OPINION

ปั้นน้ำให้เป็นตัว

สุรพร เกิดสว่าง (เม่น)
29 พ.ค. 2560
วันหนึ่งท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย ดูเหมือนว่า  ประเทศอังกฤษทั้งประเทศ กำลังลอยอยู่เหนือหัวผมนี่เอง
 
นั่นคือ สหราชอาณาจักร ที่ดูครบทั้ง  Wales, Northern Ireland และ Scotland มองเห็นก็รู้ทันทีว่า London อยู่ตรงไหน   ผมไม่รีรอ รีบเอามือถืออกมาถ่ายรูป และโพสต์ลง Facebook ทันที
 
เป็นธรรมชาติของคนเราที่พยายามมอง pattern ต่างๆให้เป็นรูปภาพที่มีความหมายขึ้นมา ความสามารถนี้ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการมนุษย์ และทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดจนครองโลกมาได้ เราเห็นดาวกลางคืนเป็นตัวละครในตำนาน เห็นรูปภาพจากคราบสกปรกบนผนัง  หรือเห็นเมฆบนท้องฟ้าเป็นประเทศอังกฤษ รวมถึงสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆที่กระจัดกระจาย จนสามารถเอาไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจได้
 
เราพยายามผูกเรื่องจากสิ่งที่รับรู้ ให้ fitเข้ากับแม่แบบ หรือ template ที่มีอยู่ในใจ  โดยที่ template นั้น เป็นไปได้ตั้งแต่ ความรู้(อย่างเช่นแผนที่ประเทศอังกฤษ) ประสบการณ์ ไปจนถึงเรื่องของนามธรรม หรือ abstract อย่าง อุดมการณ์ ความเชื่อมั่น ความมุ่งมั่น หรือ ความศรัทธาต่างๆ
 
โดยเฉพาะ template ในใจ ที่เป็นนามธรรมนี้เอง ที่บางครั้งก็เป็นตัวปัญหา
 
Template แบบ abstract นี้ ทำให้คนเรา “ปั้นน้ำให้เป็นตัว” คือ สามารถผูกเรื่องราวขึ้นมาได้ จาก “เหตุการณ์สุ่ม” หรือ “random event” ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและกันเลย และพร้อมที่จะปักใจเชื่อว่า นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
 
และนั่นก็คือธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่มีติดตัว ถึงแม้ว่าจะไม่ต่างจากการมองก้อนเมฆบนท้องฟ้าให้เป็นประเทศอังกฤษ แล้วเชื่อว่า นั่นคือประเทศอังกฤษจริงๆ ก็ตาม
 
หากเราโยนหรียญให้ออกหัวหรือก้อยเป็นพันหรือหมื่นๆครั้ง เราจะพบว่า มีหลายครั้งที่จะออกหัวหรือก้อยติดๆกัน  ถ้าเราไม่ได้ zoom out ออกมา แล้วมองภาพทั้งหมดว่า นั่นคือความบังเอิญส่วนน้อยในการโยนเหรียญเป็นพันหรือหมื่นครั้ง  เราก็คงสรุปว่า เหรียญนี้คงผิดปกติ หรือไม่ก็ต้องมีพลังบางอย่างมาทำให้เกิดผลซ้ำๆกันเช่นนั้น
 
เช่นเดียวกับในชีวิตจริง ที่หลายครั้งเราอาจสะดุดใจกับปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ทั้งๆมันเป็นความบังเอิญที่ต้องมีเกิดขึ้นบ้าง ท่ามกลางเหตุการณ์จำนวนมากมายในแต่ละวัน และเราไปถือเอาความบังเอิญนั้น เป็นตัวแทนของเหตุการณ์แบบนั้นทั้งหมด
 
คนที่เล่นกีฬาบ่อยๆย่อมรู้ว่า บางวันเล่นอาจได้ดีเหลือเกิน ในขณะที่บางวันไม่เอาไหนเลย หรือคนที่เป็นแฟนกันมานาน ก็มีทั้งวันแสนโรแมนติกและวันแห่งสมรภูมิ คนมากประสบการณ์คงไม่หลงดีใจมากมายหรือท้อแท้กับวันแปลกๆเหล่านี้ เพราะเขารู้ดีว่า อีกไม่นานทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ หรือที่เรียกว่า Regression to the Mean และย่อมเป็นไปได้เสมอ ที่จะมีวันแปลกๆเหล่านี้บ้าง
 
ส่วนคนที่ประสบการณ์น้อย อาจจะทึกทักว่า วันเหล่านั้นคือของจริงที่เป็นตัวแทนวันเวลาทั้งหมด จนอาจเลิกเล่นกีฬานั้นไป หรืออาจเลิกเป็นแฟนกัน เพียงเพราะไปเจอวันไม่ดีที่เกิดขึ้นอย่าง random
 
เรื่องของหุ้น เป็นอีกเรื่องที่เป็นที่กังขาเสมอมา ว่าหุ้นเคลื่อนไหวแบบ random หรือมี pattern กันแน่ ในปี 1973 หนังสือดัง A Random Walk Down Wall Street โดย Burton Malkiel เปรยว่า ต่อให้ลิงเลือกหุ้นโดยปาลูกดอกลงบนรายชื่อหุ้น ก็ไม่ได้ให้ผลแตกต่างจากผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นแต่อย่างใด
 
การศึกษาในปี 1987 ที่สหรัฐฯ พบว่าหุ้นที่แนะนำโดยเซียนหุ้น ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในตลาด รวมถึงการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ปี 1997 ก็สรุปว่า จดหมายแนะนำหุ้น 153 รายไม่ได้ช่วยอะไรในการสร้างผลตอบแทนกับนักลงทุน งานวิจัยอื่นระยะหลังก็ชี้อีกว่า เซียนหุ้นส่วนใหญ่ ทำได้อย่างมากก็แค่ทำผลตอบแทนเท่ากับตลาด น้อยนักที่จะดีกว่า และนั่นก็อาจมาจากความบังเอิญที่รอเวลา regression to the mean อีกด้วย
 
เพื่อที่จะหาทางใหม่ การลงทุนแบบ “quant” หรือ quantitative approch จึงเกิดขึ้นมา โดยพยายามใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ช่วยหาโอกาสจากความผิดปกติของตลาดที่ซ่อนอยู่ แทนที่จะวิเคราะห์แบบเดิมๆ  แต่ถ้าหากความผิดปกตินั้น เป็นเหตุการณ์แบบ random วิธีนี้ก็คงยังเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะโอกาสทำกำไรที่ถูกพบนั้น ไม่รู้จะเกิดซ้ำอีกหรือไม่ หรือจะเกิดอีกเมื่อไหร่
 
ชีวิตคนเราถูกกำหนดด้วยเหตุการณ์และปัจจัยต่างๆอย่าง random เสียเป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยนับไม่ถ้วนเหล่านี้ถูกป้อนเป็น input เข้าในกระบวนการต่อเนื่องแบบลูกโซ่ ที่ส่งผลกันและกัน ผลักดันให้ชีวิตของแต่ละคนหันเหไปอย่างไม่สามารถคาดเดาได้ ที่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆดูไม่สำคัญ อาจส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตได้ในที่สุด ตามหลักว่าด้วย Chaos Theory
 
สรุปคือ คนเรามีสิทธิ์ควบคุมชีวิตตัวเองได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เหลือเป็นโชค ที่ต้องบริหารจัดการไปเรื่อยๆ  
 
ถึงแม้นี่คือสัจธรรม แต่สภาพเช่นนี้ ย่อมเป็นที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับมนุษย์ เพราะคนเราต้องการมีอำนาจควบคุมสถานการณ์ ไม่ใช่นั่งรอแล้วแต่สถานการณ์จะพาไป และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์พยายามผูกเรื่องขึ้นมาจากเหตุการณ์ random เพื่อจะได้อุ่นใจว่า เราเข้าใจสถานการณ์ดีพอที่จะจัดการกับมันได้
 
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ บางครั้งต่อให้เรารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของ random แต่เราอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า เราอาจจะมีอำนาจควบคุมสถานการณ์นั้นได้จริงๆ   ความเชื่อใน “ความสามารถพิเศษ” นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สบายใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน 
 
จากการทดลองที่มีชื่อเสียงของ Ellen Langer ที่ Yale University ให้นักศึกษา Yale ทำนายผลของการโยนเหรียญหัวก้อย โดยแกล้งทำให้ผลออกมาถูกต้อง 50% นั้น พบว่า นักศึกษาทุกคนเชื่อว่า ตนมีความสามารถในการทำนายผลการโยนเหรียญ  และเชื่อว่า ถ้าหากฝึกฝนมากขึ้น คงจะแม่นกว่านี้  การทดลองอื่นของ Langer ก็ให้ผลสรุปทำนองเดียวกัน
 
นี่คือธรรมชาติของคน(รวมถึงคนการศึกษาดีอย่างนักศึกษา Yale) ที่มีแนวโน้มจะคิดว่า ตัวเองมีความสามารถพิเศษในการอ่านเหตุการณ์ random ทั้งที่ควรจะรู้ว่า มันไม่น่าเป็นไปได้
 
และนี่เองคือจุดอ่อนของมนุษย์ ที่ดูจะแก้ไม่ได้ นอกจากจะเอา AI - artficial intelligence มาช่วยอุดข้อบกพร่องตรงนี้แทน
 
เว้นเสียแต่ว่า AI อาศัยจุดอ่อนนี้ เอาชนะมนุษย์เสียเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การเต้นรำทำให้คนเรียนรู้ตัวเองอย่างนึกไม่ถึง  ความเชื่อมั่นในการแสดงออกที่ได้มาจากการเต้นรำ จะส่งผลดีกับชีวิตในด้านต่างๆอย่างมาก และนั่นเป็นเหตุผลของการนำการเต้นรำมาบำบัดปัญหาสุขภาพจิต หรือ dance therapy 
นั่นคือสถานการณ์ที่ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า Prisoner's Dilemma ในวิชา Game Theory ที่แต่ละฝ่ายต่างไม่อาจล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งได้ และต้องตัดสินใจด้วยความเสี่ยงจากการคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอย่างไรอยู่