OPINION

คนหลงตัวเอง : เรื่องของคน narcissist

สุรพร เกิดสว่าง
9 ก.ย. 2562
เรื่องของ”คนหลงตัวเอง”หรือ narcissist กลายเป็นเรื่องอยู่ในความสนใจเป็นพิเศษในสามปีมานี้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้นำของหลายประเทศในโลกประชาธิปไตยทั้งตะวันตกและตะวันออกที่ได้รับเลือกมา ทำท่ามีบุคลิกภาพเป็น narcissist จนเกิดคำถามว่า ถ้าโลกถูกนำด้วย narcissist จะเป็นอย่างไร? และ ทำไมในโลกที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าเทคโนโลยีและความรู้ คนถึงนิยมเลือกคนหลงตัวเองขึ้นเป็นผู้นำได้?
 
แต่ไม่ต้องไปถึงขนาดผู้นำประเทศ ในชีวิตประจำวัน เราอาจต้องพบกับ narcissist โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองอาจเป็น narcissist เสียเอง ก็เป็นได้เหมือนกัน
 
คำว่า narcissist มาจากตำนานกรีกโบราณว่าด้วยหนุ่มรูปหล่อชื่อ Narcissus ที่หลงใหลรูปลักษณ์ของตนเองจากภาพสะท้อนบนผิวน้ำ  หากถือตามคำจำกัดความทางจิตวิทยา คนหลงตัวเองขนาดป่วย หรือ narcissist ตัวจริงคือ “Narcissistic personality disorder” หรือ NPD มีเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด แต่ใน popular culture คนที่ไม่ถึงกับ “ป่วย” แต่มีอาการ narcissism ก็มักถูกเรียกว่าเป็น narcissist ไปด้วย
 
เป็นการยากที่คนทั่วไปจะแยกความแตกต่างระหว่างความ “ป่วย- mentally ill” และ “ไม่ป่วย” ของอาการหลงตัวเองได้ เพราะทั้งสองกลุ่มมีอาการหลงตัวเองตาม checklist คล้ายกัน แต่จะถือว่าเข้าขั้นป่วยก็ต่อเมื่อมีอาการตามนี้อย่างน้อย 5 อย่าง ส่วนคนไม่ป่วยอาจมีอาการตาม checklist นี้ได้เหมือนกัน แต่ไม่ถึง 5 อย่าง หรือถึงมี 5 อย่างขึ้นไป ก็ไม่ได้มีอาการเหล่านี้ตลอดเวลาหรือรุนแรง 
 


checklist ที่ว่านี้คือ
ถือว่าตนเองยิ่งใหญ่มาก
คิดว่าตนเองมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร้ขีดจำกัด
เชื่อว่ามีคนพิเศษไม่กี่คนเท่านั้นที่มีแวว มองเห็นความสามารถอันยิ่งใหญ่นี้
ต้องการการยกย่องชื่นชมอยู่ตลอดเวลา (แต่เป็นไปภายใต้ความเชื่อมั่นตนเองที่เปราะบางยิ่ง)
ถือว่าเป็นหน้าที่ผู้อื่นที่จะต้องยอมทำตามความต้องการตนเองเสมอ
ถือเป็นความชอบธรรมที่จะเอาเปรียบคนอื่น
ขาดความเห็นอกเห็นใจกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
วันๆหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอิจฉาริษยา มีความสุขที่ทำให้คนอื่นอิจฉาได้ และมีความทุกข์เพราะอิจฉาคนอื่น
เย่อหยิ่งและแสดงออกให้เห็นอยู่ตลอดเวลา 

นักจิตวิทยาบอกว่า ทุกคนมีความเป็น narcissist เช่นนี้อยู่ในเฉพาะบางเวลา เฉพาะบางสถานการณ์ ซึ่งถ้าเป็นแค่นั้น ก็ไม่ควรเรียกว่าเป็น narcissist แต่ถ้าใครมีอาการตาม checklist นี้อยู่เป็นประจำ จนกลายเป็นบุคลิกภาพประจำตัวไป อาจจะพอเรียกว่า narcissist ตาม popular culture ได้ แต่จะถึงขั้นป่วยเป็น NPD หรือไม่ ก็ต้องมาว่ากันอีกที 
 
เพราะคนที่ป่วย NPD จะมีอาการรุนแรงหนักขนาดไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ เกิดความเครียดอยู่ตลอด ซึ่งอาจลามต่อเป็นอาการซึมเศร้าหรือเป็นอันตรายต่อสังคมและตนเองได้ ส่วนคน narcissist ที่ไม่ป่วยเพียงแต่มีนิสัยหลงตัวเองนั้น ยังพอที่จะดำเนินชีวิตปกติได้ สามารถปะปนอยู่ในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป แถมบางคนยังสามารถ “ประสบความสำเร็จ” ได้อีกด้วย
 
สำหรับสังคมทั่วไปแล้ว นักจิตวิทยา Rebecca Webber เขียนไว้ใน Psychology Today ว่า ส่วนใหญ่แล้ว คนที่ถูกด่าว่าเป็น narcissist มักไม่ใช่ narcissist หากเป็นมีอาการคล้ายหลงตัวเองบางขณะเท่านั้น  เมื่อนึกถึง narcissist เรามักคิดถึงคนที่ขี้อวด คุยโม้ เย่อหยิ่งถือตัว เป็นคนน่ารำคาญ แต่ที่จริงแล้ว หลายคนที่เป็น narcissist ไม่ได้ปรากฏตัว “ชูป้าย” ให้เห็นกันชัดๆเช่นนั้นเสมอไป
 
ในความเป็นจริง ความเป็น narcissist อาจมาในภาพลักษณ์ของบุคคลที่น่าเลื่อมใส น่าเคารพนับถือ ดูดี หรืออีกแบบคือ อ่อนน้อม เก็บตัว ไม่ค่อยพูด ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรกับใคร ในหนังสือ “Rethinking Narcissism” ของ Craig Malkin บอกว่า narcissist บางคนดูเหมือนมีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นหรือเสียสละด้วยซ้ำ
 
แต่เมื่อใครได้ deal ได้ร่วมงานกับ narcissist ได้สุงสิง เช่น ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ถึงจะเริ่มรู้สึกเอะใจในอาการตาม checklist ดังข้างบน คนที่น่าเคารพนับถืออาจกลายเป็นอสูรกายทันทีหากมีใครไม่เห็นด้วย คนที่ดูเก่งการสามารถ อาจหาเรื่องคนอื่นในทันทีที่พลาด หรือ คนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ก็จะยืนกรานอย่างก้าวร้าวที่จะ “ช่วย” ในวิธีการของตนเองเท่านั้น  อย่างที่ในหนังสือของ Malkin บอกว่า “บางคนต้องการเสียสละเหลือเกิน จนคุณทนไม่ได้ ต้องเดินออกจากห้อง” 
 
นักจิตวิทยาจำแนก narcissist ไว้เป็นสองแบบใหญ่ๆ แบบแรกอาจเห็นชัดกว่า (ถึงแม้ไม่เสมอไป) คือ “grandiose” อันหมายถึง narcissist ที่เชื่อมั่นในตนเองเกินเหตุ ไม่ว่าจะด้านความเก่ง หรือความสวยความหล่อ ชอบแสดงออก มีความก้าวร้าว กล้าเอาเปรียบ ไม่สนใจความเห็นคนอื่น ไม่ต้องการประณีประนอมใดๆ แพ้ไม่ได้ ถ้าแพ้ ต้องเอาคืน ชอบเล่นบทผู้ชี้นิ้วให้คนอื่นทำอยู่เสมอ แม้ในเรื่องที่ตนเองไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว เป็นคน manipulative คือต้องการบังคับจัดการผู้อื่นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการอยู่เสมอ
 
หลายคนในกลุ่มนี้กลายเป็นคน popular เป็น celeb บางคนตั้งตัวประกาศเป็นผู้รู้เสียเอง ก็ยังมีคนเลื่อมใสศรัทธา ยิ่ง grandiose narcissist ไปอยู่ในหมู่คนที่ไม่เชื่อมั่นในตนเองที่สถานภาพทางสังคมที่ด้อยกว่า ก็จะยิ่งประสบความสำเร็จได้มาก เพราะคนที่เชื่อมั่นในตนเองน้อย มีแนวโน้มที่จะไขว่คว้าหาผู้นำหรือ “ลูกพี่” อยู่แล้ว และ grandiose narcissist ก็สามารถสนองบทบาทลูกพี่นี้ได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ในระยะสั้น หรือในเชิงสัญลักษณ์  
 
นักสังคมวิทยาเชื่อว่า ยิ่งในสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมแบบ superficial หรือสังคมที่ผิวเผิน เพราะถูก overload ด้วยข้อมูลข่าวสารที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ผู้คนถูกปลุกระดมให้เกลียดชังกัน และมองปัญหาตนเองว่ามาจากคนอื่น อเมริกามองว่าปัญหาสังคมมาจากผู้อพยพ อังกฤษเลือก Brexit เพราะเชื่อว่าปัญหาตนมาจากยุโรป หรือ บางประเทศในเอเชียกำลังเอาประเด็นเรื่องศาสนา เชื้อชาติ หรือชนชั้น มาเป็นเรื่องการเมือง ก็ยิ่งทำให้ grandiose narcissist ที่ประกาศตนว่าเป็นอัศวินขี่ม้าขาว ได้แจ้งเกิดกันมากมาย และปัญหาผู้นำการเมืองทีโลกประชาธิปไตยเผชิญในทุกวันนี้ ก็มาจากนี้
 
อีกแบบที่ตรงกันข้ามคือ “vulnerable” ซึ่งเป็น narcissist แบบเก็บกด มีบุลิกภาพที่ซับซ้อน ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่า ตนเองเหนือกว่าคนอื่น ทำให้พอเจออุปสรรคท้าทาย vulnerable narcissist ก็มักถอยหนี และตามมาด้วยข้อแก้ตัวอยู่เสมอ พวกเขามีความอ่อนไหวสูงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ ขี้อาย ไม่แสดงออก หลบหลีกสังคม หันหลังให้กับความท้าทาย ปกปิดความรู้สึก เราจะไม่ค่อยเห็น vulnerable narcissist ในโลกโซเชียล
 
Vulnerable narcissist นั้นมองเห็นยาก และมีชีวิตที่เศร้ากว่า grandiose มาก เพราะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในใจตลอดเวลา ใจหนึ่งคิดว่าตนเองเก่ง สวย หล่อ อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้าใช้คุณสมบัติที่ตนคิดว่ามี เพราะกลัวจะพบว่า “ที่คิดว่าดีนั้น ไม่ดีจริง” จึงพยายามอุทิศทั้งชีวิตให้กับการหลีกเลี่ยงปัญหาและความท้าทายอยู่ตลอดเวลา และนั่นทำให้ vulnerable narcissisit เป็นคนก้าวร้าวแบบดื้อเงียบ แบบ passsive-agressive  ทำนองว่า “อะไรๆก็ไม่เอา” 
 
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันของ narcissist คือ “ต้องชนะให้ได้” เพราะพวกเขาถือว่าตนเก่งเหนือกว่าคนอื่น  มีการทดสอบความสามารถทางด้านสติปัญญาต่างๆ โดย Fugelsang และ Risko กับ narcissist พบว่า narcissist จะเชื่อมั่นในตนเองเกินความจริงอยู่เสมอ
 
และนี่คือจุดอันตราย เพราะในแง่ game theory แล้ว คนที่เชื่อมั่นว่าตนเองเหนือกว่า จะเล่นเกมเพื่อเอาชนะ ไม่ยอมร่วมมือ ไม่ยอมประนีประนอม เพราะการเอาชนะทำให้เขาได้ประโยชน์สูงสุด และได้มาไม่ยาก
 
นั่นหมายความว่า หากใครต้องทำงาน มีกิจกรรมใดๆ หรือมีชีวิตร่วมกับ narcissist แล้วละก็ จะต้องพบกับการถูกเอาชนะเสมอ ทุกอย่างเป็น zero-sum game ไม่ค่อยมีตรงกลาง และหากเมื่อใด narcissist แพ้ ก็จะ “เอาคืน” ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง มิเช่นนั้นแล้วความแพ้ก็จะรบกวนใจเขาอยู่อย่างนั้น
 
ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะรอบแรกหรือเอาคืนรอบหลัง narcissist ไม่ค่อยคำนึงถึงผลที่ตามมาในระยะยาวเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เขาต้องการอย่างยิ่งคือ “ชนะให้ได้” หรือ to win at all cost
 
และนั่นอาจทำให้การใช้ game theory ไม่ work กับ narcissist อย่างยั่งยืน เพราะการตัดสินใจไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลหรือตรรกะ คนที่เป็น narcissist อาจทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รู้สึกถึงคำว่าชนะ โดยไม่แยแสว่าตนเองจะเสียหาย เสียชื่อแค่ไหนในเวลาต่อมา
 
การเจรจาต่อรองกับ narcissist ด้วยการถ่วงดุลอำนาจก็ดี การสร้างเงื่อนไขจูงใจให้เลิกล้มความคิดก็ดี อาจไม่เป็นผล เพราะเป้าหมาย narcissist ไม่ได้อยู่ที่ผลประโยชน์ที่ได้รับ หากอยู่ที่การชนะ ต่อให้ชนะแบบไม่ได้อะไรมาเลยก็ตาม 
 
narcissist จึงเป็นประเด็นที่ยากยิ่งในการบริหารจัดการใดๆ ไปจนถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม จนนักจิตวิทยาหลายคนมีความเห็นแบบถอดใจว่า “ให้อยู่ห่างๆไว้ให้มากที่สุด” เพราะ “คุณจะถูกกำหนดบทบาทเป็นผู้แพ้หรือเป็นเบี้ยล่างอยู่ตลอดเวลา” ไม่สามารถมีความเท่าเทียมกับเขาได้ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนธรรมดาไปจนถึงคู่ชีวิต
 
ส่วน narcissist เอง ก็ควรหาทางปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะจากงานศึกษาที่มีชื่อเสียงโดย Delroy Paulhus ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “dark personalities” สรุปว่า  ไม่ว่าจะเริ่มต้นดูดีอย่างไรก็ตาม narcissist ก็จะจบลงด้วยการหมดความยอมรับนับถือไปในที่สุด และต้องหันไปหาคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จัก เพื่อเริ่มบทบาทใหม่ พอหมดสภาพก็ย้ายกลุ่ม เป็นวงจรดังนี้ไปเรื่อยๆตลอดชีวิต
 
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ไม่มี narcissist คนไหน ยอมรับว่า “ฉันเป็น narcissist คนหลงตัวเอง” ดังนั้น โอกาสที่ narcissist จะเริ่มหันมาแก้ไขตนเอง ก็คงไม่ง่าย
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บางครั้งการเดินทางก็เริ่มต้นตั้งแต่คุณยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง การเดินทางเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ใจคุณออกเดินทางไปแล้วต่างหาก 
ในวันหนึ่งของอายุ 14 ก็มีสิ่งที่เปลี่ยนความคิดของฉันไปแบบพลิกฝ่ามือ เป็นครั้งแรกที่ฉันเล่นเกมที่มีเพียงวิธีเล่น ไม่มีสูตรโกง ไม่มีเฉลยท้ายเล่ม เล่นโดยลองตั้งใจเล่นตามเกมจริงๆ