และแล้ววันหนึ่ง ยูน- ปัณพัท เตชเมธากุล ได้โพสต์ภาพงานของตนเองลงอินสตาแกรม แล้วติดแฮชแท็ก GucciCruiseNYC ชีวิตก็เลยเปลี่ยน เมื่อ Gucci ถูกใจภาพและติดต่อขอร่วมงาน จากนั้นยูนก็ดึงออซซี่- อรช โชลิตกุล มาร่วมสร้างผลงานนิทานสัตว์สุดมหัศจรรย์ The Wonder Factory ที่ Gucci จัดทำเพื่องานเปิดตัวเครื่องประดับคอลเล็กชั่นใหม่ Le Marché des Merveilles โดยเฉพาะ ไปด้วยกัน
ทั้งคู่พิสูจน์ให้เห็น ว่าคนเราไม่ควรนั่งรอโอกาสให้เข้ามา เพราะทุกคนสามารถสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้
ก่อนที่จะได้ร่วมงานกับ Gucci ทั้งยูนและออซซี่ทำอะไรกันอยู่คะ
ยูน : เราทั้งฝึกงาน และได้ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นมาตลอดเจ็ดปี และได้เลื่อนตำแหน่งมาจนได้เป็น Creative Director ของ Kloset ค่ะ ได้ฝึกทั้งสกิลการจัดการและด้านศิลปะด้วย ส่วนเรื่องวาดรูป เราวาดมาตลอดไม่เคยหยุดค่ะ
ออสซี่ : จริงๆของออซซี่ก็ทำมาตลอดค่ะ แต่เพิ่งจะลาออกจากงานประจำมาทำเต็มตัว ก่อนหน้านี้เราทำงานเป็นผู้จัดการหมู่บ้านศิลปินที่พัทยา ตอนนี้เราอยากใช้เวลาที่มีโฟกัสสร้างงานของตัวเองจริงๆจังๆ ล่าสุดก็ทำหนังสือของตัวเองค่ะ ทำมาห้าปีแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างหาโรงพิมพ์ด้วยเงินทุนของตัวเอง

ได้ไปร่วมงานใหญ่ขนาดนี้กับ Gucci ได้อย่างไรคะ
ยูน : อย่างที่บอกว่าเราชอบวาดรูปมาตลอด แต่ไม่เคยสนใจอะไรกับโลก Social เลย ไม่เคยโพสต์งานตัวเอง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตอบตัวเองไม่ได้ จริงๆแล้วเราก็อยากให้คนรู้นะ ว่านี่เป็นงานของเรา แต่เราไม่เคยไปบอกใคร งงมั้ยคะ (หัวเราะ) ตั้งแต่ทำงานประจำแล้ว ทำอะไรไปก็ไม่เคยโพสต์ จนมีพี่คนนึงมาพูดกับเราว่า งานที่เรามัวเก็บไว้กับตัวเองจะไม่มีใครได้เห็นเลยนะ มันคือความฝันและจุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่เหรอ จากนั้นเราก็เริ่มเปลี่ยนความคิดค่ะ เพราะเราเคยกลัวว่าโลก Social จะมาแทรกชีวิตส่วนตัวของเรามากจนเกินไป แต่ว่าทุกวันนี้เราก็ไม่โพสต์เรื่องส่วนตัวเลยนะคะ

ออซซี่ : เรื่องนี้เราก็เป็นมากๆเหมือนกัน อย่างรูปงานก็ไม่ค่อยโพสต์ คือไม่ชอบโพสต์อะไรเล็กๆบ่อยๆ ชอบรอทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบแล้วโพสต์ทีเดียว คล้ายๆ Perfectionist มั้งคะ
ยูน : พอเราเริ่มเปิดใจกับโลก Social ได้พักนึง ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2015 ที่ Gucci เปลี่ยน Creative Director พอดี เป็นคุณ Alessandro Michele และเป็นช่วงคอลเล็กชั่นที่สองของ Cruise พอเราได้เห็นก็รู้สึกว่าชอบไดเร็กชั่นของคอลเล็กชั่นนี้จังเลย ก็เลยวาดรูปแล้วติดแฮชแท็กไปว่า #GucciCruiseNYC ซึ่งไม่ได้มีแคมเปญอะไรทั้งนั้น มันเป็นแค่แฮชแท็กที่เค้าเอาไว้โปรโมตคอลเล็กชั่นนี้

ผ่านไปสักพักก็มีข้อความส่งมาหาเราใน Direct Message ของ IG มาแนะนำตัว ว่าเขาเป็น Social media specialist ของ Gucci นะ เราก็ตกใจมาก ปนไม่แน่ใจว่านี่ตัวจริงหรือเปล่า(หัวเราะ) เพราะว่าคนที่ส่งมาเขาใช้ Account ส่วนตัวส่งมา แล้วก็บอกว่าสนใจให้เราไปร่วมงานด้วย จากนั้นก็แค่แลกอีเมลล์กันเฉยๆ ซึ่งจริงๆแล้วตอนนั้น คุณ Alessandro Michele มาฟอลโลเราแล้วนะ แต่เราไม่รู้ว่านั่นเป็นเค้า เพราะเค้าใช้ชื่อว่า @lallo25 แถมตอนนั้นคนก็ยังไม่ได้ฟอลโลเค้าเยอะเท่าทุกวันนี้ จนช่วงปลายปี 2015 เค้าก็ติดต่อมาอีกครั้งเพื่อชวนให้ไปร่วมแคมเปญ GucciGram Tian คือการที่เค้าเลือกศิลปินแถบเอเชียจากโลก Social Media มาสร้างผลงานเกี่ยวกับลายผ้าของเค้า โดยที่ Present ออกมาให้เป็นตัวเราเอง ก็เลยได้ร่วมงานกับ Gucci เป็นครั้งแรกค่ะ ตอนนั้นก็ทำให้เค้าไปทั้งหมดสามภาพค่ะ

การตอบรับจากเขาเป็นอย่างไรบ้างคะ
ยูน : ดีค่ะ แล้วที่ตลกมากคือ ภาพที่เราวาดมันคือไก่ฟ้า แต่มีคนมา Comment เต็มไปหมดเลยว่า นี่มัน Donald Trump (หัวเราะ)
แต่ก็เหมือนนะคะ
ยูน : อะไรหัวสีเหลืองก็คงเหมือนหมดนะคะ ตอนนั้นนางยังไม่ได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเลยนะ (หัวเราะ)
แล้วหลังจากนั้นได้ร่วมงานใหญ่อีกครั้งได้ยังไงคะ
ยูน : ก็หลังจากงานแรกผ่านไปได้สักพัก ช่วงปลายปี 2016 เค้าก็ติดต่อมาอีกที บอกว่ามีโปรเจ็ก Fairy tale ที่อยากให้เราทำ คราวนี้แต่งเรื่องด้วย ไม่ใช่แค่วาด เราก็เริ่มคิดว่ามีแต่งเรื่องด้วยจะไหวไหม เวลาก็กระชั้นชิดด้วย แค่สองเดือน ก็เลยนึกถึงออซซี่ขึ้นมา เพราะจำได้ว่านางทำหนังสืออยู่ ก็เลยกริ๊งหาขอร้องให้ช่วยหน่อย จากนั้นเราก็บอกทาง Gucci ไปว่าจะมีเพื่อนคนนี้มาช่วยเขียนเรื่อง เลยได้มาทำด้วยกัน

ทาง Gucci บอกรายละเอียดให้เราแค่ไหนคะ
ออซซี่ : ตอนแรกยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากค่ะ บอกแค่ว่าเป็นหนังสือ Fairy tale และให้ทำออกมาในแบบของเรา ส่วน Reference ที่เค้าให้มาก็คือหนังสือ Fairy tale ที่ดูเก่ามากๆ Vintage มากๆ แล้วก็บอกอีกว่าหนังสือเล่มนี้จะใช้ประกอบ Collection เครื่องประดับของ Gucci ซึ่งนอกจากเราแล้ว ก็จะมีศิลปินอื่นๆอีกประมาณ 6 คนด้วยกันสำหรับโปรเจ็กนี้
เค้ากำหนดไหมคะว่าให้วาดกี่ภาพ ความยาวกี่หน้า
ออซซี่ : เค้ามี Format มาให้ค่ะ ว่าเนื้อเรื่องกี่คำ จัดเรียงยังไง ขนาดเท่าไหร่ ภาพอยู่ตรงไหน เนื้อเรื่องอยู่ตรงไหน โดยให้ทำทั้งหมด 7 หน้าคู่ รวม 14 ภาพ
โจทย์กว้างมากเหมือนกันนะคะเนี่ย ไม่มีโครงเรื่องอะไรเลย
ยูน : กว้างมากค่ะ ทุกครั้งที่ Gucci ให้โจทย์ยูนมา เค้าไม่ตีกรอบเลย คืออะไรก็ได้ที่เป็นเรา เราก็เลยสนุกมาก Happy มาก
ออซซี่ : เค้า Treat ยูนเป็นศิลปินเลยค่ะ ไม่ใช่ illustrator เลยค่อนข้างให้อิสระ คือยูทำตามแบบของยูไปเลย เอาแค่ตามโจทย์เท่านั้น

แล้วเค้ามีแก้งานเราไหมคะ
ออซซี่ : แทบจะไม่เลยค่ะ แล้วเรื่องที่พีคก็คือพอเราส่งเรื่องแรกไป สักพักนึงเค้าก็ติดต่อกลับมาใหม่ บอกว่าดูงานของเราแล้ว มันตรงกับแนวทางที่เค้าอยากได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเค้าจะให้เราทำต่อ เอาแค่เรื่องของพวกเราสองคนเลย ไม่มีศิลปินคนอื่นแล้ว เค้าขอให้เราทำเพิ่มอีกสองเรื่อง ในระยะเวลาสองเดือน
พอเค้าบอกแบบนั้น ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้างคะ
ออซซี่ : กรี๊ดมากค่ะ คิดดูนี่คือหนังสือ Fairy tale ของ Gucci ที่เป็นเรื่องราวจากพวกเราสองคนเท่านั้น
ยูน : เราบอกตัวเองเลยว่าจะทิ้งทุกอย่างเพื่อทำสิ่งนี้ โชคดีที่ตอนนั้นกำลังจะออกจากงานประจำอยู่แล้ว เป็นช่วงเก็บงานขั้นสุดท้าย
ออซซี่ : ส่วนเราตอนนั้นเป็นศิลปินอิสระอยู่ ก็เลยค่อนข้าง Flexible มากๆ
ขยายเพิ่มเป็นทั้งหมดสามเรื่อง เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไหมคะ Format เดิมหรือเปล่า
ออซซี่ : Format เดียวกันเลย เป็นสามเรื่องที่ไม่ต่อกัน แต่อยู่ในธีมเดียวกัน นั่นคือ Wonder Factory ค่ะ เค้าไม่ได้กำหนดธีมมาให้นะคะ เราคุยกันเองว่าอยากจะได้ธีมนี้เพราะอยากจะทำอะไรที่ตอบโจทย์ความเป็น Jewelry Collection ของเค้า และตอบโจทย์ความเป็นยูนอย่างเต็มที่ด้วย นี่ มันคือการเปิดตัวยูนที่ Gucci เลยนะ เราก็คิดฟุ้งซ่านกันไปเรื่อย จนสุดท้ายมาลงตัวที่โรงงานทำ Jewelry ที่มีสัตว์ต่างชนิดมาอยู่ด้วยกัน
ยูน : มันตรงกับ Character ที่ยูนชอบวาดด้วย เราชอบวาดสัตว์ที่มีท่าทีนวยนาดอะค่ะ(หัวเราะ)
ออซซี่ : อีกอย่างคือมันได้ภาพที่เป็นมุมมองของฝ่ายผลิต หรือคนทำ Jewelry ด้วย เพราะปกติการเล่าเรื่องราว มันมักจะมาในมุมของคนที่สวมใส่ Jewelry สวยๆ เราเลยอยากให้มันแตกต่างออกไป
ทราบมาว่ามีประเด็นของรักร่วมเพศด้วย
ยูน : เราอยากให้ Fairy Tale นี้มีความเป็นเราซ่อนอยู่ค่ะ สมัยนี้คนเราชอบตั้งคำถามกันว่า ทำไมถึงไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าคนๆนึงคิดไม่เหมือนเรา เราจะตั้งคำถามว่า ทำไมล่ะ ทำไมเธอคิดไม่เหมือนเรา แต่ว่าในเรื่องนี้ ปลาโลมารักกับเสือดำ เพื่อนๆที่อยู่ในโรงงานซึ่งล้วนเป็นสัตว์ที่ต่างชนิดกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครสงสัยหรือมีคำถามว่า สองคนนี้รักกันได้ยังไง ทุกคนช่วยกันเพื่อให้เสือดำมีชีวิตขึ้นมา เพื่อมารักกับปลาโลมาให้ได้

ออซซี่ : แล้วด้วยความที่เป็น Fairy Tale ทุกอย่างมันเลย Make Sense โดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย เราจะแต่งเรื่องยังไงก็ได้ เพ้อแค่ไหนก็ได้ อย่างเสือดำตอนแรกก็เป็นรูปปั้นที่คอยปกป้องโรงงาน พอวันให้ครบรอบ 99 ปี ก็จะมีเทพเจ้ามาจากสวรรค์ เพื่อให้พรหนึ่งข้อ ปลาโลมาก็เลยขอให้เสือดำมีชีวิตขึ้นมา เพราะตัวเองรักเสือดำที่คอยปกป้องโรงงานมาตลอด ส่วนสัตว์อื่นๆในโรงงานก็ไปหาของมาเซ่นไหว้เทพเจ้า
ยูน : ตรงนี้เราก็อยากจะแทรกความไทย-จีน เข้าไป ก็เลยมีเซ่นไหว้ด้วย
ฟุ้งดีนะคะ(หัวเราะ)
ออซซี่ : ฟุ้งได้อีกค่ะ ของเซ่นไหว้แต่ละอย่างฟุ้งมาก อย่างไก่ก็บินไปอีกดาวนึง เพื่อจิกเอาสะเก็ดดาวกลับมา ส่วนเสือก็พยายามไปเก็บน้ำตาล แล้วก็ได้เป็นเพชรมาแทน หรือผีเสื้อที่ส่งทีมไปเก็บน้ำผึ้ง แล้วใช้ความรู้ทางเคมีเปลี่ยนน้ำผึ้งให้กลายเป็นทอง
ยูน : ส่วนเทพเจ้าก็เป็นเทพเจ้าสิงโตนะคะ ในวันพระจันทร์เต็มดวงเทพเจ้าจะลงมาจากสวรรค์ แล้วก็เอาของเซ่นไหว้ทั้งหมดเข้าปากเคี้ยว แล้วคายออกมาเป็นหัวใจ จากนั้นก็เอาหัวใจไปใส่ให้รูปปั้นเสือดาว นางเลยมีชีวิตขึ้นมา

เห็นว่าชื่อสัตว์แต่ละตัว เป็นชื่อไทยทั้งนั้นเลย
ออซซี่ : ใช่ค่ะ เราคิดว่าไหนๆได้ทำงานกับ Gucci ทั้งที ก็เลยอยากแทรกความเป็นไทยเข้าไป อย่างไก่ก็เป็นไก่สยาม อินจัน อย่างเสือดำก็ชื่อ ศิราณี
ยูน : ทุกตัวชื่อไทยหมดเลย ลิงก็ชื่อมาโนช
น่ารักมากจริงๆค่ะ พูดถึงเรื่องการวาดบ้าง ยูนใช้คอมพิวเตอร์ช่วยบ้างไหมคะ
ยูน : เราวาดมือทั้งหมดเลยค่ะ แล้วค่อยสแกนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เราสองคนชอบทำอะไรด้วยมือมากกว่าค่ะ
แล้วเรื่องราวของอีกสองเรื่องเป็นยังไงคะ
ออซซี่ : เรื่องที่หนึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงงานใช่ไหมคะ ส่วนเรื่องที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนใหม่ที่เพิ่งมาทำงานที่โรงงานนี้ แล้วต้องปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ ชื่อเรื่องคือ A Very Big New Friend ตัวเอกคือช้างชื่อเอราวัณค่ะ
ยูน : นางชอบโรงงานนี้มาก แต่ด้วยความที่ตัวใหญ่ มือและเท้าก็ใหญ่ เลยไม่สามารถ Craft เครื่องประดับได้ แค่หันตัวแต่ละทีก็ชนคนอื่นไปทั่วแล้ว
ออซซี่ : แล้วตอนที่นั่งเศร้า ก็มีลิงแต่งหญิงชื่อมาโนชเอาต่างหูมาให้เพื่อปลอบใจ จนทำให้เอราวัณค้นพบประโยชน์ของตัวเองได้ว่า ในเมื่อฉันตัวใหญ่ งั้นฉันคอยยืนบังแดดบังฝนให้โรงงานก็แล้วกัน ในเรื่องเราเขียนเว่อร์มาก ว่าเอราวัณตัวใหญ่กว่าโรงงานอีกค่ะ

ยูน : และยังคอยสร้างสายรุ้งพาดผ่านให้คนที่อยู่ไกลๆรู้ด้วยนะ ว่าโรงงานอยู่ตรงนี้ สิ่งที่เรื่องนี้แฝงเอาไว้ก็คือ คนเราไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างเหมือนกัน แต่เราก็เป็นประโยชน์ในแบบที่แตกต่างกันได้
มีตัวยูนอยู่ในเรื่องบ้างไหมคะเนี่ย
ยูน : ยูนจะไปอยู่ในเรื่องสุดท้ายค่ะ เป็นเรื่องทางฝั่งลูกค้า แบบว่าโรงงานทำของเสร็จก็ส่งให้ลูกค้า
ออซซี่ : นกกระเรียนไปส่งของให้ลูกค้า แต่ดันทำของร่วงระหว่างทาง แล้วแมวตัวนึง ชื่อสีสวาท มาเจอห่อของเข้าก็เพ้อ ว่ามีเพื่อนในจินตนาการส่งของมาให้ สุดท้ายนกกระเรียนมาตามห่อของจนเจอ แมวก็เลยต้องคืนไป แต่สุดท้าย พอพ่อและแม่ของแมวสีสวาทกลับมาบ้าน ก็บังเอิญมีของที่ดันไปเหมือนกับของที่นกกระเรียนทำตกไว้ แล้วเอามาให้พอดี มันก็จะแฝงตัวตนของเราเข้าไป เหมือนกับว่าเราได้ของขวัญจาก Wonder Factory ในช่วงเวลาที่พอดี แมวสีสวาทนี่จริงๆแล้ว ใส่หน้ากากมาทั้งเรื่องเพราะปิดบังความเป็นตัวเอง แต่สุดท้ายพอยอมถอดหน้ากากออกก็ได้พบว่า ตัวเองมีความสุขขึ้น ซึ่งสิ่งที่แฝงเอาไว้ก็คือ คนเราควรยอมรับในสิ่งที่เราเป็น แต่ว่าถ้าจะเพ้อฝันไปบ้างก็ไม่ผิด

ยูน : คือพอมันมีแค่เราสองคนที่ได้ทำหนังสือนี้ เราก็เลยสามารถกำหนด Direction ของเรื่องราวได้ สามารถสร้างจุดเริ่มต้นและจุดจบของเรื่องได้อย่างอิสระมากๆค่ะ
หนังสือ Fairy Tale นี้มีวางขายบ้างไหมคะ หรือต้องทำยังไงถึงจะได้มาครอบครอง
ออซซี่ : เค้าให้เฉพาะแขกที่ไปร่วมงานวันเปิดตัว Collection เครื่องประดับนี้ ซึ่งเพิ่งจัดไปที่ญี่ปุ่นค่ะ เค้าบอกว่ามันจะเป็นอะไรที่ Exclusive มากๆ
ยูน : ของเราสองคนตอนนี้ก็ยังไม่ได้เลยค่ะ (หัวเราะ) เค้าเพิ่งส่งเมลล์มาบอกเมื่อไม่กี่วันก่อน ว่าจะส่งมาให้คนละเล่ม แค่นั้นเลย แต่ก็สามารถหาอ่านได้ใน Website ของ Gucci นะคะ ใน Facebook ของเค้าก็มีค่ะ
การทำงานของเราสองคนเป็นแบบภาพตามเรื่องหรือเรื่องตามภาพคะ
ออซซี่ : เราคุยกันตลอดและทำงานไปด้วยกันค่ะ ไม่ใช่ว่าออซซี่แต่งเรื่องจบแล้วยูนค่อยเอาไปวาดรูป แต่เราทำไปด้วยกัน เช่น ยูนอาจจะมาบอกว่า ฉันอยากวาดฉากนี้ แต่งเรื่องให้เข้ากับฉากนี้ให้หน่อยได้ไหม หรือบางทีก็คุยกันได้ว่า ฉันอยากให้มันแฟนซีกว่านี้อีก

ออซซี่ : อย่างตอนแรกผีเสื้อจะส่งผึ้งไปเก็บน้ำผึ้ง ยูนก็บอกว่าไม่ได้ เอาเป็นนกฮัมมิ่งเบิร์ดดีกว่า หรือถ้าจะวาดเป็ดก็ต้องเป็นเป็ดแมนดารินนะ เพราะสีมันสวย(หัวเราะ)
ยูน : ฉันจะไม่มีวันวาดเป็ดปากเหลือง มันธรรมดาไป(หัวเราะ)

ทำงานกับแบรนด์ดังระดับโลกแบบนี้ ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อไหมคะ
ออซซี่ : ถือว่าแฟร์มากๆค่ะ แล้วก็สามารถต่อรองได้ คือตอนแรกเค้าก็มีเสนอตัวเลขมาให้ค่ะ แต่เราสองคนก็ขอเพิ่มไปนิดหน่อย เพราะในสองเดือนที่มาทำงานนี้ เราต้องทิ้งทุกอย่าง คือตกลงกันได้ แฟร์มากๆค่ะ ส่วนวิธีการทำงานก็เป๊ะมากๆ มี Deadline ชัดเจน มี Contract ทุกอย่างอย่างละเอียด เค้าชัดเจนและเป็นระบบมาก อย่างเรื่องชื่อสัตว์ในเรื่องที่เป็นภาษาไทย เค้าก็รอบคอบมากๆ เช็กกับพวกเราอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่า ชื่อๆนั้นจะไม่ไป Offend ใคร
ยูน : อีกอย่างคือเค้าให้เครดิตพวกเราดีมากๆ แท็กชื่อเราสองคนตลอดเวลา ทั้งใน Facebook และใน Website หลักของ Gucci
ความท้าทายที่สุดของงานนี้คืออะไรคะ
ยูน : น่าจะแค่เรื่อง Deadline ที่มันกระชั้นมากๆนี่ละค่ะ
ออซซี่ : แล้วงานของยูนนี่คือวาดมือ 100% ด้วยค่ะ
ยูน : มีบางช่วงที่คิดว่าจะทำไม่ทันเหมือนกัน แล้วก็คิดว่าจะใช้วิธี Collage อย่างผึ้งสี่ตัวก็อาจจะวาดตัวเดียวแล้ว Collage เอาก็ได้ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นงานที่เราอยากทำให้ดีที่สุด ก็เลยยอมวาดผึ้งสี่ตัวไปเลย และเราก็จะได้เก็บงาน Original Art Work ที่เป็นงานของเราเอาไว้ด้วย
หลังจากงานเปิดตัวที่ญี่ปุ่น กระแสตอบรับถือว่าเกินคาดไหมคะ
ยูน : จริงๆเราก็คาดหวังไว้ระดับนึงนะ อยากให้คนชอบ เพราะขนาดเราทำเอง เรายังชอบ ยังคลั่งกันเองเลย (หัวเราะ) เห็นคนอื่นชอบก็ดีใจค่ะ คือ เวลาทำงานอะไรก็ตาม เราเชื่อว่าตัวเองต้องชอบมากๆก่อน ถึงจะยอมปล่อยมันออกไป ถ้าตัวเองยังไม่รู้สึกชอบก็จะไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด
เอกลักษณ์ในงานของเราคืออะไรคะ
ยูน : ของเรา เราชอบใช้สีสันเยอะๆ มีความ Oriental ไทยๆ-จีนๆอยู่ในงาน และจะชอบ twist งาน เพื่อไม่ให้ทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกันหมด แต่ก็ยังเข้ากันได้
ออซซี่ : งานเราทึมกว่าค่ะ ซึ่งบางคนจะบอกว่างานเรา Dark เราว่างานเรามีความ Abstract และเส้นโค้งเฉพาะตัวในแบบของเราค่ะ เราชอบความไม่สมบูรณ์ของภาพและ Text ที่พอมาอยู่ด้วยกันแล้วจะเกิดเป็นเรื่องขึ้นมา

ยูน : ทุกรูปที่ยูนวาดมันจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ เช่นรูปเสือสองตัวนี้ (งานส่วนตัว) ชื่อกลิ่นหอม และ กลิ่นเหม็น ตัวนึงปลอมตัวเพราะอยากให้คนมารัก ส่วนอีกตัวพอเค้ามารักก็ไปจิ้มตาเค้า ปลอมตัวเป็นดอกไม้ ก็เหมือนว่าจริงๆแล้วอยากจะมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ แต่ความจริงแล้วฉันเป็นเสือ มีสาบเสือ

หลังจากนี้มีแพลนทำอะไรด้วยกันอีกไหมคะ
ออซซี่ : ตอนนี้มีโปรเจ็กส่วนตัวที่จะทำหนังสือด้วยกัน ซึ่งงานนี้จะทั้งวาดและคิดเรื่องด้วยกัน เน้นความบ้าคลั่งค่ะ (หัวเราะ) จุดเชื่อมโยงของเราสองคนคือความเพ้อเจ้อที่เหมือนกัน แล้วเราก็อยากจะมี Solo Exhibition ของตัวเองด้วย
แล้วงานต่างประเทศจะมีอีกไหมคะ
ยูน : จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เรามีทำงานของ Instagram คือเค้ามีโปรเจ็กทำ Backdrop ไปตั้งที่นิวยอร์ก หรือลอนดอนเนี่ยล่ะ เราก็ทำเป็นลายนกหงส์หยก คุยกัน เต้นรำ อยู่ในสวน ทำเสร็จ และส่งไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้ค่าตอบแทนเรียบร้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าตกลงได้ใช้งานหรือเปล่านะคะ นอกจากนี้ที่คุยอยู่ตอนนี้ คือมี Night Club ที่ Soho จะให้เราทำ Paper ให้
เค้ารู้จักงานของเราได้ยังไงคะ
ยูน : ผ่านทาง Instagram ทั้งหมดเลยค่ะ มันคือวิธีที่ทำให้คนเสพงานเราได้ง่ายที่สุด และยังได้เจอแฟนๆที่ชื่นชอบผลงานของเราด้วย
มีอะไรอยากบอกถึงศิลปินแบบเรา หรือคนรุ่นใหม่ไหมคะ
ยูน : อยากให้ทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุด ยอมรับในการเป็นตัวของเอง อย่าพยายามเป็นในสิ่งที่อยากให้คนอื่นรัก ต้องรักตัวเองก่อน เพราะถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะสามารถทำทุกอย่างได้อย่างมั่นใจ แล้วเดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะแสดงออกมาเอง และอย่าท้อแท้ค่ะ สมัยก่อนเราเคยคิดนะ ว่าทำไมคนถึงไม่เห็นเราสักที แต่จริงๆแล้ว ทำไมเราไม่ลองถามตัวเองล่ะคะ ว่าทำไมฉันถึงไม่ทำตัวเองให้ถูกมองเห็น จะไปหวังให้คนอื่นมาโปรโมตเราเหรอ ไม่สิ เราควรพยายามโปรโมตงานของตัวเอง
ออซซี่ : ทำไปเรื่อยๆอย่าหยุดค่ะ แต่ถ้าทำถึงจุดหนึ่งแล้วเกิดคำถามว่า นี่คือสิ่งที่อยากทำจริงๆหรือเปล่า ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ชัดเจนแล้วว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ก็เลิกซะ เรามีเวลาชีวิตไม่เยอะ ไปหาอย่างอื่นที่ใช่ดีกว่า แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างมันอาศัยเวลาในการสร้างค่ะ จะด้วย Social Media หรืออะไรก็แล้วแต่ มันทำให้คนสมัยนี้ชอบคิดว่า เราสามารถดังได้ในชั่วข้ามคืน แต่จริงๆแล้วต้องดูด้วยว่า แล้วสิ่งที่สะสมมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ล่ะ อย่างยูนนี่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆจะได้มาวาดรูปให้ Gucci นะคะ
ยูน : เราสะสมพอร์ตมานาน ผ่านงานประจำที่สอนอะไรหลายๆอย่าง ผ่านการเรียนรู้ตัวเองจนเข้าใจตัวเองอย่างทุกวันนี้ ทุกอย่างมันมีเวลาที่เหมาะสมของมันค่ะ






