ขณะที่กำลังเม้าท์มอยกันอย่างเมามัน แล้วเสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น
“พี่หนิง แต่งตัวแต่งหน้าให้แจ่มๆ เลยนะ เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงลงมาหาหนูข้าง...มีแขก”
“ค่ะๆ เจ๊”
นุ่น “ใครโทรมาวะ?”
ฉัน “แม่แท็กกูโทรมาบอกมีแขก... อาหรับป่าวก็ไม่รู้ กูไม่อยากทำงานกับพวกอาหรับเลยว่ะ”
ปลา “เออน่าาาา ตอนนี้แขกเหี้ยอะไรก็เอาๆ ไปเถอะ มึงจะได้เป็นไทสักที”
ฉัน “เออๆๆ...งั้นกูไปทำงานก่อนละกัน เหลือไว้ให้กูแดกมั่งล่ะ!”
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ฉันแต่งหน้าพอมีสีสันและนุ่งกระโปรงสั้นจู๋ กับเสื้อสายเดี่ยวตามสไตล์วัยรุ่นตามที่แม่แท็กสั่งไว้ แต่ก็ต้องสวมชุดอาบาย่าทับอีกที (หมายถึงชุดเดรสสีดำยาวลากพื้นที่ผู้หญิงอาหรับใส่กัน) ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่นล่อตาประชาชนชาวอาหรับ
เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองอาหรับ ผู้หญิงบ้านเค้าจะไม่มีใครแต่งตัวโป๊นุ่งสั้นมาเดินตามถนนอย่างเด็ดขาด จากนั้นฉันก็ลงมานั่งรอแม่แท็กอยู่หน้าล็อบบี้โรงแรม แล้วแม่แท็กก็โผล่มาตามที่นัดไว้
ขณะที่แม่แท็กพาฉันเดินลัดเลาะไปตามกำแพงโรงแรม เพื่อไปยังที่พักของลูกค้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม แม่แท็กก็พูดเกี่ยวกับสรรพคุณของลูกค้าให้ฉันพอรับรู้
“พี่หนิง... แขกที่หนูจะพาไปเจอเนี่ยเป็นฝรั่งนะ ชื่อไอ้คริส เป็นลูกค้าประจำที่หนูส่งเด็กให้มันบ่อยๆ แต่หนูยังไม่รู้นะว่ามันจะเอาพี่หรือเปล่า เพราะมันเลือกผู้หญิง ชอบเอาแต่เด็กวัยรุ่น แต่ถ้ามันเอาพี่ พี่ก็บริการมันดีๆ ล่ะ เพราะมันจ่ายค่าตัวดี”
“โอ้โห ชอบเด็กๆ แล้วเจ้พาหนิงมาเนี่ยนะ มันจะเอาเหรอคะ?”
“ก็ลองดูก่อนสิ พี่ก็ยิ้มๆ ให้มันหน่อยละกัน”
“ค่ะเจ๊…”
ฉันเดินไป คิดในใจไปว่าอีเจ๊คงอยากให้ฉันใช้หนี้นางให้หมดไวๆ จึงได้พยายามหาแขกให้ฉันตลอด แต่ก็เอาเถอะในเมื่อฉันพลาดมาแล้วนี่ ก็ต้องก้มหน้าใช้หนี้ให้หมดเร็วๆ จะได้กลับเมืองไทยไปทำอาชีพอื่น เพราะตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่า สังขารยิ่งร่วงโรยก็ยิ่งขายยาก เพราะหมดยุคหมดวัยของเราแล้ว
กระทั่งมาถึงหน้าที่พักของลูกค้า ลักษณะคล้ายอพาร์ทเมนต์ส่วนตัว ค่อนข้างหรูหราและรถสปอร์ต ยี่ห้อเฟอรารี่สีแดงจอดอยู่ภายในเขตที่พัก คิดในใจว่าลูกค้ารายนี้ต้องร่ำรวยไม่ธรรมดาแน่ จากนั้นอีเจ๊ก็กดออดหน้าประตูด้านล่างเพื่อให้ลูกค้าเปิดล็อกอัตโนมัติ
กระทั้งขึ้นไปบนห้องพักชั้น 2 ลูกค้าเปิดประตูต้อนรับ เป็นฝรั่งวัยประมาณ 50 กว่าปี รูปร่างสูงใหญ่ ผมบาง หน้าตาคล้ายคนใจดี จากนั้นทั้งสองก็กล่าวทักทายและคุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งฉันฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนั้นฉันได้แต่สอดส่ายสายตาสำรวจภายในห้องพักที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ที่นี่ก็ไม่ต่างห้องชุดหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรูๆ ที่มีหลายห้องแยกเป็นสัดส่วน และน่าจะจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดเป็นประจำ เพราะดูจากอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ล้วนเป็นของแพง ทันสมัยไฮโซทุกอย่าง แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็เป็นยี่ห้อแอปเปิ้ล มันพกที 2 เครื่อง ทั้งสีขาว สีดำ ฉันเดาว่าลูกค้าคนนี้น่าจะเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยมาก
ทั้งคู่คุยกันได้ประมาณ 10 นาที อีเจ๊ก็หันมาบอกกับฉันว่า
“ตกลงมันเอาพี่นะ เสร็จงานแล้วเดินกลับห้องเองได้ป่าว?”
“ได้ค่ะเจ๊”
เมื่ออีเจ๊เดินพ้นจากประตูบ้านไปแล้ว ตาคริสก็ยิงภาษาอังกฤษใส่ฉันไม่ยั่ง... แต่ฉันฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ แล้วส่งยิ้มให้อย่างเดียว ส่วนตาคริสผู้รอคำตอบก็ได้แต่จ้องหน้าฉันแล้วส่ายหัวพร้อมกับรอยยิ้มอย่างเอ็นดู มันคงรู้แหละว่า…อีนี่ไม่เข้าใจความหมายที่กูถามแน่เลย!!
ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ตาคริสก็เดินหายเข้าไปในห้องหนึ่งแล้วถือกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะติดมือออกมาด้วย วินาทีนั้นใจฉันรอลุ้นระทึก ว่ามันต้องเป็นยาเสพติดแน่ๆ อาจเป็นเฮโรอีนหรือยาไอซ์ก็เป็นได้ เหตุการณ์แบบนี้มันเคยเกิดขึ้นกับฉันแล้วครั้งหนึ่ง ที่โดนยากูซ่าจับฉีดเฮโรอีนที่ญี่ปุ่น…นี่กูจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วเหรอวะเนี่ย!!??
เมื่อตาคริสเปิดกล่องไม้พร้อมกับหยิบแท่งอะไรบางอย่างลักษณะคล้ายดินน้ำมันสีดำ ขนาดเท่ามวนบุหรี่ ฉันไม่รอช้ารีบถามตาคริสทันทีว่ามันคืออะไร? ตาคริสบอกว่า มันคือ “แฮส” หรือกัญชาผสมกับยางฝิ่น สูบแล้วจะเมากว่ากัญชาธรรมดาทั่วไป...(อย่างนี้ก็เข้าทางกูเลยซิวะ!!)
จากนั้นตาคริสก็หยิบก้อนแฮสออกมารนไฟให้ละลายแล้วบี้เป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายก้อนขี้ไคลผสมกับยาเส้นบุหรี่ เสร็จแล้วก็ยัดกลับเข้ามวลบุหรี่ ลักษณะก็เหมือนกับยำกัญชานั่นแหละ ตาคริสบอกว่าแฮสแท่งนี้แพงมากราคาประมาณ 70-80 บีดี บางครั้งก็ซื้อถึง 100 บีดี (แอบคิดในใจ แพงกว่าค่าตัวกูอีก!!)
ตาคริสจุดไฟแช็กที่บุหรี่ แล้วสูบสิ่งนั้นเข้าปอดไป 2-3 ปื้ด แล้วส่งมาให้ฉันสูบ ตอนแรกฉันก็ไม่อยากสูบหรอกนะ แต่ชั่วโมงนี้กูแม่งโครตเซ็งชีวิตที่ต้องหาเงินใช้หนี้ค่าแท็กทุกวัน เมื่อได้สิ่งนี้มาสูบแก้เซ็งบ้างก็น่าจะดี เพราะฉันไม่ได้เจอกัญชามา 10 กว่าปีแล้ว แถมมาเจอแบบผสมฝิ่นอีกต่างหาก (ก็เมาซิคะ!!)
หลังจากสูบแฮสไปได้ไม่ถึง 5 นาทีฉันก็เริ่มมีอาการเคลิ้มๆ เพลิดเพลิน ยิ้มบ้างขำบ้างอารมณ์ก็เหมือนสูบกัญชานั่นแหละ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ยาเสพติดที่ร้ายแรงอะไร
ต้องบอกก่อนว่าฉันไม่ใช่คนเสพและไม่เคยติดยาเสพติดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเฮโรอีน ยาม้า ไอซ์ อี ฉันก็ไม่เคยริลองแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่อาชีพของฉันพร้อมเสพสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่เสพ เพราะแค่ขาย Hee ชีวิตก็บัดซบมากพออยู่แล้ว ถ้าเสพยาด้วยก็คงหมดสภาพหรืออาจเสียชีวิตตามเพื่อนๆ ไปนานแล้ว คงไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องประสบการณ์จนถึงทุกวันนี้…..






