OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 9

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
5 ก.ค. 2560
ทันทีที่โชเฟอร์บอกความจริงเกี่ยวเรื่องสึนามิให้พวกเรารับรู้  จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันประโคมคำสรรเสริญใส่โชเฟอร์อย่างไม่ยั้ง

ก: “Fuck U!”
ข: “นั่นไง...กูว่าแล้ว”
ค: “แล้วพาพวกกูมาพักที่นี่ทำเหี้ยไรเนี่ย!?”
ง: “กูนึกแล้ววววว ว่าที่นี่ต้องมีคนตายจริงๆ ด้วย!!”
จ: “ย้ายๆๆๆ กูขอไม่อยู่ที่นี่แล้วนะ…บลาๆๆๆ”

เช้าวันนั้นก่อนที่จะพากันไปไหว้พระขอพร  พวกเราต้องหอบสัมภาระย้ายที่พักอย่างชุลมุนวุ่นวายเพื่อไปอยู่ในเขตชุมชน แต่ก็ยังคงเป็นที่พักริมทะเลอยู่ดี  เพราะแถบนั้นมีแต่ทะเลล้อมรอบ  ก็ยังดีขึ้นมาหน่อยตรงที่มีหลายโรงแรมติดๆ กันให้พวกเราเลือกจนกว่าจะพอใจ

คราวนี้ย้ายมาอยู่โรงแรมติดกับหาดแค่ไม่กี่สิบเมตร ลักษณะก็ไม่ต่างจากอพาร์ตเม้นต์ 3 ชั้น  มีประมาณ 4-5 ตึก  โดยให้ทุกคนจับคู่กันนอนห้องละ 2 คน  และอยู่ห้องติดกัน ต่างกันที่ชั้น 2 บ้าง ชั้น 3 บ้าง ฉันยังจำภาพในขณะที่พวกเรากำลังวุ่นอยู่กับการขนย้ายสัมภาระขึ้นรถได้  เห็นสีหน้าของพนักงานบางคนดูเศร้าๆ  ฉันคิดว่าพวกเขายังต้องเหนื่อยกับการใช้เวลาฟื้นฟูสถานที่ท่องเที่ยวไปอีกนาน เพื่อให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม...ก็มันช่วยไม่ได้จริงๆ เรื่องอื่นยังพอยอมกันได้ แต่เรื่องผียอมไม่ได้เด็ดขาด!!

หลังจากได้ไปไหว้พระพุทธ พระแขกตามวัดต่างๆ เสร็จสรรพ  โชเฟอร์ก็พาพวกเราไปเดินชอปปิ้ง ซึ่งมีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าราคาถูกๆ และของที่ระลึกอีกมากมาย  ส่วนใหญ่เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านจากฝีมือชาวบ้าน จะว่าไปแล้วตลาดชอปปิงที่พวกเราไปเดิน  อารมณ์ก็ไม่ต่างจากตลาดพาหุรัดนั่นแหละ หรือแม้แต่ผลไม้ก็มีทั้งเงาะ ขนุน มะม่วง มะเฟือง ข้าวโพดย่าง ไม่ต่างจากบ้านเรา

ส่วนสถานท่องเที่ยวทุกจุดที่พวกเราไปเดินล้วนมีแต่คนยากจนและพวกขอทานที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขาแห่กันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อขอเศษเงินจากพวกเราและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ซึ่งฉันได้จัดเตรียมแลกเศษสตางค์มาเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้ว

เย็นวันนั้น พวกเรากลับเข้าโรงแรมด้วยความอ่อนล้า ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องใครห้องมัน  แต่ฉันเห็นว่าบรรยากาศยามเย็นแดดร่มลมตกกำลังดี  และเห็นลูกค้าที่เข้ามาพักในโรงแรมหลายคนพากันไปเดินเล่นริมทะเล  จึงชวนขวัญไปนั่งรอชมพระอาทิตย์ตกทะเลที่เตียงผ้าใบริมหาด

ฉันนอนมองทะเลสีขุ่นกับทรายสีดำ ซึ่งผิดกับที่ได้จินตนาการไว้เป็นคนละเรื่อง  แล้วตอนนั้นในสมองฉันก็ดันไปนึกถึงภาพสลดใจ คือเห็นคลื่นยักษ์สึนามิซัดกระหน่ำเข้ามาในประเทศศรีลังกาและประเทศอื่นๆ  รวมทั้งประเทศไทยก็โดนภัยพิบัติครั้งนั้นไปด้วย  ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่พรากชีวิตผู้คนไปนับแสน  คิดแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าวันนี้ฉันจะมีโอกาสมาชมภาพประวัติศาสตร์ความเสียหายจากเหตุการณ์วันนั้น

บรรยากาศยามนั้นมันทำให้ฉันคิดในใจอย่างปลงๆ ว่า  ถึงแม้วันนี้เราจะไม่ได้มาชมน้ำทะเลสีฟ้าสวยใส  ไม่ได้มีชีวิตที่ร่ำรวยสวยงามเหมือนคนอื่นๆ  แต่ก็ถือว่าเราโชคดีที่สุดแล้ว ที่ไม่ได้เป็นผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์วันนั้น  ฉะนั้นเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ก็ดิ้นรนกันต่อไป เมื่อคิดแบบนี้ได้ก็รู้สึกสบายใจ

ขวัญ :  “พี่หนิงดูนั่นดิ เมฆมามืดน่ากลัวจังท่าทางฝนจะตกนะพี่ เรารีบกลับขึ้นห้องดีกว่ามั้ย?”
ฉัน  :  “เออๆๆ เผ่นเถอะ เผื่อสึนามิจะแวะเวียนมาอีกระลอก!”

พูดยังไม่ทันขาดคำ พายุฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างกะฟ้าฟาด ฉันกับขวัญ และผู้คนบริเวณนั้นต่างพากันวิ่งกระจัดกระจาย ราวกับวิ่งหนีสึนามิ (ยอมรับว่าพายุฝนที่ทะเลศรีลังกาน่ากลัวจริงๆ)  เห็นแค่นี้ก็ไม่แปลกใจที่ผู้คนต้องมาตายกันแบบตั้งตัวไม่ทัน!
           
คืนนั้นเราสองคนนอนคุยถึงปัญหาชีวิตสารพัดหลายเรื่องและวาดความฝันในอนาคตไว้อย่างสวยงาม กระทั่งเผลอหลับกันไป พอลืมตาตื่นอีกทีก็เช้าแล้ว…ศรีลังกาเปรียบเสมือนความฝันที่ช่วยให้ฉันและเพื่อนๆ ได้ผ่อนคลายหายเหนื่อยเพียงแค่ชั่วข้ามคืน  จากนั้นก็ต้องเตรียมตัวกลับบาห์เรนไปสู่โลกโลกีย์สวรรค์ในนรกของคนอาชีพอย่างพวกเรา
           
การมาพักผ่อนครั้งนี้มีทั้งความสุข สนุกสนาน  ได้รสชาติหลากหลายรูปแบบและรู้สึกเบิกบานใจที่ได้มาทำบุญไหว้พระขอพรตามที่ตั้งใจไว้  นอกจากนี้ยังเหมือนได้มาชาร์ตแบตเตอรี่ร่างกายอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อให้มีแรงกลับไปรับศึกหนักกันต่อไป...

ทันทีที่กลับมาที่บาห์เรนในตอนเย็น  ฉันกับขวัญก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมวิญญาณเป็นผีเสื้อราตรีออกหาเงินส่งแม่แท็กตามปกติ  โดยเฉพาะฉันที่ต้องกลับมาเริ่มต้นใช้หนี้ใหม่ 1,500 บีดีอีกเหมือนเดิม  เพื่อแลกกับอิสรภาพให้หลุดพ้นจากการเป็นเด็กแท็ก  เป้าหมายใหม่ของฉันคือต้องใช้หนี้ให้หมดให้ได้ภายใน 1 เดือน ก่อนที่จะต้องกลับไปต่อวีซ่าที่ศรีลังกาในรอบที่ 2

คืนนั้นในผับเอฟวัน  ยังคงความบันเทิงของพวกนักท่องโลกีย์เหมือนเช่นทุกคืน  โสเภณีแต่ละชาติต่างแข่งขันกันเสนอกายขายตัวให้กับผู้ชายแปลกหน้าอย่างไม่รู้สึกอับอาย  ตัวฉันเองก็รู้สึกเก่งกล้าหน้าด้านมากขึ้นทุกวันที่จะเดินหน้าเข้าหาลูกค้าอย่างหน้าไม่อาย

จากที่ละอายแก่ใจ  ขาดความกล้า ก็กลายเป็นความด้านชาเคยชินไม่เหลือยางอาย ราวกับว่าทุกคนที่เข้ามาสู่เส้นทางนี้จะถูกบังคับให้เกิดความด้านชาไปอย่างอัตโนมัติ  พวกเราตะหนักอยู่อย่างเดียวว่า...ด้านได้อายอด ถ้าอยากได้เงินก็ต้องใจกล้า

ถึงแม้ว่าในสายตาของใครหลายคนอาจมองว่าผู้หญิงอย่างพวกเราเป็นพวกมักง่าย รักสบาย และดูสนุกสนานร่าเริงกับอาชีพที่ทำอยู่  คือสนองความใคร่แลกกับเงิน แต่ลึกๆ ในหัวใจของพวกเราทุกคน ยังคงซ่อนไว้ด้วยความทุกข์  ความเจ็บปวดและทุกวินาทีก็อยากจะอำลาวงการนี้เต็มที...
 
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
 อย่าดูถูกกะหรี่ไทยด้วยการจ่ายค่าตัวถูกๆ เพราะฉันยังต้องหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวและยังเป็นเด็กแท็ก

 
 
ครั้งนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายของชีวิต บาห์เรนไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ผู้หญิงจะมาทำอะไรได้นอกจากขายตัว งานนี้ก็ต้องคอยลุ้นกันว่าจะรอดหรือจะเด้ง แต่ฉันก็ท่องไว้ในใจตลอดว่า...กูต้องรอด