OPINION

เป้าหมาย มีไว้เปลี่ยน

สุรพร เกิดสว่าง
4 ก.ย. 2560
ใน series เก่าทางโทรทัศน์ “McMillan & Wife” ตอน “Reunion in Terror” เล่าถึงฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่ดูเหมือนจะวนเวียนในกลุ่มทีมนักฟุตบอลของนักเรียนเก่าโรงเรียนแห่งหนึ่ง  แต่ละคนถูกฆ่าด้วยวิธีต่างๆกันในช่วงที่งานเลี้ยงรุ่นครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น  โดยงานรุ่นนี้นัดกันล่วงหน้าหลายสิบปีตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น
 
ไม่มีใครรู้ว่า แรงจูงใจในการฆาตกรรมนั้นคืออะไร แต่ดูเหมือนฆาตกรต้องการสังหารทุกคนในรุ่นให้หมด
 
McMillan (Rock Hudson) ตัวเอกของเรื่องพยายามปะติดปะต่อภาพ  สิ่งที่เขาเอะใจคือ ในงานเลี้ยงรุ่นนัดพิเศษล่วงหน้าครั้งนี้ จะมีการเปิดซอง “เป้าหมายในชีวิต” ที่แต่ละคนเขียนเมื่อสมัยยังเด็กๆ มาอ่านให้ฟังกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริง  เปรียบกับสิ่งที่ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น มันแตกต่างกันอย่างไร
 
แน่นอนว่า คนในรุ่นมองเป็นเรื่องขำๆ แต่มีอยู่คนหนึ่งไม่ขำด้วย เพราะเขาไม่สามารถเป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ได้  ถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จชีวิตปัจจุบันก็ตามที ด้วยกลัวที่จะขายหน้าในวันนั้น ทำให้เขาต้องสังหารทุกคนให้หมดเพื่อที่งานเลี้ยงรุ่นจะได้ไม่มี 
 
“จะมีใครสักกี่คน ที่เป็นได้อย่างที่คิด” McMillan พูดเมื่อเผชิญหน้ากับฆาตกรที่เขาเพิ่งพิสูจน์ได้
-----------------------------------------------------------------------------------
เรามักถูกสอนให้ตั้งเป้าหมาย หรือ goal เพื่อให้เกิดความชัดเจน เราเคยผ่านยุค MBO หรือ Management by Objective สมัยปี 1980s ซึ่งในวันนี้หลายคนมองว่าเป็นเพียง fad หรือแฟชั่นฉาบฉวย เราเรียนรู้ว่า เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดหมายไกลๆ เราต้อง brake down objective ออกเป็นระยะสั้นๆ และค่อยๆเดินตามนั้น
 
แต่ทว่า ตรรกะนี้สามารถทำให้เราบรรลุถึงเป้าหมายได้จริงเพียงไร ทำให้เราหมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายมากเกินไปหรือไม่ เพราะในชีวิตจริง คนเรามักจะเดินทางไปถึงในจุดที่ห่างจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เสมอ ด้วยเหตุจากตัวแปรมากมายที่คุมไม่ได้แบบ random ที่ผ่านเข้ามาในห้วงวันเวลาที่ผ่านไป
 
เวลาเราเห็นเรื่องราวความสำเร็จของใครๆ เรามักมองว่า มันมาจาก idea ชั้นยอด หรือ มีการมองการณ์ไกล -visionary เหนือคนอื่น แต่ที่จริงแล้ว จากการศึกษาของ Peter Sims ในหนังสือ Little Bets พบว่า นั่นคือภาพลวงตา  ไม่ค่อยจะมีใครมองได้ไกลอย่างแม่นยำขนาดนั้น ด้วยเหตุที่คนเราชอบหาคำอธิบายในทุกเรื่อง เมื่อเรามองย้อนอดีตไป ก็มักจะสร้างเรื่องใหม่ให้ fit กับคำอธิบายว่า พวกเขาประสบความสำเร็จได้เพราะมองได้ไกล ถึงแม้ว่าจริงๆแล้ว มันไม่มีคำอธิบายชัดเจนขนาดนั้น

เพราะที่จริง ไม่ค่อยมีใครเก่งขนาดพก idea อันเฉียบแหลมมาตั้งแต่ต้น พวกเขามาค้นพบ idea ดีๆ หลังจากลองผิดลองถูกมาแล้วหลายรอบ เปลี่ยนใจมาแล้วหลายหน โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน และไม่มีทางรู้ล่วงหน้ามาก่อน ว่าท้ายสุดมันจะเป็นอย่างไร

“การมองไกล” หรือ visionary นั้นจริงๆแล้ว มาจากการพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง สามารถนำข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ที่มีอยู่รอบตัว มาปรับเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อยๆ มากกว่าทีจะเป็นการมองข้าม shot เดียวได้เหมือนผู้วิเศษ ความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เห็นกันนั้น ที่จริงมาจากความพยายามเล็กๆ ที่จุดเริ่มต้นอาจจะไม่เกี่ยวกับความสำเร็จที่ปรากฏในตอนท้ายเลยก็ได้

ใครจะไปนึกว่า จากอุปกรณ์ “Blue Box” ที่ทำให้สามารถโทรฟรีทั่วประเทศจะกลายมาเป็น แรงบันดาลใจพยายามขายชุด kit เพื่อประกอบคอมพิวเตอร์ และกลายมาเป็น Apple Inc ในปัจจุบัน  เช่นเดียวกับ การทำ website “Facemash” เพื่อให้คนเข้ามา rating ความสวย ความหล่อ ของนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard จะกลายมาเป็น Facebook หรือ การพยายามค้นหาหนังสือในห้องสมุดเล็กๆจะกลายมาเป็น Google search engine

ทั้งหมดนี้ สิ่งที่เหมือนกันประการแรกคือ  ทุกเคสเริ่มต้นมาจาก ความคิดเล็กๆ ที่บางทีดูไร้สาระด้วยซ้ำ และที่เหมือนกันประการที่สองคือ หลายต่อหลายกรณีที่สิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้มาจาก industry นั้นๆ เทคโนโลยี blockchain หรือ cryptocurrency ไม่ได้มาจากสถาบันการเงิน ,  Airbnb ไม่ได้มาจากธุรกิจโรงแรม , Uber, Lyft , Grab ไม่ได้มาจากธุรกิจเช่ารถหรือแท็กซี่  ส่วนรถที่ขับเองได้ หรือ autonomous vehicle  ถึงบริษัทรถยนต์ได้พยายามพัฒนามานานแล้ว แต่เทคโนโลยีที่พัฒนามาถึงขั้นกระโดดกลับมาจากบริษัท  IT อย่าง Google

การคิดค้นสิ่งใหม่ๆที่มักไปเกิดนอก industry ชี้ว่า หากความคิดไปติดอยู่กับกรอบของ industry  สิ่งใหม่ๆมักจะไม่เกิด ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นก็คือสิ่งที่ควรจะนับอยู่ใน industry ก็ตาม ซึ่งเงื่อนไขนี้นับเป็น paradox ประการหนึ่ง “คิดนอกกรอบ เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ที่อยู่ในกรอบ” 

ทั้งหมดนี้คือวิถีทางในชีวิตจริง ที่มาจากการ move ที่ละนิดๆ แล้วแก้ไขเปลี่ยนแปลง ปรับตัวตามสถานการณ์ คลำทางไปเรื่อยๆ โดยไม่ยึดติดกับเป้าหมายเดิม จนนำพาเราไปสู่สิ่งดีๆ ที่ไม่คาดคิด
และการ move ที่ละนิด ย่อมทำให้บางครั้ง เรามาเจอทางตัน หากเปรียบเป็นการไต่เขา ก็เหมือนกับว่า มาถึงจุดสูงสุดของเนินเตี้ยๆ ไม่ใช่ตัวภูเขาจริงที่เราต้องการพิชิต หรือที่ในทางคณิตศาสตร์เรียกว่า เรามาถึง “local maximum” แต่ยังไม่ใช่ global maximum 



ทางคณิตศาสตร์บอกว่า ความเป็นไปสูงสุดที่จะหลุดจาก local maximum ก็คือ move ต่อไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า  “ให้เริ่ม move ไป ถึงแม้ว่าผลที่ได้จะเป็นลบ” เพราะเป็นไปได้ว่า ในที่สุดแล้วการขยับครั้งต่อๆไป อาจจะเจอผลบวกอันเป็นทางออกหลุดจาก local maximum ไปสู่ global maximum ก็ได้ ในทางตรงข้าม

ถ้าหากไม่ทำอะไร เราก็จะไม่ไปไหน และก็จะเป็นการติด local maximum จริงๆ หากจะเริ่มกันใหม่ ก็ต้องมาเรียนรู้ไต่ leaning curve กันอีก และก็อาจจะเจอปัญหาเดิมคือติด local maximum อยู่ดี  ส่วนจะไปหวังความสามารถพิเศษที่มองไกลแบบ shot เดียวได้กระจ่างชัดแบบตำนานผู้ประสบความสำเร็จที่เล่าขานกันนั้น ในทางเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้

แนวคิดนี้ ผู้เดินทางต้องประมาณต้นทุนของแต่ละ move จาก local maximum ในเชิง “affordable loss” หรือ “ลองเสี่ยงแล้วรับได้แค่ไหน" หรือตั้ง maximum loss ที่รับได้ไว้  ซึ่งไม่เหมือนกับการลงทุนทั่วไปที่ใช้ return on investment ROI ที่ว่า “เสี่ยงแล้วจะได้มาแค่ไหน”

เพราะถ้าคิดแบบนี้ เราจะกล้า move อย่างมีสมาธิ ไม่ไปพะวงกับ ROI สูงๆ ซึงก็เป็นเรื่องคาดเดาบนตัวแปรหลายตัว ที่เป็นได้ทั้ง : รู้, รู้แต่เข้าใจผิด, ไม่รู้ หรือ ไม่มีทางจะรู้ได้เลย

ตรรกะนี้สนับสนุนความคิดที่ว่า เราต้องเดินไปทีละนิดๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับโชคไม่น้อย แต่คนเราสามารถ “ขยาย ความโชคดี” ได้

จากการศึกษาพบว่า คนที่โชคร้ายอยู่เรื่อยๆ เป็นเพราะไม่ได้ให้ความสนใจสิ่งรอบตัวเท่ากับคนโชคดี ทำให้หนีเรื่องร้ายไม่ทัน อีกทั้งคนโชคร้าย มักมีทัศนะที่ไม่เปิดกว้าง ชอบอยู่ในกรอบมากกว่า ก็เลยมองไม่เห็นโชคดีที่เฉียดผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่า

หรืออาจเป็นได้ว่า คนโชคร้ายก็คือคนที่มุ่งมั่น ตั้งใจมากเกินไป ต้องการไปอย่างที่เคยคิดไว้ให้ได้ เลยไป zero focus อยู่กับเป้าหมายเดิมที่ปักไว้ จนเกิด tunnel vision หรือ ทัศนะเหมือนอยู่ในอุโมงค์ที่มืด มองไม่เห็นโอกาสที่กระโดดไปคว้าได้

การวางแผนล่วงหน้าระยะยาวแล้วพยายามเดินตามแผน กลับจะทำให้เราลืมมองโอกาสที่ซ่อนอยู่รอบตัว สู้เดินก้าวสั้นๆ แล้วแก้ไขไปตามทาง ไม่มีการวางกรอบจำกัดตัวเอง ไม่ "บ้าวางแผน" จะดีกว่า
Project manager ที่มากด้วยประสบการณ์ ย่อมรู้ดีว่า แผนที่ปรากฏอย่างละเอียดใน Microsoft Project นั้น “มีไว้เพื่อปรับเปลี่ยน” ไม่ใช้สิ่งที่ต้องเดินตามอย่างเคร่งครัด การวางแผนจึงเสมือนเป็นการสร้างจุดเริ่มต้นหรือ anchor point ที่เราเอาไว้ดัดแปลง 

และนั่นคือวิธีเดินไปสู่จุดหมาย หนทางไปสู่สิ่งที่ดีในโลกที่เป็นจริง ไม่ได้เป็น shortcut ชัดเจน ดูง่าย นอกจาก การเปิดใจกว้างให้โชคดีเข้ามา สนใจเรียนรู้ คลำทาง ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
โดยไม่มี “เคล็ดลับเด็ด ทางลัด” เหมือนอย่างที่กูรูหลายคนบอกแต่อย่างใด
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
มนุษย์มีนิสัยในการปะติดปะต่อภาพ หรือ พยายามมองสิ่งต่างๆให้เป็น pattern ทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่อง random หรือเรื่องบังเอิญ  เราจึงตกเป็นเหยื่อของ “ความไม่น่าจะเป็น ที่เป็นไปได้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
ในแง่ตรรกะของเกม คนพิเศษเหล่านี้คือคนที่ “ไร้เหตุผล” แต่พวกเขาคือคนที่ทำให้สังคมอยู่รอด คนเหล่านี้ยอมที่จะ “แพ้” เพื่อให้คนอื่นส่วนใหญ่ ”ชนะ” อย่างฟรีๆ