ทันทีที่โชเฟอร์บอกความจริงเกี่ยวเรื่องสึนามิให้พวกเรารับรู้ จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันประโคมคำสรรเสริญใส่โชเฟอร์อย่างไม่ยั้ง
ก: “Fuck U!”
ข: “นั่นไง...กูว่าแล้ว”
ค: “แล้วพาพวกกูมาพักที่นี่ทำเหี้ยไรเนี่ย!?”
ง: “กูนึกแล้ววววว ว่าที่นี่ต้องมีคนตายจริงๆ ด้วย!!”
จ: “ย้ายๆๆๆ กูขอไม่อยู่ที่นี่แล้วนะ…บลาๆๆๆ”
เช้าวันนั้นก่อนที่จะพากันไปไหว้พระขอพร พวกเราต้องหอบสัมภาระย้ายที่พักอย่างชุลมุนวุ่นวายเพื่อไปอยู่ในเขตชุมชน แต่ก็ยังคงเป็นที่พักริมทะเลอยู่ดี เพราะแถบนั้นมีแต่ทะเลล้อมรอบ ก็ยังดีขึ้นมาหน่อยตรงที่มีหลายโรงแรมติดๆ กันให้พวกเราเลือกจนกว่าจะพอใจ
คราวนี้ย้ายมาอยู่โรงแรมติดกับหาดแค่ไม่กี่สิบเมตร ลักษณะก็ไม่ต่างจากอพาร์ตเม้นต์ 3 ชั้น มีประมาณ 4-5 ตึก โดยให้ทุกคนจับคู่กันนอนห้องละ 2 คน และอยู่ห้องติดกัน ต่างกันที่ชั้น 2 บ้าง ชั้น 3 บ้าง ฉันยังจำภาพในขณะที่พวกเรากำลังวุ่นอยู่กับการขนย้ายสัมภาระขึ้นรถได้ เห็นสีหน้าของพนักงานบางคนดูเศร้าๆ ฉันคิดว่าพวกเขายังต้องเหนื่อยกับการใช้เวลาฟื้นฟูสถานที่ท่องเที่ยวไปอีกนาน เพื่อให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม...ก็มันช่วยไม่ได้จริงๆ เรื่องอื่นยังพอยอมกันได้ แต่เรื่องผียอมไม่ได้เด็ดขาด!!
หลังจากได้ไปไหว้พระพุทธ พระแขกตามวัดต่างๆ เสร็จสรรพ โชเฟอร์ก็พาพวกเราไปเดินชอปปิ้ง ซึ่งมีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าราคาถูกๆ และของที่ระลึกอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านจากฝีมือชาวบ้าน จะว่าไปแล้วตลาดชอปปิงที่พวกเราไปเดิน อารมณ์ก็ไม่ต่างจากตลาดพาหุรัดนั่นแหละ หรือแม้แต่ผลไม้ก็มีทั้งเงาะ ขนุน มะม่วง มะเฟือง ข้าวโพดย่าง ไม่ต่างจากบ้านเรา
ส่วนสถานท่องเที่ยวทุกจุดที่พวกเราไปเดินล้วนมีแต่คนยากจนและพวกขอทานที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขาแห่กันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อขอเศษเงินจากพวกเราและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ซึ่งฉันได้จัดเตรียมแลกเศษสตางค์มาเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้ว
เย็นวันนั้น พวกเรากลับเข้าโรงแรมด้วยความอ่อนล้า ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องใครห้องมัน แต่ฉันเห็นว่าบรรยากาศยามเย็นแดดร่มลมตกกำลังดี และเห็นลูกค้าที่เข้ามาพักในโรงแรมหลายคนพากันไปเดินเล่นริมทะเล จึงชวนขวัญไปนั่งรอชมพระอาทิตย์ตกทะเลที่เตียงผ้าใบริมหาด
ฉันนอนมองทะเลสีขุ่นกับทรายสีดำ ซึ่งผิดกับที่ได้จินตนาการไว้เป็นคนละเรื่อง แล้วตอนนั้นในสมองฉันก็ดันไปนึกถึงภาพสลดใจ คือเห็นคลื่นยักษ์สึนามิซัดกระหน่ำเข้ามาในประเทศศรีลังกาและประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยก็โดนภัยพิบัติครั้งนั้นไปด้วย ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่พรากชีวิตผู้คนไปนับแสน คิดแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าวันนี้ฉันจะมีโอกาสมาชมภาพประวัติศาสตร์ความเสียหายจากเหตุการณ์วันนั้น
บรรยากาศยามนั้นมันทำให้ฉันคิดในใจอย่างปลงๆ ว่า ถึงแม้วันนี้เราจะไม่ได้มาชมน้ำทะเลสีฟ้าสวยใส ไม่ได้มีชีวิตที่ร่ำรวยสวยงามเหมือนคนอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเราโชคดีที่สุดแล้ว ที่ไม่ได้เป็นผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์วันนั้น ฉะนั้นเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ก็ดิ้นรนกันต่อไป เมื่อคิดแบบนี้ได้ก็รู้สึกสบายใจ
ขวัญ : “พี่หนิงดูนั่นดิ เมฆมามืดน่ากลัวจังท่าทางฝนจะตกนะพี่ เรารีบกลับขึ้นห้องดีกว่ามั้ย?”
ฉัน : “เออๆๆ เผ่นเถอะ เผื่อสึนามิจะแวะเวียนมาอีกระลอก!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ พายุฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างกะฟ้าฟาด ฉันกับขวัญ และผู้คนบริเวณนั้นต่างพากันวิ่งกระจัดกระจาย ราวกับวิ่งหนีสึนามิ (ยอมรับว่าพายุฝนที่ทะเลศรีลังกาน่ากลัวจริงๆ) เห็นแค่นี้ก็ไม่แปลกใจที่ผู้คนต้องมาตายกันแบบตั้งตัวไม่ทัน!
คืนนั้นเราสองคนนอนคุยถึงปัญหาชีวิตสารพัดหลายเรื่องและวาดความฝันในอนาคตไว้อย่างสวยงาม กระทั่งเผลอหลับกันไป พอลืมตาตื่นอีกทีก็เช้าแล้ว…ศรีลังกาเปรียบเสมือนความฝันที่ช่วยให้ฉันและเพื่อนๆ ได้ผ่อนคลายหายเหนื่อยเพียงแค่ชั่วข้ามคืน จากนั้นก็ต้องเตรียมตัวกลับบาห์เรนไปสู่โลกโลกีย์สวรรค์ในนรกของคนอาชีพอย่างพวกเรา
การมาพักผ่อนครั้งนี้มีทั้งความสุข สนุกสนาน ได้รสชาติหลากหลายรูปแบบและรู้สึกเบิกบานใจที่ได้มาทำบุญไหว้พระขอพรตามที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ยังเหมือนได้มาชาร์ตแบตเตอรี่ร่างกายอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อให้มีแรงกลับไปรับศึกหนักกันต่อไป...
ทันทีที่กลับมาที่บาห์เรนในตอนเย็น ฉันกับขวัญก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมวิญญาณเป็นผีเสื้อราตรีออกหาเงินส่งแม่แท็กตามปกติ โดยเฉพาะฉันที่ต้องกลับมาเริ่มต้นใช้หนี้ใหม่ 1,500 บีดีอีกเหมือนเดิม เพื่อแลกกับอิสรภาพให้หลุดพ้นจากการเป็นเด็กแท็ก เป้าหมายใหม่ของฉันคือต้องใช้หนี้ให้หมดให้ได้ภายใน 1 เดือน ก่อนที่จะต้องกลับไปต่อวีซ่าที่ศรีลังกาในรอบที่ 2
คืนนั้นในผับเอฟวัน ยังคงความบันเทิงของพวกนักท่องโลกีย์เหมือนเช่นทุกคืน โสเภณีแต่ละชาติต่างแข่งขันกันเสนอกายขายตัวให้กับผู้ชายแปลกหน้าอย่างไม่รู้สึกอับอาย ตัวฉันเองก็รู้สึกเก่งกล้าหน้าด้านมากขึ้นทุกวันที่จะเดินหน้าเข้าหาลูกค้าอย่างหน้าไม่อาย
จากที่ละอายแก่ใจ ขาดความกล้า ก็กลายเป็นความด้านชาเคยชินไม่เหลือยางอาย ราวกับว่าทุกคนที่เข้ามาสู่เส้นทางนี้จะถูกบังคับให้เกิดความด้านชาไปอย่างอัตโนมัติ พวกเราตะหนักอยู่อย่างเดียวว่า...ด้านได้อายอด ถ้าอยากได้เงินก็ต้องใจกล้า
ถึงแม้ว่าในสายตาของใครหลายคนอาจมองว่าผู้หญิงอย่างพวกเราเป็นพวกมักง่าย รักสบาย และดูสนุกสนานร่าเริงกับอาชีพที่ทำอยู่ คือสนองความใคร่แลกกับเงิน แต่ลึกๆ ในหัวใจของพวกเราทุกคน ยังคงซ่อนไว้ด้วยความทุกข์ ความเจ็บปวดและทุกวินาทีก็อยากจะอำลาวงการนี้เต็มที...






