ใครจะไปคิด ว่าบนเครื่องบินที่ความสูงกว่าสี่หมื่นฟุตเหนือระดับน้ำทะเลจะมีผู้หญิงขายตัวบนนั้น!
และไม่ใช่แค่เรื่องขายตัวเพียงเท่านั้น เพราะจากการได้พูดคุยกับแอร์โฮสเตสสาวสวยคนนี้แล้วก็ได้พบว่า ยังมีอีกหลายเรื่องน่าตกใจที่เกิดขึ้นจริงๆบนเครื่องบิน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยหน้าที่การงาน เราจึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อและหน่วยงานของเธอคนนี้ได้ แต่รับรองว่า เรื่องราวที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
“คือวันนั้นมันเป็นขาบินกลับจากมอสโคว์ ก่อนจะขึ้นเครื่องเราก็นั่งรอที่ร้านเบอร์เกอร์ที่สนามบิน แล้วก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงรัสเซียคนนึง เดินขยิบตาให้ผู้ชายรัสเซีย ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดแค่ว่าคนแถวนี้อ่อยกันชัดเจนอีกแล้ว จนเดินขึ้นเครื่องมา ก็พบว่าหญิงชายสองคนนี้เป็นผู้โดยสารของเรา ผู้หญิงนั่งแถวหน้าๆ ส่วนผู้ชายนั่งส่วนท้ายๆเครื่อง พอเครื่องเทคออฟได้แป๊บเดียว ผู้ชายก็เดินมาบอกเราว่า ขอย้ายไปนั่งกับมายเกิร์ลเฟรนด์ได้ไหม ที่ด้านหน้ามันว่าง เราก็ไม่ได้อะไร ก็พาไป คือพอจะดูออกแหละว่า เพิ่งรู้จักกันไม่เกินชั่วโมงแน่ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนแถบนี้ จนมาถึงช่วงเสิร์ฟอาหาร แอร์ก็ออกจากครัวไปเสิร์ฟกันหมด ไม่มีใครอยู่แถวๆครัวเลย แล้วบังเอิญว่าเราเดินกลับมาเอาน้ำเพิ่ม ก็ได้เห็นภาพผู้หญิงผู้ชายสองคนเดิมที่เพิ่งย้ายไปนั่งด้วยกันนั่นแหละ คือทั้งคู่กำลังซุกไซ้ นัวเนียกันอย่างจริงจัง มีแค่ม่านที่กั้นระหว่างครัวกับห้องผู้โดยสารเท่านั้นที่ปิดบังสองคนนี้จากโลกภายนอก คือเค้าเมามันกันมากจนเราเห็นหัวนมผู้หญิงกับตาแล้ว แล้วที่ๆเค้านั่งทำภารกิจกันอยู่ มันคือบน Slide container ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประตูเครื่อง และเป็นส่วนที่ห้ามนั่งเพราะเสี่ยงต่อการหักของอุปกรณ์ แล้วถ้าหักขึ้นมา อาจทำให้ประตูฉุกเฉินเปิดไม่ได้ เราก็เลยรีบพูดเสียงดังปานกลางว่า นั่งตรงนี้ไม่ได้นะคะ
แล้วเราทำยังไง จับแยกเลยรึเปล่าคะ
ด้วยหน้าที่ของเราๆก็ไม่สามารถจะไปจับตัวผู้โดยสาร หรือทำอะไรแบบนั้นได้ เอาแค่พูดตรงๆว่า รบกวนหยุดฟัดกันตรงนี้ด้วย มันยังแปลกๆเลยอะค่ะ
หลังจากนั้นเค้าหยุดไหมคะ
ก็หยุดนะคะ แต่ยังไม่ยอมกลับไปยังที่นั่ง แล้วก็มีการแก้เก้อด้วยนะ มาถามเราว่า งั้นขอยืนจิบเหล้าคุยกับแฟนตรงนี้ เราก็บอกว่าไม่ได้ เพราะคนดื่มเหล้าไม่ควรยืนตรงนั้นอยู่แล้ว เค้าก็ยังไม่หยุด ยังหยิบบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบ คราวนี้เราเลยต้องยึด และบอกเค้าว่าสูบไม่ได้ แต่นี่ต้องบอกก่อนนะคะ ว่าของทั้งหมดที่ยึดๆไป เราไม่ได้เก็บเอาไว้ พอแลนด์ก็คืน แล้วเราก็ไม่ใช่ตำรวจถึงจะมีสิทธิ์ยึดอะไรแบบนั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ดูเหมือนว่าเค้าทั้งคู่ไม่ได้อายอะไรเลย หลังจากนั้นเค้าก็แยกย้ายกันไป ส่วนว่าถ้าอาจจะแอบไปต่อกันในห้องน้ำ อันนี้ก็นี้ไม่รู้แล้วล่ะค่ะ”
เราได้ติดตามดูเค้าต่อรึเปล่าคะ
“คือ Flight มันยาวตั้ง 9 ชม. เราก็มีอย่างอื่นต้องทำ ต้องพักบ้างอะไรบ้าง แต่ยังไม่จบนะคะ พอช่วงบินไปได้สักครึ่งทาง ผู้โดยสารที่นอนไม่หลับแล้วไม่มีอะไรทำ ก็เริ่มมาคุยเล่นกะลูกเรือ ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือก็มีผู้โดยสารคนนึงชวนผู้ชายรัสเซียคนนึงคุยเล่น ถามเค้าไปว่า คนไทยสวยมั้ย คนรัสเซียคนโน้นคนนี้สวยมั้ย แล้วบังเอิญว่าก็ชี้ไปที่ผู้หญิงคนเดิมคนนั้น ว่า แล้วคนนี้ล่ะ สวยมั้ย ผู้ชายรัสเซียคนนี้ก็รีบตอบอย่างไวว่า ไม่สวยๆ She’s a whore คนนี้หน่ะกะหรี่ แล้วก็เล่าให้ฟังต่อว่า นางเดินไปทั่วเคบินแล้วไล่ถามผู้ชายหลายคนว่า เอามั้ยๆ แบบเอานางมั้ย เราก็ยิ่งตกใจ เพราะว่าก็สังเกตุเห็นนะว่านางเดินไปเดินมาหลายรอบ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วพอตอนจะแลนด์ดิ้ง ก็เห็นในใบตรวจคนเข้าเมืองว่า นางจะไปพัทยา ก็เลย อ้อ… อย่างนี้นี่เอง”
นี่คือประหลาดที่สุดที่เคยเจอเลยหรือเปล่าคะ
“ยังค่ะยัง มีอีกไฟลท์นึง เราก็เสิร์ฟอาหารให้ผู้โดยสารที่นั่งชั้นประหยัดไปตามปกติ อาหารที่เสิร์ฟก็จะมีให้เลือกสองเมนู วันนั้นมีข้าวมัสมั่นไก่ กับ เนื้อคู่พาสต้า ช่วงเสิร์ฟก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงเก็บถาดนี่แหละค่ะ มีฝรั่งคนนึงพุ่งตรงมาถามเราว่า ในมัสมั่นมีถั่วหรือเปล่า เราก็ตอบไปว่ามี เค้าก็ขึ้นเลยแล้วถามเราว่าทำไม่บอกเค้า เค้าแพ้ถั่ว จากนั้นเค้าก็หยิบเข็มฉีดยามาปาใส่เรา เราก็ตกใจ แต่ก็ถามไปว่า คุณแพ้ถั่วแล้วได้แจ้งใครไว้หรือเปล่า เค้าก็บอกว่าเปล่า เราก็เลยถามต่อว่า งั้นเราก็ไม่รู้หรอกนะว่ายูจะแพ้ถั่ว เค้าก็บอกต่ออีกว่า มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องบอกเค้าว่าอาหารจานไหนมีถั่ว ทำไมถึงแจ้งแค่ว่า Chicken curry with rice เราก็รวมรวมสติแล้วแจ้งกลับไปว่า ผู้โดยสารบนเครื่องมี 300 กว่าคน แต่ละคนไม่ใช่แค่ยู แพ้โน่นแพ้นี่เยอะมาก ทั้งแพ้อาหารทะเล แพ้ข้าวสาลี หรือกินหมู กินเนื้อไม่ได้ ด้วยศาสนาอีกอะไรอีก เพราะฉะนั้นมันเป็นความรับผิดชอบของตัวผู้โดยสารเอง ที่ต้องแจ้งว่าทานอะไรไม่ได้ จากนั้นพี่ Purser (หัวหน้า) ก็มาช่วยเรา โดยการหยิบเอาใบๆนึงมาให้เค้าดูว่ามันมี Form ให้สั่งอาหารก่อนไฟลท์เดินทาง 72 ชม. นะ ทำไมยูไม่ทำ เช่น โนบีฟ หรือแม้กระทั่งตั้งแต่ตอนจองตั๋ว ก็เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่ต้องแจ้ง จะให้มาบอกส่วนประกอบของอาการทุกจานมันเป็นไปไม่ได้ คิดดูว่าอาหารไปยุโรปเปลี่ยนทุกเดือน ฮ่องกงเปลี่ยนทุก 15 วัน ในประเทศเปลี่ยนทุกอาทิตย์ เค้าก็ยังโวยๆไม่หยุด จนพี่ Purser ต้องบอกไปว่า ถ้ายูไม่พอใจก็เขียนคอมเพลนได้ ส่วนทางเราก็สามารถฟ้องกลับได้เหมือนกันว่ายูเป็น unruly passenger”
คือเป็นผู้โดยสารที่เราไม่สามารถควบคุมได้
“ใช่ค่ะ แล้วมันจะมีมาตรการการจัดการตามข้อบังคับการบินที่ต่างกันออกไป ขั้นแรกก็คือ จะมี Verbal warning เช่นการตักเตือนผู้โดยสารที่เมา พนักงานบนเครื่องสามารถตักเตือนแล้วหยุดเสิร์ฟได้ แต่.. ถ้าผู้โดยสารยังไม่หยุด มีการตะโกนด่ากลับ ก็จะตามมาด้วยขั้นสอง นั่นก็คือ Passenger notice เช่น ลงจากเครื่องไป ทางเราจะแจ้งตำรวจจับได้ ขั้นสุดท้าย ถ้าผู้โดยสารไม่หยุดจริงๆ ก็จะโดนจับมัดล็อคมือและตัวค่ะ”
ถึงกับต้องใช้วิธีจัดการเหมือนคนบ้า ต้องมัดมือมัดตัวไม่ให้ขยับขนาดนั้นเลยเหรอคะ
“ประมาณนั้นเลยค่ะ แต่ว่าจริงๆเราก็เคยเจอคนบ้าขึ้นเครื่องด้วยนะ วันนั้นบินไปดูไบ คือตอนอยู่ข้างล่างเค้าอาจจะกินยาแล้วดูปกตินะ อันนี้เราก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ว่าพอขึ้นเครื่อง เค้าก็เดินเล่นกับคนไปทั่ว ดึงผ้าปิดตาผู้โดยสารคนอื่นออก เราก็เริ่มรู้สึกแปลกๆแล้ว จนเค้าลุกเดินไปยังชั้นธุรกิจ เราก็เดินเข้าไปถามว่า จะไปไหน เค้าก็ตอบว่าจะไปเดินเล่น แล้วก็เริ่มกางแขนทั้งสองข้างของตัวเองออก แล้วก็เอามือจับตรงอากาศเปล่าๆใต้รักแร้ ตรงรูข้างในเสื้อโปโลแขนสั้นของเค้าอะค่ะ แล้วบอกว่า เนี่ย เห็นไหม มีเชือกยาวๆออกมาจากรักแร้ของเค้า เค้าก็เลยพยายามที่จะจับเชือกและดึงให้ขาด แต่นึกภาพตามนะคะ ว่ามันไม่มีเชือก ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกคนเห็นแค่ว่าเค้าจับอากาศเปล่าๆ แล้วทำท่าพยายามดึง เอาเป็นว่าดึงลมอะค่ะ แล้วจุดพีคมันอยู่ตรงที่ จู่ๆ เค้าก็หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดไฟเพื่อจะตัดเชือก (จริงๆแล้วเราสามารถพกไฟแช็กเครื่องได้คนละ 1 อัน แต่ต้องไม่ใช่แบบไฟลอย) พอเค้าเริ่มจุดปุ๊บ คือต้องบอกก่อนว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วก็มีคนจีนแถวนั้นก็กระโดดตะครุบเค้า แต่ว่าก็สู้ขนาดตัวเค้าไม่ค่อยไหว เพราะผู้โดยสารคนนี้เป็นคน Middle east ที่ตัวใหญ่มาก ขาเราเท่าแขนเค้าเลย แต่ก็ยังดีที่เค้าไม่ได้ดิ้นอะไรมากมาย เราก็เลยพยายามเจรจา จนสรุปได้ว่าเค้าไม่ปกติ ก็เลยให้สจ๊วตช่วยๆกันลากกลับมาที่นั่ง โดยมีสจ็วตสองคนนั่งประกบ เค้าเหมือนคนเป็นโรคสมาธิสั้นอะค่ะ จะลุกตลอดเวลา แต่ก็ยังพอถูไถไปได้ ตอนนั้นทุกคนก็หวั่นๆกันนะคะ กลัวเค้าก่อเรื่องอะไรอีก จนตอนที่เครื่องแลนด์ เขาก็รีบวิ่งมาที่ประตูแล้วจะเปิดประตูเครื่อง เหมือนว่าเค้าอยากออกไปจากที่นี่จนทนไม่ไหว จากนั้นพวกเราลูกเรือก็จับเค้าส่งตำรวจที่ดูไบ ให้ไปจัดการกันเองค่ะ ไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ)
มีอีกสักเคสปิดท้ายไหมคะ
มีอีกเยอะเลยค่ะ (หัวเราะ) เราเคยเจอผู้โดยสารหญิงรัสเซียคนนึงขึ้นเครื่องมาพร้อมกับลูกอายุสองขวบ แล้วที่นั่งข้างๆเธอก็เป็นผู้ชายรัสเซียเหมือนกัน ตอนแรกๆผู้ชายก็ดูเหมือนจะเอ็นดูเด็ก ช่วยผู้หญิงเลี้ยงลูก เล่นกับเด็กไปเรื่อยๆ แต่ตลอดเวลาทั้งคู่ก็คือขอว้อดก้าดื่มตลอดนะ เราว่าคนรัสเซียดื่มกันหนักมากจริงๆ จนสักพักก็เริ่มเมาทั้งคู่ ผู้ชายก็เริ่มไซ้ผู้หญิง โดยที่ผู้หญิงก็อุ้มลูกอยู่บนตัก คือนางก็ไม่ได้ยอมแต่ก็ไม่โวยวายนะ น่าจะเพราะเมาด้วย เราก็เลยเอาไม้แขวนเสื้อเขี่ยๆ ให้เค้าหยุด ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) อีกเคสที่เคยเจอคือแม่ขอวอดก้า แล้วเอาไปเทใส่ในนมให้ลูกตัวเองดื่มด้วยนะ! คือตอนขอเราก็เทใส่แก้วให้ไปตามปกติ แล้วนางก็จับเทลงขวดนม เราเห็นก็ห้าม บอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้นะ แต่ว่าเค้าก็เถียง บอกว่าลูกเค้างอแงมาก แล้วลูกก็อยู่ในความดูแลของเค้า ใส่แค่นิดเดียวเอง แต่สรุปคือเด็กก็หลับยาวนะ งงไปหมด (หัวเราะ) ถ้าเราไม่ได้มาเป็นแอร์ฯเอง คงคิดว่าอาชีพนี้แค่เสิร์ฟสวยๆไปวันๆ แต่จริงๆคือมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน…
และไม่ใช่แค่เรื่องขายตัวเพียงเท่านั้น เพราะจากการได้พูดคุยกับแอร์โฮสเตสสาวสวยคนนี้แล้วก็ได้พบว่า ยังมีอีกหลายเรื่องน่าตกใจที่เกิดขึ้นจริงๆบนเครื่องบิน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยหน้าที่การงาน เราจึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อและหน่วยงานของเธอคนนี้ได้ แต่รับรองว่า เรื่องราวที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
“คือวันนั้นมันเป็นขาบินกลับจากมอสโคว์ ก่อนจะขึ้นเครื่องเราก็นั่งรอที่ร้านเบอร์เกอร์ที่สนามบิน แล้วก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงรัสเซียคนนึง เดินขยิบตาให้ผู้ชายรัสเซีย ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดแค่ว่าคนแถวนี้อ่อยกันชัดเจนอีกแล้ว จนเดินขึ้นเครื่องมา ก็พบว่าหญิงชายสองคนนี้เป็นผู้โดยสารของเรา ผู้หญิงนั่งแถวหน้าๆ ส่วนผู้ชายนั่งส่วนท้ายๆเครื่อง พอเครื่องเทคออฟได้แป๊บเดียว ผู้ชายก็เดินมาบอกเราว่า ขอย้ายไปนั่งกับมายเกิร์ลเฟรนด์ได้ไหม ที่ด้านหน้ามันว่าง เราก็ไม่ได้อะไร ก็พาไป คือพอจะดูออกแหละว่า เพิ่งรู้จักกันไม่เกินชั่วโมงแน่ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนแถบนี้ จนมาถึงช่วงเสิร์ฟอาหาร แอร์ก็ออกจากครัวไปเสิร์ฟกันหมด ไม่มีใครอยู่แถวๆครัวเลย แล้วบังเอิญว่าเราเดินกลับมาเอาน้ำเพิ่ม ก็ได้เห็นภาพผู้หญิงผู้ชายสองคนเดิมที่เพิ่งย้ายไปนั่งด้วยกันนั่นแหละ คือทั้งคู่กำลังซุกไซ้ นัวเนียกันอย่างจริงจัง มีแค่ม่านที่กั้นระหว่างครัวกับห้องผู้โดยสารเท่านั้นที่ปิดบังสองคนนี้จากโลกภายนอก คือเค้าเมามันกันมากจนเราเห็นหัวนมผู้หญิงกับตาแล้ว แล้วที่ๆเค้านั่งทำภารกิจกันอยู่ มันคือบน Slide container ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประตูเครื่อง และเป็นส่วนที่ห้ามนั่งเพราะเสี่ยงต่อการหักของอุปกรณ์ แล้วถ้าหักขึ้นมา อาจทำให้ประตูฉุกเฉินเปิดไม่ได้ เราก็เลยรีบพูดเสียงดังปานกลางว่า นั่งตรงนี้ไม่ได้นะคะ
แล้วเราทำยังไง จับแยกเลยรึเปล่าคะ
ด้วยหน้าที่ของเราๆก็ไม่สามารถจะไปจับตัวผู้โดยสาร หรือทำอะไรแบบนั้นได้ เอาแค่พูดตรงๆว่า รบกวนหยุดฟัดกันตรงนี้ด้วย มันยังแปลกๆเลยอะค่ะ
หลังจากนั้นเค้าหยุดไหมคะ
ก็หยุดนะคะ แต่ยังไม่ยอมกลับไปยังที่นั่ง แล้วก็มีการแก้เก้อด้วยนะ มาถามเราว่า งั้นขอยืนจิบเหล้าคุยกับแฟนตรงนี้ เราก็บอกว่าไม่ได้ เพราะคนดื่มเหล้าไม่ควรยืนตรงนั้นอยู่แล้ว เค้าก็ยังไม่หยุด ยังหยิบบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบ คราวนี้เราเลยต้องยึด และบอกเค้าว่าสูบไม่ได้ แต่นี่ต้องบอกก่อนนะคะ ว่าของทั้งหมดที่ยึดๆไป เราไม่ได้เก็บเอาไว้ พอแลนด์ก็คืน แล้วเราก็ไม่ใช่ตำรวจถึงจะมีสิทธิ์ยึดอะไรแบบนั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ดูเหมือนว่าเค้าทั้งคู่ไม่ได้อายอะไรเลย หลังจากนั้นเค้าก็แยกย้ายกันไป ส่วนว่าถ้าอาจจะแอบไปต่อกันในห้องน้ำ อันนี้ก็นี้ไม่รู้แล้วล่ะค่ะ”
เราได้ติดตามดูเค้าต่อรึเปล่าคะ
“คือ Flight มันยาวตั้ง 9 ชม. เราก็มีอย่างอื่นต้องทำ ต้องพักบ้างอะไรบ้าง แต่ยังไม่จบนะคะ พอช่วงบินไปได้สักครึ่งทาง ผู้โดยสารที่นอนไม่หลับแล้วไม่มีอะไรทำ ก็เริ่มมาคุยเล่นกะลูกเรือ ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือก็มีผู้โดยสารคนนึงชวนผู้ชายรัสเซียคนนึงคุยเล่น ถามเค้าไปว่า คนไทยสวยมั้ย คนรัสเซียคนโน้นคนนี้สวยมั้ย แล้วบังเอิญว่าก็ชี้ไปที่ผู้หญิงคนเดิมคนนั้น ว่า แล้วคนนี้ล่ะ สวยมั้ย ผู้ชายรัสเซียคนนี้ก็รีบตอบอย่างไวว่า ไม่สวยๆ She’s a whore คนนี้หน่ะกะหรี่ แล้วก็เล่าให้ฟังต่อว่า นางเดินไปทั่วเคบินแล้วไล่ถามผู้ชายหลายคนว่า เอามั้ยๆ แบบเอานางมั้ย เราก็ยิ่งตกใจ เพราะว่าก็สังเกตุเห็นนะว่านางเดินไปเดินมาหลายรอบ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วพอตอนจะแลนด์ดิ้ง ก็เห็นในใบตรวจคนเข้าเมืองว่า นางจะไปพัทยา ก็เลย อ้อ… อย่างนี้นี่เอง”
นี่คือประหลาดที่สุดที่เคยเจอเลยหรือเปล่าคะ
“ยังค่ะยัง มีอีกไฟลท์นึง เราก็เสิร์ฟอาหารให้ผู้โดยสารที่นั่งชั้นประหยัดไปตามปกติ อาหารที่เสิร์ฟก็จะมีให้เลือกสองเมนู วันนั้นมีข้าวมัสมั่นไก่ กับ เนื้อคู่พาสต้า ช่วงเสิร์ฟก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงเก็บถาดนี่แหละค่ะ มีฝรั่งคนนึงพุ่งตรงมาถามเราว่า ในมัสมั่นมีถั่วหรือเปล่า เราก็ตอบไปว่ามี เค้าก็ขึ้นเลยแล้วถามเราว่าทำไม่บอกเค้า เค้าแพ้ถั่ว จากนั้นเค้าก็หยิบเข็มฉีดยามาปาใส่เรา เราก็ตกใจ แต่ก็ถามไปว่า คุณแพ้ถั่วแล้วได้แจ้งใครไว้หรือเปล่า เค้าก็บอกว่าเปล่า เราก็เลยถามต่อว่า งั้นเราก็ไม่รู้หรอกนะว่ายูจะแพ้ถั่ว เค้าก็บอกต่ออีกว่า มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องบอกเค้าว่าอาหารจานไหนมีถั่ว ทำไมถึงแจ้งแค่ว่า Chicken curry with rice เราก็รวมรวมสติแล้วแจ้งกลับไปว่า ผู้โดยสารบนเครื่องมี 300 กว่าคน แต่ละคนไม่ใช่แค่ยู แพ้โน่นแพ้นี่เยอะมาก ทั้งแพ้อาหารทะเล แพ้ข้าวสาลี หรือกินหมู กินเนื้อไม่ได้ ด้วยศาสนาอีกอะไรอีก เพราะฉะนั้นมันเป็นความรับผิดชอบของตัวผู้โดยสารเอง ที่ต้องแจ้งว่าทานอะไรไม่ได้ จากนั้นพี่ Purser (หัวหน้า) ก็มาช่วยเรา โดยการหยิบเอาใบๆนึงมาให้เค้าดูว่ามันมี Form ให้สั่งอาหารก่อนไฟลท์เดินทาง 72 ชม. นะ ทำไมยูไม่ทำ เช่น โนบีฟ หรือแม้กระทั่งตั้งแต่ตอนจองตั๋ว ก็เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่ต้องแจ้ง จะให้มาบอกส่วนประกอบของอาการทุกจานมันเป็นไปไม่ได้ คิดดูว่าอาหารไปยุโรปเปลี่ยนทุกเดือน ฮ่องกงเปลี่ยนทุก 15 วัน ในประเทศเปลี่ยนทุกอาทิตย์ เค้าก็ยังโวยๆไม่หยุด จนพี่ Purser ต้องบอกไปว่า ถ้ายูไม่พอใจก็เขียนคอมเพลนได้ ส่วนทางเราก็สามารถฟ้องกลับได้เหมือนกันว่ายูเป็น unruly passenger”
คือเป็นผู้โดยสารที่เราไม่สามารถควบคุมได้
“ใช่ค่ะ แล้วมันจะมีมาตรการการจัดการตามข้อบังคับการบินที่ต่างกันออกไป ขั้นแรกก็คือ จะมี Verbal warning เช่นการตักเตือนผู้โดยสารที่เมา พนักงานบนเครื่องสามารถตักเตือนแล้วหยุดเสิร์ฟได้ แต่.. ถ้าผู้โดยสารยังไม่หยุด มีการตะโกนด่ากลับ ก็จะตามมาด้วยขั้นสอง นั่นก็คือ Passenger notice เช่น ลงจากเครื่องไป ทางเราจะแจ้งตำรวจจับได้ ขั้นสุดท้าย ถ้าผู้โดยสารไม่หยุดจริงๆ ก็จะโดนจับมัดล็อคมือและตัวค่ะ”
ถึงกับต้องใช้วิธีจัดการเหมือนคนบ้า ต้องมัดมือมัดตัวไม่ให้ขยับขนาดนั้นเลยเหรอคะ
“ประมาณนั้นเลยค่ะ แต่ว่าจริงๆเราก็เคยเจอคนบ้าขึ้นเครื่องด้วยนะ วันนั้นบินไปดูไบ คือตอนอยู่ข้างล่างเค้าอาจจะกินยาแล้วดูปกตินะ อันนี้เราก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ว่าพอขึ้นเครื่อง เค้าก็เดินเล่นกับคนไปทั่ว ดึงผ้าปิดตาผู้โดยสารคนอื่นออก เราก็เริ่มรู้สึกแปลกๆแล้ว จนเค้าลุกเดินไปยังชั้นธุรกิจ เราก็เดินเข้าไปถามว่า จะไปไหน เค้าก็ตอบว่าจะไปเดินเล่น แล้วก็เริ่มกางแขนทั้งสองข้างของตัวเองออก แล้วก็เอามือจับตรงอากาศเปล่าๆใต้รักแร้ ตรงรูข้างในเสื้อโปโลแขนสั้นของเค้าอะค่ะ แล้วบอกว่า เนี่ย เห็นไหม มีเชือกยาวๆออกมาจากรักแร้ของเค้า เค้าก็เลยพยายามที่จะจับเชือกและดึงให้ขาด แต่นึกภาพตามนะคะ ว่ามันไม่มีเชือก ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกคนเห็นแค่ว่าเค้าจับอากาศเปล่าๆ แล้วทำท่าพยายามดึง เอาเป็นว่าดึงลมอะค่ะ แล้วจุดพีคมันอยู่ตรงที่ จู่ๆ เค้าก็หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดไฟเพื่อจะตัดเชือก (จริงๆแล้วเราสามารถพกไฟแช็กเครื่องได้คนละ 1 อัน แต่ต้องไม่ใช่แบบไฟลอย) พอเค้าเริ่มจุดปุ๊บ คือต้องบอกก่อนว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วก็มีคนจีนแถวนั้นก็กระโดดตะครุบเค้า แต่ว่าก็สู้ขนาดตัวเค้าไม่ค่อยไหว เพราะผู้โดยสารคนนี้เป็นคน Middle east ที่ตัวใหญ่มาก ขาเราเท่าแขนเค้าเลย แต่ก็ยังดีที่เค้าไม่ได้ดิ้นอะไรมากมาย เราก็เลยพยายามเจรจา จนสรุปได้ว่าเค้าไม่ปกติ ก็เลยให้สจ๊วตช่วยๆกันลากกลับมาที่นั่ง โดยมีสจ็วตสองคนนั่งประกบ เค้าเหมือนคนเป็นโรคสมาธิสั้นอะค่ะ จะลุกตลอดเวลา แต่ก็ยังพอถูไถไปได้ ตอนนั้นทุกคนก็หวั่นๆกันนะคะ กลัวเค้าก่อเรื่องอะไรอีก จนตอนที่เครื่องแลนด์ เขาก็รีบวิ่งมาที่ประตูแล้วจะเปิดประตูเครื่อง เหมือนว่าเค้าอยากออกไปจากที่นี่จนทนไม่ไหว จากนั้นพวกเราลูกเรือก็จับเค้าส่งตำรวจที่ดูไบ ให้ไปจัดการกันเองค่ะ ไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ)
มีอีกสักเคสปิดท้ายไหมคะ
มีอีกเยอะเลยค่ะ (หัวเราะ) เราเคยเจอผู้โดยสารหญิงรัสเซียคนนึงขึ้นเครื่องมาพร้อมกับลูกอายุสองขวบ แล้วที่นั่งข้างๆเธอก็เป็นผู้ชายรัสเซียเหมือนกัน ตอนแรกๆผู้ชายก็ดูเหมือนจะเอ็นดูเด็ก ช่วยผู้หญิงเลี้ยงลูก เล่นกับเด็กไปเรื่อยๆ แต่ตลอดเวลาทั้งคู่ก็คือขอว้อดก้าดื่มตลอดนะ เราว่าคนรัสเซียดื่มกันหนักมากจริงๆ จนสักพักก็เริ่มเมาทั้งคู่ ผู้ชายก็เริ่มไซ้ผู้หญิง โดยที่ผู้หญิงก็อุ้มลูกอยู่บนตัก คือนางก็ไม่ได้ยอมแต่ก็ไม่โวยวายนะ น่าจะเพราะเมาด้วย เราก็เลยเอาไม้แขวนเสื้อเขี่ยๆ ให้เค้าหยุด ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) อีกเคสที่เคยเจอคือแม่ขอวอดก้า แล้วเอาไปเทใส่ในนมให้ลูกตัวเองดื่มด้วยนะ! คือตอนขอเราก็เทใส่แก้วให้ไปตามปกติ แล้วนางก็จับเทลงขวดนม เราเห็นก็ห้าม บอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้นะ แต่ว่าเค้าก็เถียง บอกว่าลูกเค้างอแงมาก แล้วลูกก็อยู่ในความดูแลของเค้า ใส่แค่นิดเดียวเอง แต่สรุปคือเด็กก็หลับยาวนะ งงไปหมด (หัวเราะ) ถ้าเราไม่ได้มาเป็นแอร์ฯเอง คงคิดว่าอาชีพนี้แค่เสิร์ฟสวยๆไปวันๆ แต่จริงๆคือมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน…



