OPINION

ไปไหนไปด้วยกัน ไม่ทันคิด

เม่น สุรพร เกิดสว่าง
24 เม.ย. 2560

เวลาเรานั่งรถสาธารณะ บางครั้งเราเห็นว่า หากเมื่อรถกำลังจะจอด แล้วมีบางคนลุกขึ้นทันใด ก็จะมีคนอื่นๆลุกตามขึ้นมาทันที ทั้งๆที่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา  ส่วนบางครั้ง เมื่อไม่มีใครเริ่มลุก ทุกคนก็จะนั่งตามปกติ จนกระทั่งรถจอดให้ลง ถึงลุกจากที่นั่ง
 
ด้วยเหตุที่คนเป็นสัตว์สังคม ทำให้คนเรามักมีพฤติกรรมทำตามๆกัน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการทำตามกันโดยไม่คิด การตัดสินใจของคนทั่วไปมักจะดูอาการคนอื่นก่อน ถ้าคนส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็จะว่าตามกัน
 
เพื่อนผมคนหนึ่งบ่นว่า เวลาหนังจบ คนไทยชอบลุกขึ้นออกจากโรงภาพยนตร์ทันที ไม่รู้รีบร้อนอะไรนักหนา ทั้งที่เพลงเพราะๆใน end credit ยังไม่จบ ทำให้ถึงแม้เขาอยากจะนั่งซึ้ง ปล่อยอารมณ์ค้างไปกับเพลง ก็ทำไม่ได้ เพราะรู้สึกอึดอัด ดูแปลกแยก และในที่สุด ก็จำต้องลุกตามออกไป ไม่กล้านั่งต่อ
 
แม้ว่าคนจำนวนไม่มากอย่างในโรงหนังหรือรถบัส  ก็สามารถดึงพฤติกรรมคนให้คล้อยตามกันได้ เช่น มีคำแนะนำเสมอว่า ถ้าอยากคุมน้ำหนัก อย่าไปทานข้าวกับคนที่ไม่สนใจน้ำหนัก อยากออกกำลังกาย ให้อยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ชอบออกกำลังกายเข้าไว้ เพราะคนเราจะคล้อยตามคนส่วนมากโดยไม่รู้ตัว หรือ ถึงรู้ตัว ก็ฝืนใจยาก เพราะนั่นขัดกับธรรมชาติสัตว์สังคม หรือ social animal ของมนุษย์
 


ในหนังสือ The Tipping Point ของ Malcom Gladwell เล่าถึง ทฤษฎี Broken Window ของ Wilson และ Kellis  นักอาชญวิทยา ที่กล่าวว่า อาคารที่มีกระจกแตก เชิญชวนให้คนมาทำลายข้าวของ เพราะดูเหมือนขาดการเอาใจใส่ ดังนั้น หากจะรักษาอาคารจากพวกมือบอน ก็เพียงทำให้ดูดี รู้สึกว่ามีการดูแล เมื่อนั้นอันธพาลจะไม่กล้าทำอะไร
 
หรือพูดอีกแบบคือ กระจกที่แตกตามอาคารทำให้เกิดความเข้าใจว่า มีคนเคยมาทำให้แตกเพื่อความสนุก ก็เลยสบายใจที่จะทำตามบ้าง ไม่น่าจะเป็นไร เพราะใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของพฤติกรรมตามกลุ่ม
 
แนวคิด Broken Window ถูกนำไปใช้ในการลดอาชญากรรม vandalism ในช่วงต้น 1990s รถไฟใต้ดินของ New York ถูกสเปรย์พ่น graffiti เละทั้งขบวน จนเป็นเรื่องปกติ วิธีแก้ที่ได้ผลแท้จริง ไม่ใช่ไปไล่จับคนพ่นสี หากทำรถให้สะอาดปราศจาก graffiti เมื่อใดถูกพ่นสี ก็ลบออกทันที รถใดที่ลบไม่ทันก็จะถูกถอดจากขบวนเก็บไว้ต่างหาก   ทำให้รถใต้ดินที่ใช้วิ่งสะอาดดูดีหมด เสมือนว่ายังไม่มีใครกล้าทำสกปรก ผลคือ ก็เลยไม่มีใครกล้าทำสกปรกจริงๆ ซึ่งนี่ก็คือพฤติกรรมเลียนแบบในทางดี
 
พฤติกรรมเลียนแบบของมนุษย์ สามารถไปไกลถึง dark side ได้อย่างสุดๆเช่นกัน ที่สำคัญคือ สามารถทำให้คนธรรมดาเปลี่ยนไปเป็นคนอันตรายได้อย่างเหลือเชื่อ แม้กระทั่งแอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด บางครั้งยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้เลวร้ายเท่า
 
ในปี 1974 performance artist ชื่อ Marina Abramovic ชาวยูโกสลาเวีย จัดการแสดง “Rhythm O” ที่พิพิธภัณฑ์ในเมือง เนเปิล อิตาลี โดย เธอจะยอมอยู่เฉยๆ  เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ให้คนดูทำอะไรกับร่างของเธอก็ได้  จากวัตถุ 72 ชิ้น ซึ่งมีทั้ง ดอกกุหลาบ น้ำหอม ขนมปัง ไปจนถึง กรรไกร มีดโกน และปืนบรรจุลูกกระสุน โดยเธอจะไม่โต้ตอบใดๆ
 
ผลคือ ในตอนแรก คนดูทำดีกับเธอ ให้ดอกกุหลาบ ป้อนขนม ทาน้ำหอม แต่พอมีบางคนเริ่มความรุนแรง คนต่อๆมาก็ทำตาม มีการใช้มีดโกนกรีดเนื้อ ดูดเลือดจากแผล หรือใช้กรรไกรตัดเสื้อของเธอให้ขาดออกจนหมด จนท่อนบนเปลือยเปล่า เอาสีเขียนบนตัว พร้อมกับละเมิดทางเพศ หรือเอาปีนมาจ่อ
 
แต่แล้ว ในทันทีที่ครบเวลาหกชั่วโมง และเธอกลับมาเคลื่อนไหวเช่นมนุษย์อีกครั้ง คนดูที่ทำไม่ดีกับเธอ ไม่กล้าอยู่สู้หน้า หนีหายหมด
 
การแสดง Rythm O สรุปได้ว่า “พฤติกรรมเลียนแบบของมนุษย์นั้น อาจตัดขาดจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ได้”  เพราะ ถ้าคนเราเห็นคนรอบตัวทำสิ่งเลวร้าย ก็มักจะทำตามโดยไม่คิด ทั้งที่ในยามปกติก็คือคนธรรมดา อย่างเช่น คนที่มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ซึ่งน่าจะเป็นคนชั้นดีมีการศึกษา
 
และนั่นอาจอธิบายถึง เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเหมือนกับไร้เหตุผล โดยทั้งหมดถูกจุดชนวนขึ้นด้วยคน hard core เพียงจำนวนหนึ่ง ที่นำความรุนแรงก่อน เมื่อคนอื่นในพื้นที่เห็นคนรอบตัวเต็มไปด้วยคนนิยมความรุนแรง  ก็คล้อยตามเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมกลุ่ม ถึงแม้ว่าในยามปกติ พวกเขาจะรู้สึกตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่ในยามนี้ สำนึกนั้นได้ถูกกดไว้ โดยสัญชาตญาณตามกลุ่มของมนุษย์
 
สัญชาตญาณนี้ สืบทอดมาจากยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์  ด้วยความที่ปราศจากข้อมูลข่าวสาร มนุษย์จึงต้องประเมินสถานการณ์จากพฤติกรรมมนุษย์ด้วยกัน เช่นเดียวกับฝูงสัตว์
 
แต่ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถใช้ตัดสินใจเองได้  พฤติกรรมตามกลุ่มไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้นอีกแล้ว ถึงอย่างนั้น คนเราก็ไม่สามารถลดพฤติกรรมนี้ได้ง่ายๆ เพราะมันฝังลึก   
 
โชคดีว่า ในโลกยังมีคนจำนวนหนึ่ง ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ย และสามารถต้านความรู้สึกตามกระแส สามารถตัดสินใจเองท่ามกลางสภาพกดดันของพฤติกรรมหมู่  และคนกลุ่มนี้นี่เอง ที่อาจทำให้ การกระทำตามกันอย่างไร้เหตุผลลดลงลงหรือยุติลงได้ โดยมีบทบาทเป็นตัวถ่วงดุล และให้ความมั่นใจกับคนที่ยังลังเล  ทว่า เราจะพบคนเหล่านี้ได้ที่ไหน?
 
ไม่แน่ใจว่า อย่างน้อยๆ ก็ในโรงภาพยนตร์ตอน end credit หรือไม่?
 

About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความสุขเป็นค่าสัมพัทธ์ หรือค่า relative ไม่ได้เป็นค่าสมบรูณ์หรือค่า absolute เพราะมัันเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเองไม่ได้ มันเป็นผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบ
หลายครั้งเราอาจสะดุดใจกับปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ทั้งๆมันเป็นความบังเอิญที่ต้องมีเกิดขึ้นบ้าง ท่ามกลางเหตุการณ์จำนวนมากมายในแต่ละวัน และเราไปถือเอาความบังเอิญนั้น เป็นตัวแทนของเหตุการณ์แบบนั้นทั้งหมด