ไม่กี่นาทีต่อมาชายอาหรับเกือบ 20 ก็แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซีไอดี ทั้งที่สารรูปแต่ละคนไม่น่าจะใช่ บางคนมีหนวดเครารกรุงรังเหมือนจอมโจรอาหรับ บางคนก็ดูยังเป็นวัยรุ่นใส่เสื้อยืดนุ่งกางเกงยีนส์ทรงจิ้งเหลน ลักษณะเหมือนแมงดามากกว่า
พวกมันแหกปากตะโกนเป็นภาษาอาหรับว่าอะไรฉันก็ฟังไม่รู้เรื่องไม่รู้...รู้แค่ประโยคเดียว คือ "ยันล่ะ ยันล่ะ = ไปๆๆๆ
จากนั้นพวกมันก็ทยอยปล่อยตัวผู้ชายออกไปจนหมด เหลือแต่ผู้หญิงไทย จีน และผู้หญิงผิวดำ ผมหยิก ตูดใหญ่ นมโต น่าจะเป็นไนจีเรีย รวมแล้วประมาณ 30 กว่าคน (วีรสตรีไทยนำดิ่งอีกตามเคย)
ตอนนั้นสิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในประสาทชั้นก็คือ คำนวนว่าตอนนี้กูมีเงินเก็บอยู่เท่าไร จะพอค่าวีซ่ากับค่าตั๋วเครื่องบินมั้ยวะ? เพราะอย่างไรงานนี้กูโดนส่งกลับไทยแน่นอน!! แต่คิดแล้วคือมีเงินสดอยู่ 4 หมื่นกว่าบาทก็น่าจะพออยู่นะ และในเอทีเอ็มยังมีอีกหนึ่งแสนบาท...Ok. รอบนี้กูรอดแล้วโว้ยยยย!!
จากนั้นชายชุดขาวและชุดนอกเครื่องแบบก็สั่งให้พวกเรานั่งลงกับพื้น แล้วชายคนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างเสียงดังฟังชัด
“ใครมีพาสปอร์ต ยกมือขึ้น!!” (ไอ้ชิบหาย อาหรับพูดไทยได้อย่างชัดเจน ไอ้นี่ต้องไม่ธรรมดาแน่!)
พวกเราหันรีหันขวางมองหน้ากัน บางคนก็ส่ายหัวน้าซีดเป็นไก่ต้ม บ้างก็เริ่มน้ำตาซึม คงรู้ว่าชะตาขาดแน่นอน บางคนก็หัวเราะคิกคักอย่างไม่รู้สึกเศร้าสลด ตอนนั้นในหัวฉันก็คิดไปอีกว่า จะเป็นไปได้มั้ย ถ้ากูจะหาจังหวะรอพวกมันเผลอแล้ววิ่งเอาตัวรอด
แต่ดูแล้วว่าท่าจะไปไม่รอดแน่ เพราะฉันใส่รองเท้าส้นสูง แถมเมาอีกต่างหาก ถึงเมาไม่มากแต่ก็ไม่น่าจะรอด เผลอๆ อาจโดนพวกมันกระทืบแน่ คิดแล้วไม่เสี่ยงดีกว่า...ต้องยอมจำนนอย่างเดียวทั้งที่ยังไม่อยากกลับบ้าน
วินาทีนั้นมีหลายเรื่องราววิ่งเข้ามาในสมอง กูจะกลับไปเอากระเป๋าเดินทางกับเงินสดที่ซ่อนอยู่ในห้องได้อย่างไร ที่จะไม่ให้เพื่อนๆ ในห้องอีก 6-7 คนต้องซวยโดนรวบไปด้วย!...โอ้ยยยยยย หลายเรื่องราววนอยู่ในหัวกบาลเต็มไปหมด!!
บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นฉันไม่ได้ตื่นเต้นกลัวเรื่องโดนจับติดคุกหรอกนะ เพราะชินกับการโดนจับมาหลายประเทศแล้ว จึงพอคุมสติได้บ้าง แต่คิดไปว่า (ฮึม ในที่สุดกูก็มาถึงบาห์เรนจนได้) เพราะไม่ว่าจะไปขายที่ประเทศไหน สุดท้ายฉันต้องติดคุกทุกที่ และรอบนี้ก็พลาดอีกจนได้ แต่เอาเถอะ ถ้ากูถึงเมื่อไทยเมื่อไหร่ กูจะรีบไปทำพาสปอร์ตเล่มใหม่แล้วจะรีบกลับมาอีกทันที แต่ตอนนี้มาคิดเรื่องสภาพความเป็นอยู่ในคุกก่อนดีกว่า ว่าคุกในบาห์เรนจะเป็นอย่างไง? จะดีหรือแย่กว่าคุกที่อื่นๆ ไหม?
ประมาณ 10 นาทีต่อมา พวกหนุ่มๆ ก็ต้อนพวกเราขึ้นรถตู้ ซึ่งมีตะรางกั้นระหว่างหลังเบาะคนขับ ดูแล้วเป็นการรัดกุมที่ค่อนข้างแน่นหนาอยู่นะ ขณะนั่งอยู่ในรถตู้ เสียงเพื่อนๆ คนไทยพากันบ่นพึมพำ
“คืนนี้กูว่าจะไม่ออกมาแล้ว เพราะลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี”
“เฮ้ย...ทำไมไม่ไปลงเอฟวันวะ กูอุตส่าห์หลบมาวินเซอร์แล้วเชียว!”
“ตายแน่ ตอนนี้เงินไม่มีติดตัวสักบาท”
“ชั้นซิโคตรซวยกว่า เพิ่งหมดแท็กได้ 2 วันเอง ยังไม่มีเก็บเงินเป็นของตัวเองเลย”
อีกสารพัดที่จะบ่นกันไปเรื่อยเปื่อย (คราวนี้เชื่อกูหรือยังว่าสุดท้ายก็เหลือแต่ Hee กลับบ้านมือเปล่า!) แล้วรถตู้แต่ละคันก็พาพวกเรามุ่งหน้าไปที่สถานกักกัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมซีเชลที่เคยมาพักอาศัยตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแท็ก สถานที่ตรงนี้ฉันเดินผ่านแทบทุกวันแต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่นี่คือคุกกักกันชาวต่างชาติ
คืนนั้นพวกเราถูกส่งเข้าไปนั่งอยู่ในห้องสอบสวนรวมกับเพื่อนๆ หลายชาติ เพื่อทำประวัติส่งตัวกลับไทย...แต่แล้วกลางดึกคืนนั้นก็มีเพื่อนกะหรี่อีกหลายขบวนโดนกวาดตามมาติดๆ ทำให้บรรยากาศคึกครื้นขึ้นเรื่อยๆ
จากการโดนกวาดจับมาครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ว่าน่าจะเป็นเพราะเดือนหน้าจะเข้าสู่เทศกาลรอมฎอน เจ้าหน้าที่จึงต้องลงพื้นที่จัดระเบียบกะหรี่ ด้วยการกวาดล้างให้กลับไปบ้าง (หลังรอมฎอนค่อยกลับมาเจอกันใหม่!) ช่วงนี้แหละคือวินาทีสำคัญของพวกเราที่จะต้องรีบทำเงินเก็บไว้กินใช้ในช่วงที่ชาวอาหรับถือศีลอด เพราะพวกเราจะต้องหยุดทำงานถึง 1 เดือนเต็มๆ
อย่างน้อยก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าที่ซุกหัวนอน ค่าอาหาร และค่านู่นนี่นั่นอีกสารพัด ซึ่งบางคนก็เลือกที่จะกลับไปนั่งกินนอนกินที่บ้านใครบ้านมัน ถือเป็นการกลับไปเยี่ยมบ้านไปในตัว
คืนนั้นกว่าเจ้าหน้าที่จะเรียกฉันไปสอบสวนก็เกือบสว่าง คำถามก็เป็นไปแบบสากลทั่วโลกทุกประเทศ คือ มากี่ครั้งแล้ว? มีแม่แท็กมั้ย? ถ้ามี ชื่ออะไร? ใช้แท็กเท่าไหร่? แล้วพักอาศัยอยู่กับใคร ที่ไหน? ทำงานได้ค่าตัวเท่าไหร่ ฯลฯ ประมาณนี้แหละ...
ส่วนใหญ่คนที่โดนจับครั้งแรกจะตื่นเต้นลนลานและกลัวติดคุก ก็จะซัดทอดบอกความจริงไปหมดทั้งขบวนการ ด้วยหวังว่าจะไม่ติดคุก แต่รอบนี้ฉันเตรียมการมาอย่างดี เลยบอกไปว่าบินมาเอง เช่าห้องเอง หางานทำเอง มาเป็นครั้งแรกมากับเพื่อน เพราะถึงบอกความจริงก็ต้องติดคุกอยู่ดี แต่ถ้าไม่ซัดทอดใครและมีเงินพอซื้อตั๋วเครื่องบิน ไม่เกิน 10 วันก็กลับบ้านได้
เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนเจ้าหน้าที่จะส่งตัวทุกคนเข้าเรือนจำ เขาถามฉันเป็นครั้งสุดท้ายว่า
“มีเงินค่าวีซ่ากับค่าตั๋วเครื่องบินมั้ย? แล้วต้องการจะกลับไปเอาสัมภาระที่ห้องมั้ย? หรือจะโทรติดต่อเพื่อนฝูงให้นำเงินและสัมภาระมาฝากไว้ที่นี่ก็ได้นะ!” (เฮ้ย แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?)
“งั้นฉันขอโทรศัพท์ติดต่อให้เพื่อนนำสัมภาระกับเงินมาฝากที่นี่นะ” ฉันพูดกับเจ้าหน้าที่ จบข่าว… แค่นี้ตำรวจก็ไม่ต้องบุกไปถึงรังพวกเรา ทุกคนจึงรอดปลอดภัย สบายใจได้...
วันนั้นฉันกับเพื่อนๆ ร่วมวงการอีกหลายสิบคนก็ถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในฮาเร็มหรือคุกใหญ่ ซึ่งก็ยังเป็นสถานกักกันชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ที่เข้ามาทำผิกฎหมายบ้านเมืองเขา คราวนี้แหละพวกเราจะได้เข้ากลุ่มกะหรี่อาเซียนอย่างเป็นทางการซะที
ทันทีที่มาเห็นสถานที่พักตากอากาศของพวกเรา ก็ โอเคนะ คือลักษณะเป็นห้องแถวชั้นเดียวยาวเหยียด ภายในเป็นห้องพักแบ่งเป็น 2 ฟาก ฝั่งละ 7-8 ห้อง ตรงกลางเป็นทางเดินความกว้างประมาณ 5 เมตร
ฉันมองทะลุเข้าไปด้านใน ขณะที่คนเก่าหลายสิบคนพากันมายืนเกาะซี่กงชะโงกดูคนใหม่ที่กำลังเข้ามา มันทำให้ฉันนึกถึงบรรยากาศคุกหญิงบางบอน ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเข้าไปใช้บริการมาแล้วถึง 3 ปีกว่า
สถานการณ์วันนั้นกับวันนี้ช่างไม่ต่างกันเลย นี่ชีวิตกูกลับมาที่จุดนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย? ทำไมมันวก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้นซะทีวะ?
หลังจากเจ้าหน้าที่หญิงตรวจเช็คร่างกายพวกเราทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินมีค่าของเราไปหมดทุกอย่างเพื่อดูแลให้อย่างปลอดภัย จากนั้นก็ยัดพวกเราเข้าไปอยู่รวมกับสมาชิกเก่าซึ่งเป็นหญิงล้วนไม่ต่ำกว่า 300 คน แล้วเสียงฮือฮาจากเพื่อนชาติต่างๆ ก็ส่งเสียงต้อนรับพวกเรา ตามมาด้วยเสียงภาษาไทยตะโกนดังมาจากสุดซอย
“คนไทยมาห้องนี้เลยจ้าาาา”
ฉันเดินตามเสียงนั้นไปถึงท้ายซอย ซึ่งเป็นห้องนอนของคนไทยมีอยู่ 2-3 ห้อง เพื่อดูว่ามีห้องไหนว่างจะได้เข้าไปจับจองที่นอนเป็นของตัวเอง ในแต่ละห้องมีเตียง 2 ชั้น นอนได้ห้องละ 20-30 คน ที่นี่จัดว่าดีกว่าคุกไทยและคุกสิงคโปร์ที่ไม่ต้องนอนกับพื้น แถมทุกห้องมีแอร์อีกต่างหาก เยี่ยมไปเลย
เมื่อเข้าไปในห้องก็เห็นสาวไทยนั่งจับกลุ่มสุมหัวคุยกันหลายกลุ่ม รวมๆ แล้วเฉพาะห้องนี้ห้องเดียวก็หลายสิบคนอยู่นะ และหนึ่งในนั้นคือแม่แท็กชื่อดังที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในบาห์เรน คดีกักขังหน่วงเหนี่ยวหญิงไทยและบังคับให้ขายตัว (ยังมีคนโง่ๆ หลงเหลือให้หลอกอยู่อีกเหรอเนี่ย??) เห็นสภาพแบบนี้แล้วฉันทำใจไปเลยว่า คงอีกยาวแน่ที่กว่าจะถึงคิวกูกลับบ้าน
ฉันเห็นหน้าหลายคนที่คุ้นเคยกันตอนไปจับแขกตามสถานที่ต่างๆ เข้ามาอยู่ในนี้กันเพียบ ไม่เห็นหน้ากันตั้งนาน กูคิดว่าร่ำรวยกลับบ้านกันไปหมดแล้ว ที่ไหนได้เข้ามารวมอยู่ในนี้นี่เอง
จากการเข้าร่วมวงสัมมนากับเพื่อนๆ ก็ทำให้ฉันรู้ว่ามีหลายคนติดอยู่ในนี้มานานหลายเดือนแล้ว ที่นานสุดคือ 8 เดือน ด้วยเหตุที่ว่ายังไม่มีเงินค่าตั๋วกับค่าวีซ่า เพราะพวกเธอปล่อยให้วีซ่าขาดมานานเป็นปีจนไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่าย จึงต้องติดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีโปรโมชัน 5 บีดี ส่งกลับทุกประเทศ
หมายความว่า รัฐบาลบาห์เรนมีนโยบายช่วยเหลือคนที่ติดคุกมานานเพราะไม่มีเงินซื้อตั๋วและจ่ายค่าวีซ่า และพวกที่ติดต่อญาติพี่น้องไม่ได้จริงๆ โดยให้ทุกคนจ่ายเงินแค่ 5 บีดี = 500 บาท ก็ส่งขึ้นเครื่องกลับถึงไทยอย่างปลอดภัย
ถึงแม้จะต้องรอคอยกันยาวนาน แต่ก็ถือว่าเป็นความกรุณาอย่างสูง เพราะค่าตั๋วเครื่องบินอย่างต่ำก็คนละหมื่นกว่าบาท...(ขอให้ท่านเจริญๆนะคะ...)
คิดแล้วก็น่าเห็นใจพวกเธอนะ ตอนทำงานขาย Hee ได้ ก็หาเงินส่งไปให้คนทางบ้านใช้กันอย่างจุใจ สนองความอยากให้กับทุกคนอย่างเต็มที่ แต่พอถึงเวลาพวกเธอตกอับดวงซวย ต้องติดคุกติดตะราง คนทางบ้านก็ไม่มีใครติดต่อมาช่วยเหลือ เพราะไม่มีปัญญาหาเงินส่งมาให้ซื้อตั๋วเครื่องบิน
ฉันเห็นหลายคนอยู่ในอาการซึมเศร้าเพราะท้อแท้และน้อยใจที่ถูกญาติพี่น้องทอดทิ้ง แต่ถ้าลองพวกเธอเสียชีวิตซิ ญาติๆ จะรีบติดต่อมาทันที เพื่อเรียกร้องหาคนผิดมาชดใช้ค่าเสียหายให้ได้ ส่วนใหญ่ก็เห็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ
แล้ววันนั้น ฉันก็ได้รับลิ้มรสอาหารมื้อแรกของฮาเร็มอาหรับ เป็นมื้อเที่ยงที่แสนชุลมุนวุ่นวาย โดยทุกคนต้องเข้าแถว (อย่างไม่เป็นระเบียบ) เพื่อรับอาหารถาด แล้วคนจีนก็ยังคงยึดธรรมเนียมล้งเล้งแย่งแซงคิวอย่างไร้มารยาท ส่วนพวกอินเดียนั้นทำตัวอดอยากยิ่งกว่าพวกเอธิโอเปีย คือแดกมูมมาม แถมคาบไว้กินนอกเวลาอีกต่างหาก โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะได้รับประทานกันครบทั่วหน้าหรือยัง ทุกมื้อ ทุกวันก็เป็นสภาพเช่นนี้
ถึงแม้ว่าอาหารทุกมื้อจะไม่ถูกปากเพราะหนักเครื่องเทศ กลิ่นผงกะหรี่ฉุนรุนแรงมาก แต่พวกเราก็ได้กินวันละ 3 มื้อ และจัดว่าเป็นอาหารครบ 5 หมู่ คือมีทั้งแผ่นแป้งโรตี ข้าว เนื้อแพะอบบ้าง ไก่ทอดบ้าง สลัดผักและตบท้ายด้วยผลไม้คนละผล เช่น ส้ม กล้วยหอม แอปเปิ้ล
ตอนเช้าก็จะเป็นชีสคนละ 1 ก้อน ขนมปังปิ้ง 2 แผ่น แยม นมสด ชา กาแฟ ไข่ต้มคนละฟอง... เป็นไงล่ะ เบรคฟัสท์ที่นี่เก๋มั้ยล่ะ!? พอถึงเวลา 5 โมงเย็น ทุกคนก็ทยอยกันไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน แต่ทุกคืนทุกวันของพวกเรามันช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน และทรมานอยู่กับการรอคอยว่าเมื่อไรจะได้ยินเสียงเรียกชื่อ ปล่อยตัวกลับบ้านสักที
ดังนั้นในแต่ละคืนพวกเราจึงไม่เคยได้นอนกันอย่างเต็มที่ เพราะจะสุมหัวคุยกันตลอด เพื่อวางแผนว่าจะไปขายที่ประเทศไหนกันต่อไป? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องเห็นหลายคนกลับบ้านมือเปล่า แต่ไม่ว่าไปขายที่ประเทศไหนๆ จุดจบของคนอาชีพอย่างพวกเราก็เป็นสภาพนี้แทบทั้งนั้น
ส่วนคนที่กลับบ้านมือเปล่าก็ยังไม่รู้ชะตาเลยว่ากลับไปแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร จะไปทำงานที่ไหนต่อ บางคนก็ไม่กล้าเข้าบ้านในสภาพหมดตัว เพราะอายพี่น้องคนในบ้าน อายเพื่อนบ้านที่ไม่มีอะไรมาอวดโชว์ บางคนก็ตั้งเป้าไว้ในใจว่าถ้ากลับถึงไทยเมื่อไรจะต้องดิ้นรนไปหากินประเทศอื่นๆ ต่อไป เพราะไม่มีอะไรจะเสีย






