งที่เป็นเพื่อนรักกัน