“ทำไงดี ? ไม่รู้จริงๆว่า ทำอะไรผิดไป เขาเปลี่ยนไปจริงๆ” หญฺิงสาวปรารภกับเพื่อนหญิงหลังจากเล่ายาวเป็นชุด “ คิดถึงวันแรกๆแล้วก็เสียดาย เขาดูดีมากเลยตอนนั้น มันต้องมีอะไรบางอย่าง ฉันชักสูญเสียความมั่นใจตัวเองแล้วล่ะ ไม่รู้พลาดอะไร ตอนนี้ควรจะทำยังไงดี ? ” เธอพูดแล้วถอนใจ
เพื่อนสาวนิ่งคิดไป เหลือบมองหนังสือที่ึอ่านค้างไว้ แล้วหันมาสบตากับหญิงสาวที่กำลังรอคำตอบ
“ไม่ต้องทำอะไรเลย” เธอตอบอย่างมั่นใจ
----------------------------------------------------------------
ในหนังสือ Think Fast and Slow ของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาระดับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ เล่าถึงการฝึกนักบินของกองทัพอากาศอิสราเอล ที่ครูฝึกเชื่อว่า การดุด่าทำให้นักบินเก่งขึ้นในการนำเครื่องบินลง ส่วนการพูดดีๆจะทำให้นักบินไม่ใส่ใจและทำไม่ได้ดี จึงนิยมใช้วิธีนี้เป็นมาตราฐานในการฝึกของกองทัพ
แต่ Kahneman ได้พิสูจน์ต่อมาให้เห็นว่า ความคิดเช่นนั้นเป็นภาพลวง เพราะการนำเครื่องบินลงย่อมมีทั้งดีและไม่ดี และขึ้นอยู่กับสารพัดปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ลม แรงดันในยาง อุณหภูมิ น้ำหนักเครื่องบินที่บรรทุกที่รวมถึงเชื้อเพลิง หากนำสถิติประสิทธิภาพการนำเครื่องลงมาพล็อตกราฟ ก็จะได้เส้นหยัก ขึ้นๆลงๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนเป็นปกติ ดังนั้น ที่เชื่อว่า “ด่าแล้วดี” เป็นจึงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น การ landing ที่ไม่ดีมักจะตามด้วยการ landing ที่ดีกว่าด้วยตัวของมันเอง
หลายอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเหตุผลเบื้องหลังอะไรมากไปกว่า “การกลับคืนสู่สามัญ” หรือที่ในทางคณิตศาสตร์เรียกว่า “Regression to the Mean” นั่นคือ สิ่งที่เคยผิดไปจากปกติ จะกลับสู่ปกติของมันเมื่อเวลาผ่านไป หรืออย่างที่พูดกันว่า what going up must come down (รวมทั้ง what going down must come up ด้วย)
Regression to the Mean มาจาก Francis Gaston ผู้เป็นญาติของ Charles Darwin ที่พบว่า ลูกของพ่อแม่ที่สูงมักจะเตี้ยลง ส่วนลูกของพ่อแม่ที่เตี้ย มักจะสูงกว่าพ่อแม่ นั่นคือ ความสูงของคนหรือความเตี้ยที่ผิดแผกไปจากคนส่วนใหญ่ ในที่สุดจะเริ่มกลับเข้าหาค่าเฉลี่ยหรือความสามัญ อันเป็นความสูงปกติของมนุษย์
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เรามักลืมกฏธรรมชาติข้อนี้ไป และไปปักใจเชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุผลซ่อนอยู่เสมอ และจะต้องขุดคุ้ยหาเหตุผลนั้นมาให้ได้ เมื่อไม่ได้ ก็สร้างสมมติฐานขึ้นมาเอง และถือยึดเป็น “เหตุผล” ไปเสียเลย อาการนี้เรียกกันว่า Regression Fallacy ทั้งที่มันไม่มีสาเหตุอื่นใดเลย
คนไข้ป่วยมานาน จนยาเดิมๆที่เคยใช้ไม่ได้ผล เลยทดลองยาใหม่อย่างหนึ่งเข้าไป ภายในเวลาต่อมา อาการดีขึ้น เลยสรุปว่ายานั้นได้ผล ซึ่งความจริงอาจเป็นเพียงว่า คนเรามักลองวิธีใหม่หลังจากหมดหวังจากวิธีเดิม ซึ่งจุดที่หมดหวัง มักเป็นจุดที่หนักที่สุด นั่นหมายถึงว่า อะไรๆต่อจากนั้นก็ย่อมจะดีขึ้น นั่นคือ คนไข้เริ่มฟื้นตามธรรมชาติของ regression to the mean โดยอาจจะไม่เกี่ยวกับยาใหม่นั้น หรือยาใดๆเลย ก็ได้
นักกีฬาใดก็ตามที่ขึ้นปกนิตยสาร Sport Illustrated หรือ SI มัก performance ตกในเวลาต่อมา จนเรียกกันว่า “SI Jinx” หรือ “อาถรรพณ์ปกนิตยสาร SI” ทำให้นักกีฬาบางคนถึงกับกลัวไม่ยอมขึ้นปก ถึงแม้จะได้ค่าตอบแทนดี ทั้งที่ความจริงมีอยู่เพียงว่า เมื่อนักกีฬาคนใดคว้าสถิติหรือชัยชนะยิ่งใหญ่ได้ SI ก็จะเอามาขึ้นปกและเขียนเรื่อง ซึ่งชัยชนะสุดยอดนั้นก็คือ “เหตุการณ์แปลกแยก” หรือ outliner event นั่นเอง จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ในเวลาต่อมา นักกีฬาผู้นั้นไม่สามารถทำสถิติอย่างเดิมได้อีก จนดูเสมือนว่า เขาตกต่ำลงเพราะขึ้นปกหนังสือ
เช่นเดียวกับ ภาพยนตร์ดังๆ ที่ตามมาด้วยภาคต่อหรือ sequel หรือ prequel ที่ไม่ทำเงินเท่ากับภาคแรก นักวิจารณ์พยายามให้เหตุผลต่างๆว่า ทำไมทำเงินไม่ดีเท่า original ทั้งที่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นแค่ว่า ภาค original นั้นต้องประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ถึงจะมีแรงจูงใจให้สร้างภาคต่อๆตามมา และความสำเร็จเหลือล้นนี่เอง ทำให้ไม่ว่าภาคต่อไหนๆ ไม่มีทางทำสำเร็จอย่างนั้นได้อีก ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของ math ไม่ใช่เรื่องของ ผู้กำกับหรือดารา
หรือในทางตรงข้าม นักการเมืองที่รับมรดกเศรษฐกิจตกต่ำมักจะโชคดี เพราะวงจรเศรษฐกิจที่ตกต่ำมักหวนกลับขึ้นด้วยตัวของมันเองตามกลไกเศรษฐศาสตร์ กลายเป็นฮีโร่โดยไม่ยาก หรือ CEO บางคนกลายเป็น celeb ง่ายๆจากถูกยกย่องว่าเป็นผู้กอบกู้บริษัทจากความหายนะ ด้วยสาเหตุเพียงได้เข้ามาบริหารในช่วงที่เลวร้ายสุด ทำให้เขาสามารถอาศัยเกาะวงจรธุรกิจในช่วงตลาดฟื้นได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก
แต่ในชีวิตประจำวัน เราไม่ค่อยคิดถึง Regression to the Mean เท่าใดนัก เราต้องการ “คำตอบ” ให้ได้เสมอ อีกทั้งคงไม่มี consultant คนไหนหรือผู้เชี่ยวชาญคนไหน ทำรายได้ดีจากการให้คำตอบว่า “ไม่มีอะไรต้องทำ เพราะมันเป็นเพียง regression to the mean” แม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม เราจึงมักจะพบกับคำตอบแบบ forced answer ที่บรรจุเหตุผลยืดยาวเหตุผลพร้อมกับวิธีแก้ไข ซึ่งที่จริงแล้ว นั่นอาจเป็นการเปิดประเด็นปัญหาใหม่ ไปรบกวนระบบ จนทำให้เรื่องบานปลายไม่จบ ก็เป็นได้

และการเค้นและเฟ้นหาคำตอบ ทั้งๆที่มันไม่มีนี่เอง ทำให้หลายคนต้องรับบท “แพะ” แทนคำตอบนั้น
เพราะ ในชีวิตการทำงาน ย่อมมีวันดีและไม่ดี หากผู้บริหารบังเอิญมาเห็นในวันที่ทำงานแย่ ก็อาจจะถูกด่าฟรีและไม่รุ่ง ดังนั้น นักบริหารที่ฉลาดจะต้องมองภาพรวมที่ผ่านมา ไม่ใช่มองแบบ snap shot และทึกทักเอาว่า นั่นคือภาพจริง หรือในทางคณิตศาสตร์บอกว่า ไปมองเอาค่า extreme แล้วทุบโต๊ะบอกว่านี่คือค่า mean ซึ่งนั่นคือ Regression Fallacy
ด้วยเหตุว่า Regression to the mean ทำงานควบกับ Law of the Large Numbers ที่ว่า หากเราทำซ้ำเดิมมากๆ อะไรที่ดูแปลกๆ ก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ เช่น มันจะต้องมีครั้งที่แย่มากและดีมากเป็นของธรรมดา เปรียบได้กับ distribution graph ที่มีข้อมูลมากพอ จะต้องมีปลายหาง หรือ tail ทั้งสองด้านเสมอ อันแสดงถึงเหตุการณ์ที่ผิดแปลกไปจากธรรมดา ที่เป็นสัจธรรมในชีวิต
และที่สำคัญที่สุดสำหรับ Regression Fallacy นั้น ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับว่า “ตัวเราเองเป็นเหยื่อเสียเอง” ทำทำให้ เราสูญเสียความมั่นใจ หมดกำลังใจอย่างถาวร เพียงเพราะผลงานที่เพิ่งผ่านไป ไม่เอาไหนอย่างแรง จนทำให้เราถอดใจ ถอนตัวเลิกทำไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆที่ความเลวร้ายนั้นอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ผิดแปลกชั่วคราว ที่พอครั้งต่อไปมันก็จะกลับเข้าสู่ mean ตามปกติแล้ว
ดังนั้น เมื่อเราได้ทำอะไรแย่ๆลงไป หรือพบกับสิ่งเลวร้าย ลองถามตัวเองดูก่อนว่า มันเป็นเพราะ Regression to the Mean หรือเปล่า แล้วอาจพบว่า มีหลายครั้งที่ strategy เฉียบขาดในการจัดการกับปัญหาคือ
“ไม่ต้องทำอะไรเลย” หรือ “Do nothing”
--------------------------------------------------------------
...“ไม่ต้องทำไรเลย? ทำไม?” หญิงสาวถามงงๆ
“ช่ายแล้ว prince charming ของเธอกลับคืนสู่ regress to the mean ของเขาแล้วล่ะ และดูเหมือน mean ของเจ้าชายเธอก็คือ “กบ” ธรรมดานี่เอง เธอทำอะไรไม่ได้หรอก และที่ผ่านมาก็ไม่ใช่เพราะเธอไปทำอะไรผิด เพราะนี่คือตัวตนที่แท้จริงของเค้า”
“เอ่อ..” หญิงสาวอึ้งไปนาน ด้วยความรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าจะเสียใจหรือโล่งใจดี
“เอาอย่างชั้นดิ ไม่ต้องเสียดาย เพราะไม่ว่าใครเข้ามาตอนนี้ก็เป็นแค่ตัวเทียบภายใน 67% แรก” เพื่อนสาวหัวเราะ พร้อมกับหยิบหนังสือ ของ Kahneman ที่เปิดค้างไว้ ใส่ลงในกระเป๋าเคียงข้างร้องเท้าเต้นรำของเธอ






