ดาริน สาวน้อยมนุษย์เงินเดือน เพิ่งมีเงินเก็บก้อนใหญ่จากงานที่ทำมาตลอดหลายปีตั้งแต่เรียนจบ เธอกำลังลังเลอยู่ว่าจะใช้เงินก้อนนี้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระหว่างนำไปเป็นทุนเรียนต่อปริญญาโทในสาขาวิชาที่ชอบ แต่จะทำให้เงินก้อนนี้หมดไปทันที หรือซื้อรถยนต์สักคัน เพราะทุกวันนี้เธอเดินทางไกลมากต้องต่อรถและเรือหลายทอด แต่ก็กลัวต้องเสียค่าบำรุงและค่าน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน เธอก็อยากใช้เงินก้อนนี้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ด้วยการพาทั้งครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ก็ทำให้เธอไม่ได้เรียนต่อหรือมีรถในฝัน
ทางเลือกแต่ละข้อน่าสนใจ แต่ก็มีข้อเสียที่ทำให้ตัดสินใจได้ยากเช่นกัน
ดาริน ตัดสินใจโทร.ปรึกษา บงกช โค้ชและที่ปรึกษาด้านการจัดระเบียบบ้านและเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยมานาน เธอหวังว่าจะได้คำแนะนำอะไรดีๆ ที่ช่วยจัดระเบียบความคิดเธอได้บ้าง
ต้นเดือน กันยายนปี 2018 แฮชแท็ก #NikeBoycott กลายเป็นเทรนด์ในทวิตเตอร์ พร้อมกับการที่คนลุกขึ้นมาถ่ายรูปเผารองเท้า Nike กันจนเป็นกระแส เมื่อ Nike บริษัทผลิตรองเท้าและอุปกรณ์กีฬาชื่อดังระดับโลก เปิดตัวโฆษณาชิ้นใหม่ ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ เพื่อฉลอง 30 ปี ของสโลแกน Just do it ที่มาพร้อมกับภาพของผู้ชายผมหยิกฟู กับคำโปรยว่า “Believe in something, Even if it means sacrificing everything” (จงเชื่อมั่นในบางสิ่ง แม้ว่ามันหมายถึงการละทิ้งทุกอย่างไป)
เนื้อหาและถ้อยคำของโฆษณาไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเพราะนักกีฬานำแสดงในผลงานโฆษณาชุดใหม่คือ Colin Keapernick นักอเมริกันฟุตบอล ควอเตอร์แบ็กจากทีมซานฟานซิสโก โฟร์ตี้ไนท์เนอร์
ในปี 2016 Colin กลายเป็นข่าวโด่งดังจากการที่เขาปฏิเสธการยืนเคารพเพลงชาติก่อนการแข่งขัน NFL แล้วนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งแทน เพื่อประท้วงความไม่เป็นธรรมทางเชื้อชาติในอเมริกา
การที่ Colin ตัดสินใจทำแบบนั้น ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ต่อต้านอย่างรุนแรง หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ Colin กลายเป็นนักกีฬาไร้สังกัด ไม่มีทีมไหนที่จ้างเขามาเป็นผู้เล่นประจำทีม
แต่แล้ว จู่ๆ Nike กลับเลือก Colin มานำแสดงในผลงานโฆษณาชุดนี้ นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนที่ไม่พอใจตัวเขาอยู่แล้วลุกขึ้นมาต่อต้านอีกครั้ง ปรากฏการณ์นี้ทำให้หุ้นของ Nike ตกลง 3%
ขณะเดียวกันกลับมีนักวิชาการมองว่านี่เป็นแผนการตลาดที่แยบยล เพราะในระยะสั้นอาจทำให้ Nike เสียลูกค้าบางส่วนไป แต่ในระยะยาวแล้ว จะทำให้ได้ลูกค้าที่มีแนวความคิดอุดมการณ์เดียวกัน (ซึ่งคือคนทั่วโลกที่มีเชื้อชาติต่างๆ สีผิวต่างๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะชาวอเมริกันเท่านั้น)
กลยุทธ์ “เลือกข้าง” ครั้งนี้ทำให้ Nike ปักธงแบรนด์ที่ไม่ได้ยึดติดแค่คำว่า “ชาติ” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นผู้กล้าประกาศจุดยืนที่ยึดมั่นและศรัทธาในคำว่า “มนุษย์” มากกว่า
แม้ความเชื่อมั่นและการตัดสินใจของ Colin และ Nike จะทำให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ รายได้ รวมถึงศรัทธาของแฟนคลับ (โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา) เป็นจำนวนมาก ซึ่งการยึดถือความฝัน ค่านิยม มีสิ่งที่ต้องแลกมามากมาย และบางครั้งการยึดถืออะไรมากๆ เราก็กลัวเป็นการ “ยึดติด” และเลือกทางผิด
ถ้าวัดกันด้วย “ปริมาณ” แล้ว
ของที่ตัดทิ้งไปมักมีมากกว่าของที่เราเลือกเก็บไว้
และ“คุณค่า” ของสิ่งที่เราเลือกไว้นั้นมีมากหรือน้อยอยู่ที่หัวใจเราประเมิน
ดารินบอกข้อดีข้อเสียของทางเลือกแต่ละด้านได้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาตอนนี้คือเธอยังตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งไม่ได้เสียที
เพื่อนสาวปลายสายนั่งฟังอย่างสงบ ไม่มีคำแนะนำใดๆ มีแต่เพียงคำถามสั้นๆ กลับมาแทนว่า
“ตอนนี้ห้องนอนของเธอเป็นยังไงบ้าง?”
คำพูดของบงกชไม่เกี่ยวกับปัญหาที่ดารินเล่ามาทั้งหมดเลย แต่ในห้วงเวลานั้น เธอสังเกตว่า รอบๆ ตัวเธอเต็มไปด้วยกองเสื้อผ้าและข้าวของมากมาย จนเรียกว่า นอกจากจะอยู่ในความสับสนของชีวิต ตอนนี้เธอยังตกอยู่ในภาวะบ้านรกอีกด้วย
เสียงปลายสายดังแทรกขึ้นมา “ทุกๆ ตัวเลือกมีข้อดี ข้อด้อยไม่เหมือนกัน และมันก็น่าสนใจทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการถามตัวเองว่า ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่ต้องการอะไรมากที่สุดมากกว่า”
“แล้วเราควรทำไงดี?” ดารินถาม
“งั้นลองมาคัดข้าวของในบ้านกัน” เพื่อนสาวพูด “คำตอบของเธออยู่ในนั้นแหละ”






