วิถีการกิน การอยู่ และการใช้ชีวิตที่เน้นความยั่งยืนของชาวสวีเดนที่เราได้แนะนำกันไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะคะ ชาวสวีเดนยังคงใช้ชีวิตที่แนบอิงอยู่เคียงข้างธรรมชาติเช่นเดิม เมื่อวันเวลาผ่านไป สวีเดนเริ่มพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคของการพัฒนาเรื่อยๆ ในศตวรรษที่สิบเก้าและยี่สิบ นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนก็เริ่มที่จะนำแนวคิดของความคิดสร้างสรรค์ มาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ บนพื้นฐานของความยั่งยืน ที่เน้นการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรวม สมาชิกในครอบครัว และตัวเองด้วย
แปรงสีฟัน
เพิ่งจะทราบก่อนหน้าที่จะมาเล่าให้คุณผู้อ่านทราบไม่นานมานี้ล่ะค่ะ ว่าแปรงสีฟันอันแรกของโลก ถูกคิดค้นขึ้นที่สวีเดน โดยครอบครัวชาวนาชาวสวนครอบครัวนึงเป็นทันตแพทย์หนุ่มน้อย อายุเพียงแค่ 21 ปีในตอนนั้น (อายุน้อยที่สุดในสวีเดน) ชื่อว่า Yngve Ericsson เป็นคนประดิษฐ์แปรงสีฟันอันแรกขึ้นมาในปี 1933 ในช่วงนั้นปัญหาการสึกหรอของฟัน และสุขภาพฟันโดยทั่วไปแพร่หลายไปทั่วประเทศเป็นอย่างมาก ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นหนุ่มน้อยอีริคสันกำลังเขียนงานวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับการสึกหรอของฟันและการเคลือบฟัน โดยได้กล่าวถึงคุณสมบัติของฟลูออไรด์อีกด้วย ถึงแม้ว่าในสมัยนั้น การผสมฟลูออไรด์ลงไปในน้ำดื่มเพื่อช่วยป้องกันฟันผุจะเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฝั่งของประเทศอเมริกา เพราะนักวิจัยได้ศึกษาและค้นพบว่าผู้ที่ดื่มน้ำที่ผสมฟลูออไรด์จะฟันผุน้อยกว่าน้ำดื่มที่ไม่มีฟลูออไรด์อยู่ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังพบว่ามีปัญหาในแง่มุมอื่นอีกกับวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีผสมน้ำดื่มแบบนี้ จนกระทั่งอีริคสันได้คิดค้นแปรงสีฟันฟลูออไรด์ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาฟันผุอันแรกของโลกขึ้นมา ในปี 1950 ปัญหาการสึกหรอของฟัน และสุขภาพฟันดังกล่าวจึงค่อยๆ หายไป ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่สร้างความสะดวกสบายในการดูแลรักษาฟัน และเปลี่ยนวิถีการดูแลฟัน จากหน้ามือเป็นหลังมือ ของคนทั้งโลกเลยทีเดียว

พอได้คุยกับเพื่อนชาวสวีเดนเพิ่มเติมเรื่องแปรงสีฟันฟลูออไรด์ เพื่อนยังบอกอีกว่า เนื่องจากปัญหาฟันผุที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น จึงเป็นประเพณีที่ชาวสวีเดนปฏิบัติสืบต่อกันมา ในการที่จะอนุญาตให้เด็กๆ ทานของหวานได้เฉพาะในวันเสาร์เท่านั้น จะได้ถือเป็นการช่วยกันแก้ไขปัญหาฟันผุระดับชาติไปในตัว แหม ฟังแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้จริงๆ นะคะ เค้าไม่ใช่แค่คิดค้นอะไรขึ้นมาให้ตัวเองสะดวกสบายอย่างเดียว แต่ก็รู้จักใช้นวัตกรรมให้เป็น ทั้งยังเป็นการรักลูกให้ถูกทางอีกด้วย
ตู้เย็น
ชาวสวีเดนเป็นคนรักบ้านเป็นที่สุดค่ะ นี่ก็ถือเป็นอีกลักษณะนิสัยหนึ่งที่โดดเด่นของคนประเทศนี้ เพราะฉะนั้นพอเราเดินไปมุมไหนของเมือง ก็จะสังเกตเห็นร้านค้าขายของตกแต่งบ้าน หรือของใช้ในบ้านได้ทั่วไป นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมคนสวีเดนชอบพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของใช้ในบ้านได้หลากหลาย แต่เคยคิดกันบ้างไหมคะว่า สมัยก่อนนู้นเค้าอยู่กันยังไงแบบไม่มีตู้เย็น สงสัยอาหารที่ทำรับประทานในแต่ละมื้อจะต้องสดและใหม่อยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามีของสดเยอะแยะ แล้วไม่ได้ทำรับประทาน ก็คงต้องโยนทิ้งไปให้เสียดายเปล่า แล้วก็เป็นการไม่รักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นักเรียนชาวสวีเดนที่มหาวิทยาลัย Royal Institute of Technology อย่าง Baltzar von Platen และ Carl Munters จึงได้คิดค้นตู้เย็นเครื่องแรกของโลกขึ้นในปี 1922 เพราะผลงานโดดเด่นเข้าตากรรมการอย่างนี้ล่ะคะ จึงทำให้นักเรียนสองคนนี้ถูกดึงตัวเข้าทำงานกับบริษัททันที เมื่อมันสมองของบริษัทดี บริษัทจึงเติบโตและขยายกิจการได้อย่างรวดเร็วในช่วงสมัยนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกของประเทศสวีเดนคะ

ตู้เย็นเครื่องแรกของโลก (the water-cooled D-fridge, 1925)

Baltzar von Platen และ Carl Munters นักเรียนที่กลายเป็นผู้คิดค้นตู้เย็นเครื่องแรกของโลก
นมผง
ไม่ใช่แค่นักคิดค้นนวัตกรรมที่มีแต่ผู้ชายอย่างที่เล่าไปข้างบนนี้เท่านั้นนะคะ แต่นักพัฒนาผู้หญิงชาวสวีเดนก็มีบทบาทสำคัญในประเทศนี้เช่นกัน ในปี 1930 สวีเดนผลิตนมได้เยอะมาก ถึงขนาดว่ามีเยอะมากเกินไป พอในปี 1933 นักโภชนาการหญิงอย่าง NinniKronberg จึงคิดค้นที่นำนมที่มีเยอะเกินไปในขณะนั้นมาแปลงเป็นนมผง ถึงแม้ว่าในตอนนั้น เธอได้มีการจดสิทธิบัตรในผลงานการผลิตนมผงของเธอในประเทศสวีเดน แคนาดา และอเมริกาเรียบร้อยแล้ว แต่แนวคิดสร้างสรรค์อันนี้ไม่ได้ถูกนำมาต่อยอดเท่าไรนัก จนกระทั่งในปี 1939 นักธุรกิจอย่าง Axel Wenner-Gren ได้สร้างโรงงานผลิตนมผงที่มีชื่อว่า Semper dry milk factory อย่างจริงจังจากนั้นเอง นวัตกรรมการผลิตนมผงที่จริงๆ แล้วเป็นไอเดียของ Ninni จึงได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศสวีเดนเองแล้ว ยังเป็นผลิตผลที่ช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลนนมเป็นอย่างมากได้อีกด้วย

เห็นไหมล่ะคะว่า การคิดค้นนวัตกรรมเริ่มต้นได้จากการมองเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วเราจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ผนวกกับความรู้และทักษะที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหานั้นๆ อย่างไร บางครั้งปัญหาที่ถูกแก้ไขแล้วอาจจะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับสังคมอื่นที่อาจจะประสบปัญหาประเภทเดียวกันอยู่ก็ได้ ในขณะเดียวกันการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องคิดอยู่ภายในห้องแล็ปเท่านั้น แต่คือการออกไปพบปะ ใช้ชีวิตรอบตัว พูดคุยกับผู้คน เข้าใจมุมมองที่แตกต่าง เมื่อเราเข้าใจว่าสังคมรู้สึกอย่างไรกับสิ่งรอบตัว เราก็จะมองเห็นว่าเค้าขาดอะไร เค้าต้องการอะไร หรือเค้ามีอะไรที่สังคมอื่นอาจจะไม่มี นวัตกรรมจึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เป็นชิ้นเป็นอันที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้ตอบโจทย์คำถามข้างต้นเท่านั้น แต่นวัตกรรมจริงๆ แล้วคือกระบวนการ คือมุมมอง ที่จะเป็นตัวค่อยๆ กลั่นกรองแนวความคิดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาต่างหาก
ขอบคุณสวีเดน ไม่งั้นเราคงไม่มี แปรงสีฟัน ตู้เย็น และนมผง ใช้ในทุกวันนี้ค่ะ !
ที่มาภาพประกอบ
http://www.tepe.com/ie/products/toothbrushes/
http://www.electroluxgroup.com/en/photos-history-5295/
https://semperbarnmat.se/produkter/babysemp-1-0






