ต่อจากตอนที่แล้ว วันนี้เรามีเรื่องราวจากอีกสองแอร์โฮสเตสสาวจากอีกสองสายการบิน ทั้งสถานการณ์ที่ผู้โดยสารอยากสูบบุหรี่จัดจนพยายามเปิดประตูเครื่องออกไปสูบทั้งๆที่บินอยู่บนฟ้าซะอย่างนั้น หรือผู้โดยสารที่พยายามจะให้ทิปลูกเรือเพื่อหวังผลด้านอื่น
“ตอนนั้นเราเสิร์ฟอยู่ตรงชั้นธุรกิจ จำได้ว่าเป็นเที่ยวบินจากไทเป มากรุงเทพฯ แล้วก็จะมีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งที่จะต้องเดินทางต่อไปยังจุดหมายอื่นๆ ต้นเรื่องก็คือ ผู้ชายไต้หวันคนนึง เขาเดินทางมากับทัวร์ จะเดินทางต่อไปยังลอนดอน แต่มีวิสัยแปลกมาก และแยกตัวออกจากกลุ่มทัวร์คนอื่นๆ ไม่รู้แยกตัวเองออกมาเอง หรือไม่มีใครอยากคุยด้วย เดาว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง เริ่มตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาในเครื่อง ก็พุ่งตัวมาคุยเล่นกับ CP (Chief Purser) ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเรือ แอร์ธรรมดาไก่กาไม่คุยนะจ๊ะ ยิงภาษาไต้หวัน (จีนไต้หวัน) ใส่ไม่ยั้ง แล้วก็เริ่มแสดงเจตนารมณ์เลยว่า อยากมานั่งข้างหน้าตรงโซนธุรกิจ เห็นว่าเหลือที่ว่างตั้งเยอะ หัวหน้าก็ตอบกลับไปว่าไม่ได้ เพราะตามกฎมันไม่ได้อยู่แล้ว ต้องจ่ายเงินค่า Upgrade เท่านั้น แต่นางก็ยังไม่หยุด พยายามพูดจาหว่านล้อมเสียงดังไปเรื่อย ชวนคนโน้นคนนี้คุย เราก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่มาเจออีกหนึ่งความแปลก ก็คือพอเราเสิร์ฟอาหารรอบแรก ผู้ชายไต้หวันคนนี้ก็เริ่มอัดคลิป แล้วอัดไปเรื่อยๆไม่มีหยุด ทั้งคนอื่นๆบนเครื่อง และการทำงานของพนักงานต้อนรับ อัดตลอดเวลา คนเดินไปเดินมา พูดเลยว่าอย่างกับเน็ตไอดอลพาเที่ยว เราก็ไม่อยากมีปัญหา ก็ทำได้แค่เมินๆ แล้วพยายามเลี่ยง แต่เขาคนนี้ก็ยังไม่หยุด ยังพยายามจะรีเควสท์ ขอเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแปลกๆ เช่น ไวน์แดงผสมน้ำส้มใส่น้ำแข็ง ขอไม่เลิก แต่ว่าก็ยังคงเลือกคุยกับเฉพาะระดับ Class leader นะ ไม่คุยกับลูกเรือปกติ คือตลอดไฟลท์บิน พูดเยอะพูดแยะ วุ่นวายวึ่นวือจนพี่ Purser เรียกเขา (แบบเหน็บๆ) ว่าคนนี้น่ะ My friend แบบ นี่อะเพื่อนสนิท แต่สนิทจริงไหมอีกเรื่องนะ”(หัวเราะ)
แล้วตอนขอเครื่องดื่มก็ขอกับ Class Leader เหรอคะ
“อ้อ อันนั้นเป็นเรื่องเดียวที่จะคุยกับลูกเรือชั้นปกติค่ะ เรื่องอื่นไม่คุยเลย แล้วก็ตลกตรงที่เขาพยายามพรีเซนต์ตัวเองว่า รู้ไหมว่า ไอรวยมาก ไอทำงานหลายอย่าง งานที่พวกเธอไม่รู้หรอกว่าคืองานอะไร บริษัทดังๆข้ามชาติทั้งนั้น แต่มันแปลกตรงที่พอเราจะลองใจให้ลองคุยกับผู้โดยสารที่เป็นฝรั่ง เขากลับไม่ยอมคุย ทำเป็นบอกไม่เอาๆไม่คุย ทุกคนก็เลยรู้ว่า นี่มั่วแน่ๆ ยังไม่หมดนะ ยังหันมาบอกพวกเราว่าให้คอยดูแล และบริการเขาดีๆ เดี๋ยวเขาจะให้ทิป ตอนนั้นคือไม่ได้อยากได้หรอกนะ แต่แค่อยากลองใจว่าจะโม้อีกไหม แต่สุดท้ายเขาก็พูดซ้ำๆวนไปวนมาว่า เดี๋ยวให้นะ อุ๊ย! เดี๋ยวคนเห็น เดี๋ยวค่อยให้ เดี๋ยวให้นะ เดี๋ยวคนเห็น วนไปวนมาอยู่นั่น”
สรุปคือได้ให้อย่างที่พูดมั้ยคะ
“ไม่ให้ค่ะ แต่เราก็อยากลองใจไง หมั่นไส้เล็กๆ (หัวเราะ) แล้วเค้าก็แรงเยอะมากนะ ไม่พักเลย มีแค่ช่วงที่นอน ก็เงียบไปสักพัก แต่พอตื่นขึ้นมา ก็เดินวนคุยกะคนโน้นคนนี้ ถ่ายคลิป ขอเครื่องดื่มแปลกๆ แล้วก็อวดตัวเองใหม่ วนไปเรื่อยๆ จนเครื่องแลนด์เลย”
จริงๆการถ่ายคลิปคนอื่น มันเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ผู้โดยสารคนอื่นหรือลูกเรือมีสิทธิ์ห้ามไม่ให้ถ่ายหรือเปล่าคะ เรื่องความปลอดภัยด้วย
“มีสิทธิ์ค่ะ แต่เค้าก็แพนกล้องหนี แอบถ่ายใหม่บ้างอะไรบ้าง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัย เราเคยเจอผู้โดยสารล้มหัวฟาดเก้าอี้ด้วยนะคะ”
เล่าให้ฟังได้ไหมคะ
“คือผู้โดยสารคนนี้เป็นผู้ชายวัยประมาณ 50 จู่ๆก็ลุกขึ้นยืน เหมือนจะไปห้องน้ำ แต่ว่ายืนได้แป๊บเดียว ก็ล้มหัวฟาดขอบเก้าอี้ ตอนนั้นทุกคนก็ตกใจมาก รีบเข้าไปดูแก แต่โชคดีที่แกไม่เป็นอะไรมาก เราก็เลยรีบโทรบอกเพื่อนๆให้มาช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือลูกเรือทุกคนเวลาทำงานก็จะแยกๆกันอยู่ อาจจะอยู่กันคนละโซน คนละประตู แล้วเวลาเจอสถานการณ์ไม่ปกติใดๆ เราต้องประจำอยู่ตรงที่เกิดเหตุ เป็นกฎว่าเราไม่สามารถ Leave situation ได้ พอมีคนมาช่วยดู ก็เห็นอาการแกไม่ค่อยดี หายใจขัด ก็เลยตามหัวหน้า จากนั้นหัวหน้าก็พิจารณาว่า ต้องให้ออกซิเจนเขา”
ลูกเรือทุกคนต้องทำเป็นใช่ไหมคะ
“ใช่ค่ะ ทุกคนต้องทำเป็นเพราะเทรนมา คือมันจะมีออกซิเจนอยู่บนเครื่อง เราก็ใส่ให้เค้า ครอบปากกับจมูกเค้า เหมือนเวลาพ่นยาอะค่ะ แล้วก็จดเวลา เริ่มใช้ตอนไหน เลิกใช้ตอนไหน และใช้ไปกี่วอลลุ่ม กฎคือ ออกซิเจนที่ใช้ไปแล้วในหนึ่งถัง ต้องมีเหลือขั้นต่ำคือ 500 PSI ต่อหนึ่งถังนะคะ เช่นถ้ามี 2,000 PSI เราใช้ได้แค่ 1,500 PSI แล้วต้องหยุด ต้องเหลือ 500 PSI ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น PSI เหลือหนึ่งถัง
เหมือนเวลาพ่นยาค่ะค่อยๆหายใจ ก่อนนะคะ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัยจริงๆมี เรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคลด้วย
ในเครื่องบินหนึ่งลำจะมีถังออกซิเจนประมาณ 15 ถัง แล้วแต่ขนาดเครื่อง”
แล้วพอให้ออกซิเจน อาการเขาดีขึ้นไหมคะ
“ดีขึ้นค่ะ ส่วนมากที่เจอผู้โดยสารป่วยบนเครื่อง แล้วเราให้ออกซิเจนไปก็มีอาการดีขึ้นนะคะ”
แล้วถ้าในกรณีอาการไม่ดีขึ้นล่ะคะ
“ก็ถ้าไม่หายจริงๆ แบบอาการแย่ลง ก็จะมีการประกาศตามเรียกหมอบนเครื่อง ว่ามีใครเป็นหมอแล้วอยู่บนเครื่องมั้ย ถ้ามีก็ดีไป ถ้าไม่มี ลูกเรือก็ต้องช่วยกัน ตามสิ่งที่เทรนมา ส่วนถ้าดูแล้ว อาการหนักจริงๆ ก็จะเป็นหน้าที่ของกัปตันที่จะตัดสินใจว่าจะ Divert เครื่องไปลงที่ไหนใกล้ๆหรือไม่ หรือจะทำอย่างไร
ลูกเรือโดนเทรนเยอะกว่าที่คนทั่วไปรู้เยอะเหมือนกันนะคะ
“ถ้าเราไม่ได้มาเป็นแอร์ฯเอง ก็ไม่รู้จริงๆค่ะ นอกจากเรื่องปฐมพยาบาล ยังมีเรื่อง Safety ด้วย กรณีที่เคยเจอคือ ไฟไหม้เตาอบ คือเราก็ต้องปิดเตา แล้วลองสัมผัสดูว่ายังร้อนอยู่ไหม แล้วก็พยายามแง้มเพื่อฉีดฮารอน (ถังแดงดับไฟที่คุ้นกันอะค่ะ) เข้าไป ส่วนถ้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ เช่นโทรศัพท์มือถือ รุ่นยอดฮิตที่มีประกาศว่าห้ามพกไปบนเครื่องบินนั่นแหล่ะค่ะ ห้ามก็เพราะมันเคยระเบิดมาแล้วจริงๆ วิธีก็คือฉีดฮารอนเหมือนเดิม หรือไม่ก็ พยายามหยิบใส่ถุงเก็บความร้อน รูปร่างคล้ายๆ ถุงใส่คอมพิวเตอร์ แล้วราดน้ำยาที่เอาไว้ช่วยดับไฟ แล้วรีบเอาถุงนั้นไปใส่ในถังขยะในห้องน้ำ แต่ต้องเอาขยะออกมาให้หมดก่อนนะ แล้วก็ล็อคห้องน้ำ ห้ามใช้งานห้องน้ำห้องนั้นเลย”
แล้วอย่างเรื่องการสูบบุหรี่ เคยเจอคนแอบสูบบนเครื่องบ้างไหมคะ
“เคยค่ะคือทั้งๆที่รู้นะว่ามันผิดกฎหมาย แล้วก็อันตรายถึงชีวิตได้เลย เพราะถ้าเกิดไฟไหม้บนเครื่องแล้วเนี่ย แค่ 15 นาทีเท่านั้น ทำให้เครื่องตกได้เลย มันเลยเป็นเรื่องซีเรียสมาก เพราะฉะนั้น ในกรณีถ้ารู้ หรือได้กลิ่นว่ามีคนสูบ ก่อนจะหาตัวคน ต้องจัดการกับบุหรี่ก่อน ต้องหาต้นตอบุหรี่ให้เจอ เช่น ค้นขยะ ถ้าเจอก็เก็บไว้ในที่ปลอดภัย แต่ถ้าหาไม่เจอ ต้องราดน้ำลงไปในถังขยะเยอะๆ แล้วล็อกห้องน้ำไม่ให้ใช้งาน แล้วเคสที่เราเจอเนี่ย พีคมาก ไฟลท์นั้นมันยาว 16 ชม. บินจากเอเชียไปอเมริกา ผู้หญิงต่างชาติมีอายุคนนึง อายุประมาณ 70 ปี เดินขึ้นมาบนเครื่อง เราก็เห็นแล้วล่ะว่าแกพกบุหรี่มาด้วย แต่ก็ไม่ได้อะไร จนพอเครื่องบินไปได้สักพัก แกก็เดินมาหาลูกเรือ แล้วชูซองบุหรี่ให้ดู ประมาณว่าอยากสูบ แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะคะ เราก็สื่อสารกับแกไม่ค่อยได้ ก็เลยมีลูกเรืออีกคนพยายามใช้ภาษามือสื่อสารว่าไม่ได้นะ สูบไม่ได้ แกก็เลยเดินกลับไปที่นั่ง แต่พอผ่านไปสักพัก แกมีอาการเหมือนกับอยากบุหรี่มากจนทนไม่ไหว เริ่มผลักผู้โดยสารคนอื่นที่นั่งอยู่ข้างๆ จนต้องเปลี่ยนให้ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆแกไปนั่งที่อื่น แกก็หยุด แต่ก็ได้สักพักเท่านั้น ผ่านไปไม่นาน แกก็เริ่มเดินออกไปตรงครัว โวยวาย ผลักลูกเรือ นาทีนั้นมันเหมือนกับว่าแกคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้ว โมโห ฉุนเฉียว เพราะอยากสูบบุหรี่มาก แล้วก็พุ่งตรงไปเปิดประตูเครื่องบิน! ลูกเรือตรงนั้นก็พยายามดึงกลับ แต่ก็สู้แรงแกไม่ค่อยไหว ก็เลยแจ้งกัปตันว่าจะทำยังไง กัปตันเลยแจ้งว่าให้ล็อกกุญแจมือ คล้องแขนแกไว้ด้านหลัง แล้วต้องใช้ลูกเรือสี่คนจับเพราะแกแรงเยอะมาก”
แล้วแกหยุดโวยวายไหมคะ
“ก็หยุดนะคะ แกนั่งเงียบตลอดไฟลท์ ไม่กินอะไรทั้งนั้น แล้วพอแลนด์ปุ๊บ ก็ต้องส่งตัวแกให้ Security กว่าทุก Process จะเสร็จ ก็กินเวลาพักของลูกเรือมากๆอะค่ะ หลังจากนั้นก็ยังไม่จบ Office ก็ยังโทรมาคุย ให้เรารายงานสถานการณ์ตอนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น คือเป็นไฟลท์ที่เหนื่อยหอบมากอ่ะค่ะ คิดดูบินมา 16 ชม. นึกว่าจะได้พัก แต่ก็ดันต้องช้าไปหมด จำยาวเลยค่ะเคสนี้”
มีแต่เรื่องเครียดๆ ขอเคสมุมิๆปิดท้ายหน่อยได้ไหมคะ
“เอาเรื่องผู้โดยสารที่รักกันปานจะแหกตูดดมละกันค่ะ(หัวเราะ) คำนี้ไม่เคยคิดเลยว่ามีจริงจนมาเจอผู้โดยสารชาวเกาหลี น่าจะเพิ่งไปฮันนีมูนกันมา คือเราก็จำไม่ได้ว่าทำไมถึงมีเหตุให้ต้องนั่งเเยกกัน จริงๆนั่งข้างกันแหละ แต่ว่ามีทางเดินคั่น แอร์ก็พยายามช่วยหาที่นั่งที่โอเคที่สุดในช่วงเวลานั้นๆให้แล้ว แต่ว่าทั้งคู่ก็ไม่โอเค สิ่งที่นางสองคนทำคือจับมือกันตลอดเวลาจ้า แล้วคิดดูว่า เวลาคนจะเดินผ่านจะเดินยังไง ต้องคอยบอกให้เก็บมือ แล้วเวลาเสิร์ฟ เวลาต้องเข็นรถเข็นผ่าน กลายเป็นว่าต้องขอนางทั้งคู่ว่า รบกวนปล่อยมือกันหน่อย นี่ก็จะไม่ยอมปล่อย โวยวายเสียงดัง งงใจมากจริงๆ คือก็ต้องยอมๆไป แล้วก็พูดขอทางซ้ำๆไปอย่างงั้น แล้วนางก็ไม่แยแสด้วยนะว่าผู้โดยสารคนอื่นจะมองยังไง จะบอกว่า เรื่องแปลกๆที่แอร์ฯต้องเจอในแต่ละวันเนี่ย เล่าเท่าไหร่ก็เล่าไม่จบหรอกค่ะ ไว้ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าอีก จะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ”




