OPINION

ข้อแตกต่างระหว่างคนวัย 30 และ 40 ที่เราเพิ่งรู้

JAZZYKWANG
9 ม.ค. 2561
ปีนี้คุณอายุเท่าไหร่กันบ้างแล้ว สำหรับตัวผู้เขียนปีนี้กำลังจะเริ่มเลขสามเป็นปีแรก ถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ บอกเลยว่าเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งสุขภาพ ความเป็นอยู่ ความคิดที่เคยคิดแบบนั้นวันนี้ก็คิดอีกแบบ เป็นช่วงวัยที่โตขึ้นและเข้าสู่โหมดความผู้ใหญ่เต็มตัว เรื่องความรับผิดชอบไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ทุกอย่างเข้ามาในชีวิตแบบพร้อมๆกันอย่างกับนัดกันมาแล้ว การวางเลย์เอ้าท์ให้ชีวิตอีกทีก็คงต้องเริ่มกันใหม่ให้ต่างกับตอนเลขสองนำหน้า
 
พอเข้าเลขสาม คนรอบข้างและสังคมที่อยู่ก็เปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงบทสนทนาในมื้ออาหาร แม้แต่มื้อธรรมดาก็เปลี่ยนไป ทำให้คนรอบข้างที่เคยเป็นเพื่อนหรือคนวัยเดียวกัน ถูกขยายวงกว้างให้เราได้พูดคุยกับคนที่โตกว่า ทั้งในบทบาทการทำงาน หรือ คอนเนคชั่นที่ต้องพบปะกัน การเข้าสู่เลขสามจึงต้องโยนทิ้งความบ้าๆบอๆของตัวเองลงไปบ้าง แล้วเริ่มเรียนรู้ความเป็นผู้ใหญ่จากคนที่เราต้องเจอในแต่ละวัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วตอนนี้เราน่าจะมีเพื่อนวัยสี่สิบอยู่มากทีเดียว
 
จะสามสิบหรือสี่สิบหรือจะยาวไปห้าสิบก็เป็นเพื่อนกันได้ไม่ยาก เพราะคนในช่วงวัยนี้เริ่มเข้าสู่ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอะไรคล้ายๆกัน แต่จะต่างกันที่สี่สิบเขาผ่านอะไรมาเยอะกว่าพวกเรา แต่พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด บางทีแก๊บอายุที่ห่างกัน สองวัยนี้ก็กลับเติมเต็มให้กันได้หลายเรื่องเลยล่ะ เลยกลายเป็นว่าอยากมีประสบการณ์ให้มาหาคนวัยสี่สิบ แต่ถ้าอยากเติมไฟให้ตัวเองก็มาคุยกับคนสามสิบแบบพวกเราได้เลย
 
ข้อแตกต่างที่เราพบในช่องว่างของสองช่วงอายุนี้
พบแล้วว่าบางทีเราสามสิบและสี่สิบเป็นวัยที่ควรจะเป็นเพื่อนกันมากๆ
 
เพราะเราเข้าใจดีว่า เมื่อชีวิตเริ่มผ่านมาช่วงหนึ่งแล้ว การไปต่อในบางคนก็เป็นเรื่องง่าย แต่ในบางคนก็กลับเป็นเรื่องยากไปเลย เพราะช่วงการเดินทางที่ผ่านมาใช้ไฟในตัวไปจนหมด แล้วไม่เคยเติมไฟให้ตัวเองเลย กลายเป็นว่า เราเริ่มพบคนวัยสี่สิบที่เริ่มเนือยๆกับชีวิต ซึ่งจากสายตาคนวัยสามสิบอย่างพวกเรา บอกเลยว่า พวกเขายังคูลกันอยู่เลยนะ อยากเขย่าตัวแล้วพูดดังๆว่า “ลุกขึ้นมาสิ ชีวิตยังมีอะไรสนุกๆให้ทำอีกเยอะ”
 
แต่จะด้วยบาดแผลหรือการบาดเจ็บที่คนวัยผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างสี่สิบได้เจอกัน มันย่อมต่างกับพวกเราสามสิบแน่นอน ซึ่งข้อแตกต่างที่เราได้พบในเรื่องบาดแผลในใจของคนสองวัยนี้ที่เขาแสดงออกกัน ทั้งหมดนี้คือที่เราพบ
 
1.เมื่อคนวัยสี่สิบมีบาดแผลในใจ พวกเขาจะขอเวลาเยียวยาสักพัก การเริ่มต้นใหม่ในบางคนแทบเป็นศูนย์ หรือบางคนเสียศูนย์ไปเลยก็มี แต่คนที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ นั่นก็ใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆให้หัวใจแข็งแรงแล้วค่อยเดินหน้า ถึงแม้ว่าตอนนั้นอายุจะห้าสิบแล้วก็ตาม

2.ในทางกลับกันเมื่อเรามาดูบาดแผลของคนวัยสามสิบ เมื่อพวกเขาได้รับความกระทบกระเทือนไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามจนเกิดบาดแผลในใจ พวกเขาใช้การฟื้นตัวให้เร็ว เพื่อไม่จมอยู่กับอดีตอันบอบช้ำที่นาน เพราะพวกเขาคิดว่า ประสบการณ์ครั้งใหม่นี่ล่ะ ที่จะช่วยเยียวยารักษาแผลใจได้ การจมอยู่นานๆพวกเขาเสียดายเวลาที่เดินหน้าไปทุกวัน เพราะกิจกรรมที่จะต้องทำก็มีเยอะมากจริงๆ ถามว่ากลัวซ้ำสองรอยเดิมไหม พวกเราก็กลัวเหมือนกัน แต่ยึดคติที่ว่า “ไม่ใช่ก็ไปต่อ”


 
บาดแผลของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มักเป็นบาดแผลที่กลายเป็นแผลเป็น แต่กับพวกสามสิบพวกเขาว่าสิ่งนี้คือบทพิสูจน์ของอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ก็ไปต่อได้เลย
 
แล้วพอหันมาดูเรื่องการใช้ชีวิต เราก็พบอีกว่าสองวัยนี้มีความต่างกัน สี่สิบเขาจะเน้นทำอะไรชาร์ปๆไปทีละอย่าง แต่สามสิบเขาจะเจ้าโปรเจคนิดๆสารพัดอย่างเลยล่ะที่อยากทำ ซึ่งพอมาขยายความในสองประโยคนี้เราจะพบว่า จริงๆแล้วการใช้ชีวิตของคนสองช่วงวัยนี้กลับเติมเต็มให้กันได้ดีทีเดียว
 
1.เมื่อสามสิบมีกิจกรรมล้นหัว อยากทำสารพัดสิ่งในฝันให้สำเร็จ พวกเขาจะมีไฟไม่หยุดหย่อนในการตื่นเช้าแล้วลุยในสิ่งที่รักให้เสร็จไปทีละอย่าง แล้วก็ออกไปทำกิจกรรมอื่นๆจนจบวัน สรุปแล้วในหนึ่งเดือนสิ่งที่พวกเขาได้ลงมือทำมีเยอะมากจริงๆ เพราะพวกเขาคิดไม่เยอะแต่เน้นทำไปเลยแล้ววัดผล

2.แต่พอคนวัยสี่สิบจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง ความคิด เหตุผล และองค์ประกอบต่างๆมักต้องมีมากพอที่พวกเขาจะเลือกลงมือทำ การทำอย่างเสียเวลานั่นไม่เกิดขึ้นแน่ หรือทำด้วยความลังเลก็จะไม่อีกเช่นกัน เพราะเขาเชื่อว่า ความผิดพลาดมันอาจจะทำให้เสียกำลังใจได้ไม่น้อย นั่นจึงทำให้การทำอะไรสักอย่าง เลือกแล้วเลือกอีก เน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ แต่ก็อยู่ที่ไฟของตัวเองด้วยว่า จะลุกโชนในกิจกรรมไหนมากกว่ากัน หรือบางทีก็อารมณ์ล้วนๆ
 
เราเห็นได้ชัดว่า คนหนึ่งทำไวมาก คนหนึ่งคิดเยอะมาก จึงเป็นสองวัยที่น่าจะนั่งคุยกัน
แล้วเกิดอะไรดีๆขึ้นอีกมาก เพราะเมื่อคนมีไฟกับคนมีเหตุผลมาอยู่ด้วยกันแล้ว
น่าจะเบรคกันได้ด้วยเหตุผล และผลักดันกันได้ด้วยไฟ



ในเรื่องของอนาคต เราเคยนั่งคุยกับคนทั้งสองวัย นั่นก็มีความต่างอีกเช่นกัน เพราะการมองไปข้างหน้าของคนที่ผ่านอะไรมาเยอะและน้อยกว่ากัน ความคิดคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
 
1.เมื่อถามถึงอนาคตกับคนสี่สิบ เราจะได้คำตอบในปัจจุบัน คือเน้นการทำทุกวันนี้ให้มันดีๆ ปัจจุบันคิดเยอะไปก็ปวดหัว บางเรื่องก็เกิดขึ้น บางเรื่องก็ไม่เกิด สรุปเป็นว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าทุกวันนี้ไม่ตั้งใจและทำให้ดี

2.แต่พอเรามาคุยกับคนสามสิบ แค่ถามก็เห็นสายตาที่เป็นประกาย ไฟลุกขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่มีเสียงของคำตอบ ประหนึ่งว่า อายุน้อยหลายร้อยล้านประมานนั้น พวกเขาจะอยู่กับอนาคต แล้วเอาพลังในอนาคตมาเติมให้ปัจจุบันวิ่งไปหาตรงนั้นให้ได้ พอล้มแล้วเริ่มใหม่ บาดแผลเยอะแยะก็ช่างมันแต่ต้องไปให้ถึง นี่คือความท้าทายที่พวกเขาสร้างขึ้นมา
  
เราจึงเห็นได้ว่า วัยสี่สิบมักสอนเราด้วยการให้สติ และวัยสามสิบมักกระตุ้นให้สี่สิบไม่หมดไฟ
 
ความสมดุลของสองวัยนี้นับเป็นความพอดีที่ผู้เขียนได้พบมา บางครั้งสามสิบขาดสติแต่มีไฟก็เป็นบ่อย แต่พอเจอสี่สิบหมดไฟเราก็จัดที่ชาร์ตให้ได้ทันที ทั้งสองวัยนี้เลยกลายเป็นสองวัยที่เติมกันได้พอดีๆอย่างไม่ยาก แต่ไม่ว่าจะวัยไหน ถ้าเราเจอคลื่นที่จูนกันติดแล้ว ที่สามารถเติมเต็มชีวิตให้กันได้ไม่ว่าพาร์ทไหนก็ตาม มันก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ คุณอาจจะเจอคุณน้าวัยห้าสิบ หรือคุณลุงวัยหกสิบ ที่คอยสอนประสบการณ์ดีๆ แล้วเด็กวัยยี่สิบที่เต็มไปด้วยความสนุกมาเติมพลังให้ นั่นก็เป็นเรื่องที่สมดุลได้ดีเหมือนกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ก็แค่เดินหน้าต่อไป อย่าหยุดกับบาดแผลเดิมๆ แล้วเติมไฟให้กันค่ะ นั่นแหละดีที่สุด
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
“นักโทษประหารชีวิต”   คือ  ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายและได้รับคำพิพากษาจากศาลให้ประหารชีวิต เมื่อใดที่เป็นนักโทษเด็ดขาด(ศาลฎีกาพิพากษาแล้ว) ก็ยังมีโอกาสยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษและเฝ้ารอลุ้นว่าเมื่อใดที่มีหน่วยคอมมานโดเข้ามายืนอยู่หน้าห้องขัง และไขประตูห้องขังให้เปิดออก  
บางคนถูก locked in กับงานที่ไม่ชอบ มักไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับ passion ที่มีนัก เพราะกว่าจะมีเวลาว่าง ก็อ่อนล้าทั้งกายและใจเสียแล้ว และนั่นทำให้ความฝันและ project ต่างๆที่อาจจะมีอยู่ในใจมานานแสนนาน ต้องรอไปก่อนอีกนานแสนนานเช่นกัน