TALK

เมื่อโรคซึมเศร้า เกือบเอาชีวิตของเธอไป

Depression is not just a windblow
17 เม.ย. 2560

ด้วยจากสถิติที่น่าตกใจจากกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่าประเทศไทยในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารวมเกือบล้านคน! ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือจำนวนคนที่ฆ่าตัวตายในรอบห้าปีที่ผ่านมานี้ถึงเกือบสองล้านคน! และที่น่าตกใจที่สุดก็คือประชากรที่เหลืออีก 60 กว่าล้านคน ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้จัก ตระหนัก และเข้าใจโรคซึมเศร้าได้อย่างจริงจัง แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลยก็ตาม เพราะไม่ว่าใครก็มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ทั้งนั้น

และถ้าจะมีใครซักคน ที่เล่าเรื่องโรคซึมเศร้าได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้อยู่จริงในปัจจุบัน ซึ่งเราก็ได้รับเกียรติจากคุณแพร(นามสมมุติ) ที่หากดูแค่ภายนอก ก็คงบอกได้ว่าเธอก็เป็นเด็กผู้หญิงปกติที่สดใสร่าเริงคนหนึ่ง แต่ลึกลงไปข้างใน แท้จริงแล้วเธอคือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง แต่เธอก็พยายามต่อสู้จนเอาชนะความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตเหล่านั้นมาได้ เธอริเริ่มสร้างเพจ Depression is not just a windblow  เพจที่เธอเองตั้งใจจะให้เป็นทั้งพื้นที่แชร์ประสบการณ์โรคซึมเศร้า พูดคุย ปรึกษา เพื่อหาทางเอาชนะโรคนี้ไปด้วยกัน

“จริงๆเริ่มมีอาการมาตั้งแต่ม.2 แต่มารู้ว่าเป็นช่วงปี 1 เพราะตอนนั้นในสื่อโซเชียลมีเดีย มีอินโฟกราฟฟิกให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า ก็เลยลองทำแบบทดสอบต่างๆดู ซึ่งก็จะแบบ เอ้ย อะไรก็ใช่เราไปหมดเลย(หัวเราะ) แล้วพอดีเราเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพอยู่ เราเลยรู้ว่า อ่อ เราเป็นแน่ๆละ ตอนนั้นอยู่ดีๆก็ร้องไห้ ดูหนังดูเอ็มวีก็ร้อง เหมือนคนเสพติดความเศร้า ระยะหลังๆความเข้มข้นของความเศร้ามันก็เริ่มมากขึ้นๆ เดินไปไหน ไปเจอใครก็ไม่อยากคุย ไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุขเลย ไม่ได้อยากเจอใคร อยากอยู่คนเดียว มันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก หลังๆมานี่ก็เริ่มทำร้ายตัวเอง โดยที่ก็ไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นทำไม แล้วก็เริ่มรู้สึกว่า นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีละ”

ที่บอกว่าทำร้ายตัวเองนี่คือทำอะไร
“เอาคัตเตอร์กรีดตัวเอง คือมันเป็นความเศร้าที่เราสะสมมาเรื่อยๆ จนมันเกิดความเครียดมากๆจากการที่ทะเลาะกับเพื่อนสนิท มันก็เลยเหมือนเป็นการกระตุ้นให้เราทำอะไรที่รุนแรง ที่หนักสุดคือพยายามจะกระโดดระเบียง”

วันที่เรารู้สึกไม่อยากอยู่แล้ว อยากจะทิ้งทุกอย่างไปแล้ว มันเป็นยังไง
“มันเกิดขึ้นไม่นานมานี้ วันนั้นมันน่ากลัวมาก อยู่ในช่วงรับยาแล้วนี่แหละค่ะ ก็อยู่คนเดียว จำได้ว่าก้าวเท้าจากห้องออกไประเบียงแล้วมันดึงตัวเองกลับมายากมาก ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากจะจบทุกอย่างแล้ว แต่ในใจก็รู้นะว่ามันไม่ดีไม่ควร แต่เราควบคุมมันไม่ได้ เดินเอาเท้าไปวางบนระเบียง แล้วก็ถอยกลับ เดินเข้าเดินออกอยู่อย่างนั้นทั้งคืน วันนั้นรู้เลยว่าสู้อยู่คนเดียวทั้งคืนนี่มันเหนื่อยจริงๆ ไม่ไหว ไม่เอาอีกแล้ว แล้วอีกครั้งคือคิดจะไปด้วยการใช้ยา เพราะเราเรียนมาไงคะ เรารู้ว่ายาตัวไหนทำให้ไปได้ แต่พอเราเริ่มคิดแบบนี้ปุ๊บ เรารีบพาตัวเองไปหาหมอเลยทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลานัด ซึ่งปกติถ้าคนไข้มาด้วยอาการอยากฆ่าตัวตาย หมอก็มักจะให้แอดมิดใช่มั้ยคะ แต่บางครั้งเค้าก็ดูว่าถ้าแอดมิดไปแล้วยิ่งไปเจอผู้ป่วยคนอื่นๆเดี๋ยวจะแย่ยิ่งกว่าเดิม ก็เลยให้เรากลับไปอยู่กับครอบครัว คือเรารู้เลยว่าเวลามันเกิดความรู้สึกไม่อยากอยู่แล้ว อยากจะไป ต้องไปให้ได้นี่คือมันอันตรายมาก ถ้าเราอยู่คนเดียวนี่โอกาสที่จะทำอะไรยิ่งมากขึ้นเลย ตั้งแต่วันนั้นก็เลยตั้งใจเลยว่า ถ้ารู้สึกอยากทำแบบนั้นขึ้นมาอีกก็จะต้องหาคนมาอยู่ด้วย หรือไม่ก็จะต้องบอกเพื่อน แต่ก็มีอยู่คืนนึง รู้สึกว่าเราดาวน์มาก ไม่ไหวละ อยากจะไป แล้วมันก็ดึกมากแล้ว เราก็ไม่อยากรบกวนเพื่อน ก็เลยสู้กับตัวเองอยู่อย่างนั้นทั้งคืน ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่มั่นใจเลยนะว่าว่าเราจะชนะหรือแพ้ ก็เลยเขียนจดหมายเหมือนเป็นข้อความสั่งเสียทิ้งไว้ให้เพราะหนูกลัวว่าถ้าเกิดวูบนึงหนูไปจริงๆแล้วหนูจะไม่ทันบอกลาใคร ไลน์ไปบอกเพื่อนไว้ด้วยว่าถ้าคืนนี้เราชนะ เราทำได้ พรุ่งนี้จะคงจะติดต่อไป”

สาเหตุของโรคซึมเศร้าของแพรเกิดจากอะไร
“โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่จะมีเรื่องราวมากระตุ้น สำหรับแพรเองก็เหมือนกัน ถ้าแพรจำไม่ผิด ช่วงม.2 มันมีเรื่องนึงที่ค่อนข้างกระทบกระเทือนความรู้สึกเรา หนูก็จำรายละเอียดมากไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของช่วงวัยนั้น ประมาณว่าทะเลาะกับเพื่อนนี่แหละค่ะ หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป หนูไม่เคยรู้สึกว่าหนูมีความสุขอีกเลย โดยที่หนูไม่รู้ว่าทำไม ถึงทุกอย่างจะเกิดและจบไปแล้ว เหตุการณ์ก็กลับเป็นปกติแล้ว แต่หนูก็ยังรู้สึกว่ามันยังมีความเศร้าต่อเนื่อง คือไม่มีอะไรเราก็เศร้าได้นะ ตอนนั้นเราก็นึกว่าเราแค่เป็นคนเซ้นสิทีฟ แต่ก็มารู้ทีหลังว่าในตอนแรก เราเป็นโรคซึมเศร้าชนิดที่เรียกว่า Dysthymia หรือโรคซึมเศร้าเรื้อรัง ซึ่งมันจะไม่ร้ายแรงเท่าโรคซึมเศร้าแบบจริงจัง แล้วโดยปกติเนี่ย ถ้าคนเป็น Dysthymia เนื่ยจะไม่ค่อยไปหาหมอกัน เพราะมันจะเศร้า แต่ก็จะใช้ชีวิตประจำวันได้ ไปเรียนไปทำงานได้ปกติ ทีนี้พอเราเศร้าต่อเนื่อง เศร้าเรื่อยๆจนมันไม่ค่อยได้มีภาวะที่เป็นปกติ มันก็นำไปสู่อาการที่หนักขึ้นได้ในที่สุด”

โอกาสในการเป็นโรคซึมเศร้า มันเกิดจากอะไร จำเป็นต้องมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นก่อนรึเปล่าถึงจะเป็นโรคนี้
“มันประกอบกันหลายอย่าง โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายสาเหตุอะค่ะ อาจเป็นกรรมพันธุ์ เป็นสิ่งแวดล้อม  หรือวิธีการคิดของเรา มันมีหลายปัจจัยด้วยกันที่ทำให้เกิด ไม่ใช่แค่เหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง หรือไม่อีกทางถ้าอยากจะเช็กว่านี่เป็นแค่อารมณ์เศร้าเฉยๆหรือมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า ก็คือถ้าเรารู้สึกเศร้าอยู่อย่างนั้นนานเกินสองสัปดาห์ ก็น่าสงสัยละ ควรไปพบแพทย์แล้ว”

แล้วการรักษาของแพรดำเนินไปอย่างไรบ้าง
“หมอให้ยา แล้วให้เรามาติดตามผลทุกอาทิตย์ เพราะต้องปรับยาให้เหมาะกับอาการของเรา ซึ่งในช่วงแรกที่หนูหาหมอมาแล้วได้กินยาเนี่ย รู้สึกดีมาก โอ้โห ทำไมมันดีขนาดนี้ แต่พออีกอาทิตย์นึง มันกลายเป็นแย่ อารมณ์มันดิ่งฮวบๆเลย หมอก็บอกว่ามันยังไม่นิ่ง ต้องปรับยาไปเรื่อยๆอีก หนูปรับยาอยู่หลายเดือน ไอ้ช่วงปรับยานี่แหละเป็นช่วงที่ทรมานที่สุด เวลามันดาวน์มันไม่ได้ดาวน์เหมือนเวลาเราดีเพรสปกตินะ แต่มันดาวน์แบบยิ่งกว่า มันจะสวิงขึ้นลง คาดเดาอะไรไม่ได้ บางทีก็ร้องไห้ไม่หยุด แล้วก็ไม่ออกไปเรียนเลย คือเป็นช่วงที่ต้องระวังตัวเองมากๆเลย แต่หนูก็จะเซฟตัวเองด้วยการนอนหลับไปเลยเวลาที่ดาวน์มากๆ หรือไม่ก็บอกให้เพื่อนมาอยู่ด้วย เผื่อเกิดอะไรจะได้ช่วยเราทัน”

ในเมื่อเราบอกว่าอารมณ์ที่สวิงเกิดจากยามันควบคุมยาก แล้วเรามีดื้อไม่อยากกินยาบ้างไหม
“โอ๊ยไม่มีเลยค่ะ อย่างที่บอกไปว่ายิ่งเราเรียนสายสุขภาพ เรายิ่งรู้ว่ายาสำคัญกับโรคนี้แค่ไหน ถ้าเรากินยาไม่ครบ การรักษาก็เท่ากับเป็นศูนย์ แล้วเราอยากหายเพราะฉะนั้นหนูจะให้ความร่วมมือในการรักษาค่อนข้างดีมาก”

ความเศร้ากับโรคซึมเศร้านี่มันแตกต่างกันมั้ย
“หนูยกตัวอย่างแบบนี้ดีกว่า คือถ้าพี่เห็นแมวโดนรถทับอยู่กลางถนน พี่ก็อาจจะรู้สึกเศร้าใจจัง สงสารจัง แต่ซักพักพอพี่เจอเรื่องที่พี่ดีใจ หรือเรื่องอื่นๆพี่ก็ลืมละว่าเมื่อกี๊รู้สึกยังไง มันเป็นแค่ภาวะอารมณ์นึง แต่โรคซึมเศร้า ไม่ว่าเราจะไปเจอเรื่องอะไร สนุกแค่ไหน มันก็จะยังรู้สึกเศร้าอยู่อย่างนั้น ถ้าพี่ขีดเส้นอารมณ์ปกติขึ้นมาหนึ่งเส้น คนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็จะอยู่ใต้เส้นปกตินั้นตลอดเวลา แล้วเป็นความเศร้าที่เกิดโดยไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุ ต่อให้เป็นวันที่ดีหนูก็สามารถเศร้าได้(หัวเราะ) แล้วมันก็จะดูไม่ค่อยออก เพราะคนที่เป็นโรคซึมเศร้าบางทีก็หัวเราะนะ ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ข้างในมันไม่ได้รู้สึก Happy มันเป็นการหัวเราะที่เจือด้วยความเศร้าอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็จะไม่ดีขึ้น แค่บางวันก็จะรู้สึกเศร้ามากเศร้าน้อยแตกต่างกันไป”

อธิบายได้มั้ยว่าเรากำลังสู้กับอะไรอยู่
“มันเหมือนเรากำลังสู้กับสิ่งที่เราเองไม่มีวันชนะ มันทรมานจนรู้สึกว่ามันคุ้มขนาดนั้นเลยเหรอที่จะต้องต่อสู้เพื่อที่จะอยู่ต่อ คือมันเป็นภาวะที่รู้สึกว่าตายไปง่ายกว่าเยอะเลย”

คำพูดทำนองแบบ ไม่เอาน่า อย่าคิดสั้น คิดถึงพ่อแม่สิ หรือแบบ ชีวิตยังมีค่ามีอะไรให้ทำอีกเยอะทำนอนนี้ มันใช้ได้พูดกับคนที่กำลังอยากจะไป ไม่อยากอยู่แล้วได้ผลบ้างมั้ย
“คือคนที่กำลังพยายามฆ่าตัวตายเนี่ย มันจะเหมือนมีสองเสียงที่กำลังเถียงกันอยู่ในหัว ฝั่งนึงก็รู้ก็เข้าใจในเหตุผลดีว่าทำแบบนี้มันไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่อีกฝั่งก็รู้สึกทรมาน ไม่รู้จะอธิบายให้รู้ยังไงเลยว่ามันทรมานแค่ไหนมันถึงได้ไม่อยากจะอยู่อีกต่อไปแล้ว แล้วพอเวลาที่มี่คนมาพูดว่า ทำไมไม่คิดถึงคนข้างหลัง คนที่เรารัก คนที่รักเราบ้าง เราก็ไม่รู้จะบอกยังไงจริงๆว่ามันต้องทุกข์แค่ไหนล่ะเราถึงยอมที่จะทิ้งทุกอย่างที่เรารักไปได้ คือมันต้องทรมานมากจริงๆอะ เราถึงอยากจะทำแบบนั้น แล้วมันก็ต้องต่อสู้กันเองอยู่อย่างนี้แหละ อยู่ที่วันไหนฝั่งไหนจะชนะก็แค่นั้นเอง”

แล้วจริงๆคนที่เป็นโรคซึมเศร้านี่ เราสามารถใช้เหตุผลกับเค้าได้มั้ย
“จริงๆหลายคนเข้าใจว่าคนเป็นโรคซึมเศร้านี่ใช้อารมณ์เป็นหลัก แต่จริงๆแล้วเรารู้เหตุผลทุกอย่างนะ อย่างเช่น อ่ะ วันนี้ต้องไปเรียน เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องไป เข้าใจเหตุผล จุดประสงค์ ประโยชน์ทุกอย่างดีทั้งหมด เรารู้แต่เราคอนโทรลความรู้สึกและการกระทำไม่ได้ ขนาดจะก้าวขาออกจากห้องยังยากเลย แม้แต่จะลุกออกจากเตียงก็ยังทำไม่ได้ ทั้งๆที่ก็รู้ดีทุกอย่าง อย่างไบโพล่าร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้วนี่ก็เหมือนกันนะคะ คือเค้ารู้ตัวแล้วก็เข้าใจเหตุผลดีทุกอย่าง เพียงแต่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของสารเคมีในสมอง มีทางเดียวจริงๆที่จะหายได้คือการไปหาหมอ และกินยาเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้มันกลับมาสมดุล” 

มีคำต้องห้ามมั้ย หรือคำที่ไม่ควรพูดกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า
“คำว่าสู้ๆนะนี่ใช้ไม่ได้เลยค่ะ เพราะเค้าจะรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไม ที่เป็นอยู่ตอนนี้ชั้นยังสู้ไม่พออีกเหรอ แทนที่จะรู้สึกดีกลับแย่ลงไปอีก ทั้งๆที่ก็รู้นะว่าคนพูดเค้าหวังดี คือจริงๆแล้วแค่ทำให้รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้นะ เราอยู่ข้างๆนะ มีอะไรบอกได้นะ แค่นี้ก็พอแล้ว โอเคแล้ว อย่าเด็ดขาดถ้าจะพูดว่า เฮ้ย ไม่คิดถึงพ่อแม่บ้างเหรอ ทำไมไม่คิดเยอะๆ อะไรแบบนี้ เพราะมันจะทำให้คนที่เป็นโรคนี้รู้สึกผิด รู้สึกแย่กับตัวเองขึ้นมาอีก คือต้องเข้าใจก่อนว่าที่เค้าอยากจะไปอะ เพราะมันไม่ไหวแล้ว อย่าไปทำให้เค้ารู้สึกกดดันจนไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเลยในเมื่อเค้าทำผิดขนาดนี้ เค้าแค่อยากให้ใครซักคนรู้ ว่าเค้าทรมานมากจริงๆ หรือไม่ก็คำว่า อย่าคิดมาก ร้องไห้ทำไม เรื่องแค่นี้เอง คนที่เค้าเจอเรื่องแย่กว่านี้เค้ายังผ่านไปได้เลย คือไอ้คำเหล่านี้มันจะยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกแย่ เราไม่ดี มันผิดที่เรา เราไม่สู้เอง แล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่ละคนเนี่ยก็จะเซ้นสิทีฟกับคำที่แตกต่างกันออกไป แต่หลักๆก็จะประมาณนี้”

แล้วคนรอบข้างทำอะไรได้บ้าง
“ช่วยอยู่ข้างๆ ช่วยทำให้เค้ารู้สึกว่ายังมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ยังอยู่กับเค้า คอยเข้าใจเค้า โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรซักคำเลย แค่อยู่ข้างๆแค่นั้นก็พอ”

แต่บางคนก็บอกว่าไม่ต้องมายุ่งกับชั้น ชั้นอยากอยู่คนเดียว อย่างนี้เราควรจะทำยังไง
“ก็บอกเค้าว่าไม่ยุ่งก็ได้ แต่ขออยู่ตรงนี้เงียบๆละกัน อยากพูดอยากคุยหรือต้องการอะไรก็แค่บอกละกัน คือมันอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้คนที่เป็นโรคนี้อยู่คนเดียว ต้องขัดใจต้องฝืนใจกันบ้าง มันจำเป็น ดีกว่าปล่อยให้เค้าอยู่คนเดียวแล้วเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่รู้ ต้องไม่ให้เค้าอยู่คนเดียวเด็ดขาด”

แล้วอย่างธรรมะนี่ช่วยอะไรโรคซึมเศร้าได้บ้างไหม
“บางคนโดนไล่ไปฟังธรรมะ ไปวิปัสสนาอะไรอย่างเนี้ย ซึ่งคนที่เป็นโรคทางจิตเวชเนี่ย หนูว่ามันไม่ได้เลย เพราะมันจะทำให้เค้าอยู่กับตัวเองเยอะไป เผลอจะคิดมากกว่าเดิม เห็นภาพหลอนได้มากกว่าเดิมอีก คือถ้าสำหรับคนที่เศร้า คนที่มีความทุกข์ปกติ ธรรมะอาจจะเยียวยาเค้าได้ แต่สำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้านี่ห้ามไปบังคับเค้าเด็ดขาด นอกจากเค้าจะมีความเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เชื่อมั้ย มันเคยมีเคสที่โดนบังคับให้ไปปฏิบัติธรรม แล้วปรากฏว่าเค้าก็ไปผูกคอตายคอวัดเลย มันเกิดขึ้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเลยบอกว่าห้ามไปบังคับเด็ดขาด”

ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนไหนของการรักษาคะ
“คือหนูต้องกินยาไปอย่างน้อยๆ2ปี ตอนนี้ผ่านไปยังไม่ถึงปีนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเราได้ผ่านช่วงที่มันสวิง มันแย่ที่สุดไปแล้ว เรารู้สึกได้เองเลยว่าเราดีขึ้นมาก ตอนนี้หมอก็ยังนัดทุกอาทิตย์ค่ะ”

มั่นใจแค่ไหนว่าเราจะไม่กลับมาแย่อย่างที่เคยเป็นอีก
“มันบอกไม่ได้เลยนะเอาจริงๆ เพราะมันมีโอกาสเป็นซ้ำหรือกลับมาเป็นอีกได้ แต่เรารู้ว่าเรากินยาอย่างสม่ำเสมอ ให้ความร่วมมือกับการรักษาดีทุกอย่าง หนูก็เลยคิดว่ามันคงไม่มีทางกลับมาเป็นแบบเดิมอีก”

แล้วทำไมถึงเริ่มทำเพจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้านี้ขึ้นมา
“ตั้งแต่เริ่มรักษา ตอนนั้นเรารู้สึกดาวน์มากจริงๆ เราเลยอยากจะบันทึกและแชร์สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้คนอื่นๆได้เข้าใจด้วย เพราะตอนนั้นหนูก็คิดว่าจะมีใครเข้าใจคนที่เป็นโรคนี้ได้ดีกว่าคนที่เป็นโรคนี้จริงๆ แล้วหนูเชื่อว่ามันไม่ได้มีแค่เราที่กำลังสู้กับโรคนี้อยู่คนเดียว มันมีอีกหลายคนที่อาจจะกำลังสู้แบบเราอยู่แบบลำพัง หรือไม่ได้มีคนรอบข้างคอยเข้าใจคอยอยู่ข้างๆ แล้วหนูรู้ดีเลยว่ามันหนักแค่ไหนก็เลยอยากให้เค้ารู้สึกว่ายังมีเราอีกคนที่สู้อยู่เหมือนกัน แล้วที่สำคัญคืออยากจะบอกให้คนที่กำลังสงสัยหรือรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นโรคนี้อยู่ให้รีบไปหาหมอ ไปเริ่มการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากยอมรับหรอกว่าตัวเองเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งเค้าก็จะไม่ไป แล้วก็จะไม่ได้รับการรักษาในที่สุด แล้วก็อาจจะสายเกินไป ตัวหนูเองยังรู้สึกว่าตัวเองมาหาหมอช้าไปเลย ถ้าย้อนไปได้ก็อยากจะมาให้เร็วกว่านี้ อะไรๆก็คงจะง่ายขึ้น อาจจะหายไปนานแล้วก็ได้”

มีคนมาคุยกับเราเยอะมั้ย ตั้งแต่ทำเพจมา
“ถ้าเทียบว่าเพจเล็กๆที่ค่อนข้างเป็นเรื่องเฉพาะแบบนี้ก็ถือว่าเยอะนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาคุยว่าเค้าก็เป็น บางคนก็กำลังดีเพรสเลย ก็มาปรึกษา มาหาเพื่อนคุย มีอยู่คนนึงมาคุยกับหนู บอกว่าเค้าเพิ่งทำร้ายตัวเอง แล้วก็ส่งรูปแผลที่เกิดจากรอยคัตเตอร์มาให้ดู ซึ่งมันลึกมาก คือดูแล้วรู้เลยว่ามันต้องเจ็บมากๆแน่ๆเลย แล้วจิตใจเค้าจะเจ็บขนาดไหนเค้าถึงได้ทำขนาดนี้ วันนั้นจากที่กำลังจะหลับๆก็รีบตื่นขึ้นมาคุยกับเค้าเลยค่ะ จนเค้าโอเค แล้วในที่สุดวันนั้นเค้าก็ไม่ได้ทำอะไรลงไป หลังจากนั้นก็มีอีกคนที่ส่งข้อความมาว่าไม่ อยู่แล้ว เราก็คุยกับเค้า อยู่เป็นเพื่อนเค้า ถึงมันจะยังไม่หายแต่อย่างน้อยก็ทำให้เค้าผ่านวันนั้นไปได้ แต่หนูก็แอบกลัวนะ ว่าอย่างบางคนอาจจะส่งข้อความมาในช่วงเวลาที่หนูเรียน หรือไม่สะดวกอ่าน แล้วพอเรามาตามอ่านเราก็จะเฮ้ย อย่าเพิ่งนะ เรายังทันอยู่มั้ย ทำอะไรไปรึยัง”  

แล้วนอกจากคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว มีใครอีกมั้ยที่มาคุยกับเราในเพจ
“มีเพื่อนที่เรียนแพทย์หลายคนเลยที่ทักมา บอกว่าเค้าเรียนแพทย์อยู่นะ มีอะไรหรือเคสไหนที่เราไม่ไหว เอาไม่อยู่หรืออยากได้ความช่วยเหลืออะไรก็บอกเค้าได้ ส่งต่อมาให้เค้าช่วยได้ คือมันกลายเป็น community ที่ดีแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน”

การที่เราได้ช่วยคนอื่นให้ดีขึ้น ทำให้เราดีขึ้นด้วยมั้ย
“ดีขึ้นมากๆเลยค่ะ พูดได้เต็มปากเลยว่าส่วนสำคัญที่ทำให้หนูดีขึ้นก็เพราะการได้ทำเพจนี้ขึ้นมา การที่เราได้เป็นผู้ให้ มันทำให้เรารู้สึกมีค่า การเป็นโรคซึมเศร้า โดยปกติแล้วหลักเลยจะมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แต่การได้ทำให้คนอื่นดีขึ้นมันไม่ได้ช่วยแค่คนอื่น แต่มันก็ได้เยียวยาเราไปด้วยในขณะเดียวกัน เคยมีครั้งนึงมีคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายเค้าเข้ามาคุยกับหนู เค้าบอกไม่อยากอยู่แล้ว ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม หนูก็เลยบอกเค้าว่า ถ้าไม่รู้จะอยู่ไปเพื่อใครก็อยู่เพื่อหนูได้มั้ย หนูสู้มาขนาดนี้ก็เพื่อให้ได้มีชีวิตมาบอกเค้าว่าให้อยู่ต่อ หนูเข้าใจดีว่ามันยาก แต่ขอร้องล่ะ อยู่เพื่อเราได้มั้ย ..ซึ่งไอ้คำพูดแบบเนี้ย หนูเคยได้ฟังแล้วหนูรู้สึกดี ตอนที่เพื่อนบอกหนูว่าถ้ามึงไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ก็คิดว่าอยู่เพื่อกูละกัน มันทำให้เราหยุดคิดและก็เลือกที่จะอยู่ต่อในที่สุดได้ หนูก็เลยเชื่อว่าคนอื่นที่เป็นก็คงจะรู้สึกดีไม่ต่างกัน”

อนาคตของเรากับเพจ Depression is not just a windblow
“คือหนูก็มองภาพที่ใหญ่ขึ้นว่ามันจะเป็น community เป็นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และความรู้สึกของคนที่เป็นโรคนี้และไม่ได้เป็น ซึ่งหนูก็คิดว่าต่อไปในอนาคตถ้าเพจนี้มันโตขึ้น แล้วมีคนเข้ามาคุยกับหนูมากขึ้นหนูคนเดียวอาจจะเอาไม่อยู่ ก็คงจะมีเพื่อนๆนักเรียนแพทย์ที่เคยบอกไว้ว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกได้เต็มที่ แล้วยังมีคนที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าที่เคยมาคุยกับหนูแล้วตอนนี้หายแล้ว ก็มาบอกเหมือนกันว่าเค้าอยากช่วย ถ้ารับมือไม่ไหวส่งต่อมาให้เค้าได้เลย ก็เลยคิดว่าอย่างน้อยต่อไปก็มีคนอีกหลายคนที่เข้าใจเรา คิดเหมือนเรา แล้วก็อยากช่วยผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้ดีขึ้นจริงๆ แล้วมันทำให้หนูค้นพบความฝันของตัวเองอย่างจริงจังเลย คือเรื่องของจิตวิทยา หนูเป็นคนที่ชอบฟังคนอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และจะรู้สึกดีที่ได้ทำให้คนรู้สึกดี เลยตั้งใจไว้ว่าจะเรียนจิตวิทยาต่อในระดับปริญญาโทแน่นอน เพราะหนูคงจะช่วยเหลือคนได้อีกเยอะเลย แล้วเราก็รู้ว่าเรากำลังสู้ไปเพื่อใคร พอเราหาตัวเองเจอเราก็เลยรู้สึกเหมือนชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้น”

มันจะมีบางคนที่ชอบโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าอยากตาย ไม่อยากอยู่ อะไรแบบนี้บ่อยๆ แล้วพอเราเห็นครั้งแรกก็อาจจะตกใจ แต่พอมีครั้งที่สอง สาม สี่ เราก็จะเริ่มชิน แล้วก็เฉยไปในที่สุด แล้วอย่างนี้เราจะรู้หรือแยกได้ยังไงว่านี่คือการเรียกร้องความสนใจหรือเค้าคิดจะทำมันจริงๆ
“คือทั้งคนที่เรียกร้องความสนใจและคนที่คิดจะทำจริงๆ ก็ควรได้รับความช่วยเหลือทั้งคู่เลยค่ะ อย่างบางคนที่เรามองว่าเค้าเรียกร้องความสนใจ เค้าโพสต์บ่อยจนเราเบื่อ แต่เราก็ไม่รู้ไงคะ ว่าวันนึงเค้าอาจจะทำขึ้นมาจริงๆก็ได้ แล้วการที่เค้าโพสต์บ่อยๆในเรื่องแบบนี้มันก็เป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง ว่าเค้าต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปแยกแยะหรอกค่ะว่าใครทำจริงหรือใครเรียกร้องความสนใจ ทั้งสองแบบนี้สมควรได้รับความช่วยเหลือเหมือนๆกัน ถ้าเราสนิทกับเค้าเราก็อาจจะคุย การคุย การให้เค้าระบายก็จะช่วยเค้าได้ระดับนึง” 

ในฐานะที่อยู่กับความเศร้ามานาน สำหรับเราแล้วมีความรู้สึกอื่นกับความเศร้าอีกมั้ย
“มันแปลกมากเลยที่พอตอนนี้ไม่ได้เศร้ามานานแล้วกลับคิดถึงความเศร้า หนูก็แอบคิดถึงมันนะอารมณ์เศร้า คือไม่ได้อยากกลับไปเป็นแบบนั้นนะคะ ไม่ไหว มันเหนื่อยไป(หัวเราะ) แต่ความเศร้าที่พอดีหนูว่ามันก็ดีนะ เพราะช่วงที่หนูดีเพรสเป็นช่วงที่ความคิดเราแล่นมาก เขียนงานเขียนอะไรได้ลื่นไหลเต็มไปหมด มันทำให้ครีเอทอะไรได้เยอะแยะ เหมือนทั้งความรู้สึกทั้งอารมณ์อะไรมันสัมผัสได้ไวไปหมด แล้วความเศร้าก็ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกแหละค่ะ มีมากไปมันก็ไม่โอเค ทรมาน(หัวเราะ) แต่ไม่เศร้าจะดีกว่าค่ะ โชคดีแล้ว”

ขอบคุณมากนะคะที่ยอมมาเปิดเผยเรื่องราวกับเรา
“หนูยินดีมากๆเลยค่ะ อย่างน้อยมันก็น่าจะทำให้คนทั่วไปได้เข้าใจในโรคซึมเศร้าดีขึ้น แล้วถ้ามันทำให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่ได้รู้ว่าเค้าไม่ได้กำลังสู้อยู่คนเดียว เพราะมีคนที่พร้อมจะสู้ไปด้วยกันกับเค้า หรือแม้แต่พี่เอง ถ้ามีอะไรเศร้าใจ แฟนทิ้งหรืออกหักขึ้นมา โทรหาหนูได้ตลอดเวลาเลยนะคะ ตอนนี้หนูรู้สึกว่าหนูเหมือนเกิดใหม่ ได้ชีวิตใหม่ มองย้อนไปแล้วก็แอบเสียดายว่าไม่น่าไปเสียเวลาไปกับการเป็นโรคซึมเศร้ามาเป็นสิบปีเลย น่าจะรีบรักษา ชีวิตจะได้ไม่พลาด ไม่เสียโอกาสดีๆหลายต่อหลายเรื่องเลย เลยอยากย้ำอีกทีเลยค่ะ โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่หายได้ หายแล้วคุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่นอน ถ้ารู้สึกว่าจิตใจไม่โอเคเมื่อไหร่ อย่ากลัวที่จะเดินเข้าแผนกจิตเวชค่ะ”

สัมภาษณ์ / เรียบเรียง  วิรดา คูหาวันต์
ภาพ Pixabay
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการที่เดิมการวิ่งเป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อออกกำลังกาย แต่วันนี้การวิ่งกลายเป็นเป้าหมายและความฝันของเขา
นั่งล้อมวงคุยพูดคุยแบบสบายๆ ในเรื่องที่คุณคุ้นเคยเกี่ยวกับโลกออนไลน์ไปด้วยกัน กับ อาจารย์สาวเจ้าของตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เฟี้ยวเปรี้ยวซ่าทั้งคำพูดและบุคลิก