TALK

เข้าใจวิทยาศาสตร์ เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา
14 พ.ค. 2560

วางเหตุผลทิ้งไว้ แล้วมาใช้อารมณ์คุยกัน กับนพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา
มันออกจะแปลกไปซักนิด ที่วิทยาศาสตร์จะบอกให้เราลองใช้อารมณ์นำเหตุผลบ้างในบางครั้ง เพื่อที่ชีวิตคุณจะได้ไม่แห้งแล้งน่าเบื่อจนเกินไปนัก  แน่นอน…เราไม่ได้กำลังบอกให้คุณสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้สังคมด้วยการไม่ใช้เหตุผล  แต่ก่อนอื่นคุณอาจต้องเข้าใจก่อนว่าระบบสมองของมนุษย์อย่างเราๆนั้น มีความซับซ้อนวุ่นวายมากมายแค่ไหน และตอนนี้ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา กำลังจะพาคุณเข้าสู่โลกของสมอง สัญชาตญาณ อารมณ์ และเหตุผลของมนุษย์ทั่วๆไป เขาคือนายแพทย์ที่ผันตัวเองมาเป็นนักเขียนแนว Pop science อย่างเต็มตัว และมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะยกระดับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้คนไทยแข็งแรงจากรากฐาน เจ้าของผลงานหนังสือที่ออกมาแล้วถึง 6 เล่ม ซึ่งล้วนแต่เป็น Best seller ทั้งสิ้น

คุณหมอชัชพลช่วงก่อนที่เราจะได้รู้จักในฐานะนักเขียน ทำอะไรอยู่ที่ไหนคะ
ผมจบแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วมาเป็นอาจารย์แพทย์ด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนผมเรียนจบแพทย์ใหม่ๆร้อนวิชามาก อยากทำงานหนักๆ อยากรักษาโรคแบบจริงจัง มีแต่คนบอกว่าผมเหมือนพ่อ ได้พ่อมาเยอะในเรื่องนี้ (นพ.ณรงค์ศักดิ์ เกียรติขจรธาดา-อายุรแพทย์ มะเร็งวิทยา) แล้วยุคนั้นถ้าจำกันได้ มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของวงการแพทย์ เพราะเป็นช่วงที่เรื่องของ Human Genome Project หรือการถอดรหัสพันธุกรรมกำลังเป็นที่ฮือฮา ช่วงนั้นคนก็ตื่นตัวกันมากว่ามันจะเป็นยุคปฏิวัติวงการแพทย์ ใครที่ตามไม่ทันตอนนี้จะแย่ แล้ว จะตามไม่ทันโลกแล้ว ก็เลยคิดว่าเราต้องไปเรียนเพื่อให้ทัน อยากไปทำงานวิจัยอะไรแบบนั้น  พ่อผมซึ่งเคยไปอยู่ต่างประเทศเป็นสิบปี ก็บอกให้คิดว่าไปหาประสบการณ์  ทำใจกว้างๆไว้ก่อน  ผมก็เลยไปเรียนต่อที่นิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา ไปเป็น Intern ใหม่เลย

แค่ทำงานเป็นแพทย์ก็น่าจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดอย่างอื่นอยู่แล้ว แล้วความสนใจที่จะเขียนหนังสือมันมาตอนไหนคะ
ทิศทางของเรามาเริ่มเปลี่ยนเอาตอนนี้แหละ เพราะตอนที่ผมไปอเมริกา ช่วงนั้นคือช่วงกำลังจะเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐเอมริกา โดยปัญหาใหญ่ที่ทั้งฮิลลารี่ คลินตันและบารัก โอบามา สองแคนดิเดดมาถกกันในตอนนั้น คือหัวข้อเรื่องการปฏิวัติวงการสาธารณสุข  เนื่องจากสาธารณสุขที่อเมริกามีราคาแพงมาก แล้วคือตอนนั้นผมมีคนไข้คนนึง เป็นชนชั้นกลางปกตินี่แหละ เค้าไอเป็นเลือด เราก็รักษาเค้าด้วยมาตรฐานปกติ ส่งตรวจนู่นนี่ แล้วเค้าก็มาบอกเราว่า เค้าจ่ายไม่ไหว ต้องไปให้ศาลสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อจะได้ล้างหนี้ที่มีให้หมด .. ผมตกใจมาก ผมไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้มาก่อน การรักษาเราก็หยุดชะงัก เพราะการเป็นบุคคลล้มละลาย มันจะรักษาต่อไม่ได้ ผมเลยต้องไปเจรจาต่อรองกับทางโรงพยาบาลให้  ผมเริ่มสนใจ คนอเมริกันนี่ป่วยไม่กี่ทีก็ล้มละลายง่ายมาก กลายเป็น Homeless กันได้ง่ายๆเลย แล้วผมไปค้นข้อมูลดู  ปีนั้นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนอเมริกันล้มละลายคือค่าบริการทางสาธารณสุขนี่แหละ นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ทำให้เราเริ่มสนใจเรื่องอื่น นอกเหนือจากเรื่องการรักษา แล้วยิ่งไปเห็นข้อมูลตัวเลขอื่นๆอีก ก็ยิ่งรู้สึกว่า การแพทย์มีต้นทุนที่สูงเพราะวิทยาศาสตร์มันแพง เปรียบง่ายๆเลยคือการแพทย์มันเหมือนยอดของปิรามิด  หมอจะรักษาโดยใช้ยา ใช้เครื่องมือ ใช้อุปกรณ์ แต่คนใช้เนี่ย ไม่ใช่คนคิด คนที่คิดคือนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย เภสัช นักเทคนิคการแพทย์ ผมเลยรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์คือฐานของปิรามิด เราเริ่มรู้สึกว่าถ้าเราไม่วางรากฐานให้แน่น ให้มั่นคง มันก็ยากที่การแพทย์ของไทยจะพัฒนาได้แบบจริงจัง ประกอบกับตอนนั้นผมเริ่มอ่านหนังสือแนว Popular science ทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่า ที่จริงเราทำวิทยาศาสตร์ให้สนุกก็ได้นี่นา วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราอีกต่อไป พอได้ไอเดียตรงนี้ ผมก็เลยมาโฟกัสที่การเขียนหนังสือเลย เพราะอยากให้คนไทยได้อ่านเรื่องวิทยาศาสตร์ที่สนุก โดยเริ่มจากการตั้งคำถามง่ายๆในชีวิตประจำวัน ตอนแรกก็ตั้งใจจะเขียนแค่สามเล่ม แต่พอเขียนไปเขียนมาก็อยากจะเขียนเรื่องนู้นเรื่องนี้เพิ่ม มันก็เลยเลยเถิดเป็นเขียนหนังสือต่อเนื่องเลย

ทำไมคุณหมอมักจะอธิบายเหตุและผลของพฤติกรรม(ทั้งมนุษย์และสัตว์) ผ่านกลไกการทำงานของสมอง และวิวัฒนาการตามธรรมชาติ
ก่อนจะไปพูดถึงอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้ ผมอยากให้เข้าใจเรื่องของเปลือกสมองก่อน(Cortex) เอาแบบหยาบๆง่ายๆเลยนะ สมองคนเราจะแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นที่หนึ่งคือชั้นสัตว์เลื้อยคลาน ชั้นที่สองเป็นชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และชั้นที่สามคือสมองลิง  สมองด้านล่างคือสมองเก่าแก่ที่สุด แล้วก็ค่อยวิวัฒนาการสมองชั้นที่สองที่สามตามมา ฟังก์ชั่นของชั้นแรกเนี่ย คือเรื่องของสัญชาตญาณ เรื่องของการเอาชีวิตรอด การกิน การอยู่ การสืบพันธุ์ เป็นเบสิก ชั้นต่อมาเป็นชั้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นอกจากสัญชาตญาณก็จะมีความรักความผูกพันเพิ่มเข้ามา ทีนี้การที่จะรักกันก็ต้องจำกันได้ สมองส่วนนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับความจำ และอารมณ์ อย่างสังเกตง่ายๆเลยว่าถ้าเอากิ้งก่ากับเอาหมามาเลี้ยงเนี่ย มันจะต่างกันชัดเจน กิ้งก่าไม่มีความซับซ้อน ไม่จำ ไม่มีอารมณ์ แต่หมาซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมี สมองส่วนที่สามเรียกว่าสมองลิง สมองในชั้นนี้จะมีความซับซ้อน ความจำก็จะดีขึ้น ละเอียดขึ้น จำได้ว่าใครอยู่ฝูงเดียวกับเรา ใครไม่ใช่พวกเรา แล้วอีกอย่างคือสามารถอ่านใจได้ เราสามารถเอาตัวเองเข้าไปคิดแทนคนอื่นได้ว่าเค้ากำลังคิด กำลังรู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร ซึ่งมนุษย์จะมีความสามารถตรงนี้ได้ประมาณหลังจากห้าขวบเป็นต้นไป พูดง่ายๆก็คือความหนาของเปลือกสมองจะแปรผันตามขนาดของฝูง อย่างตอนนี้มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่มีสังคมที่ใหญ่ที่สุด เปลือกสมองชั้นที่สามของเราจึงหนาตามการใช้งานของเรา  



เปลือกสมองชั้นที่สามของเราทำงานยังไงในเรื่องของการเข้าสังคมคะ
เราจะจำได้หมด ใครเป็นใคร ใครอยู่พวกไหน เราจะเชื่อมโยงทุกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเองทั้งหมด เช่นการพยายามหาจุดร่วมเพื่อเชื่อมโยงว่าเราเป็นพวกเดียวกันนะ เรามีส่วนที่เกี่ยวข้องกันนะ อย่างการพยายามบอกว่าฉันมาจากสถาบันเดียวกับคุณนะ มาจากจังหวัดเดียวกับคุณนะ นี่ก็มาจากการทำงานของสมองส่วนนี้ ซึ่งนี่แหละมันเป็นการเล่นการเมืองของสมองลิง ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่มาจากฝูงลิงแบบชัดเจนเลย หรืออย่างการเดินทางข้ามเวลาด้วยความคิด ทั้งคิดย้อนไปเรื่องนั้นเรื่องนี้  คิดไปถึงอีกห้าปีสิบปี มันเป็นสิ่งที่สมองของสัตว์อื่นทำไม่ได้ หมีแพนด้าที่นั่งกินไผ่อยู่ดีๆจะมาคิดมั้ยว่าเอ้อ โลกร้อนแล้วเนอะ อีกหน่อยคงไม่มีไผ่กิน แล้วเนอะ แล้วก็เฮ้อ เศร้าจัง(หัวเราะ) ..มันไม่มีไง มีแต่มนุษย์เท่านั้นเลยที่จะเดินทางด้วยความคิดถึงอดีตและอนาคตของตัวเองได้

แล้วสัญชาตญาณล่ะคะ
มันเป็นภาษาพูด ถ้าในด้านวิทยาศาสตร์จะอธิบายว่ามันคือการตอบสนองต่อสิ่งเร้าแบบใช้ความคิดน้อย หรือแทบไม่ได้คิด เป็น Non conscious หรือ Auto pilot คืออารมณ์ ซึ่งจริงๆแล้วเราใช้ส่วนนี้เยอะมาก เช่นการขับรถไปทำงานทุกๆเช้า ซ้ำๆนานๆเข้า เราไม่ต้องคิด บางทีนี่มันวันเสาร์แท้ๆก็อ่าว เผลอเลี้ยวไปทางเดียวกับที่ทำงาน  อะไรที่เราทำโดยอัตโนมัติ ไม่ผ่านกระบวนการคิดและตรรกะใดๆ ซึ่งสัญชาตญาณเนี่ย มันไม่ได้อยู่ที่สมองส่วนไหนในสามส่วนที่บอกไป แต่มันเกิดจากการประมวลของสมองทั้งสามชั้นอย่างรวดเร็วและแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมเลย ผมชอบยกตัวอย่างว่า สมองชั้นแรกของเราก็คือช้าง แล้วอีกสองชั้นก็คือควาญ ต่อให้ควาญช้างพยายามควบคุมเท่าไหร่ แต่ช้างเค้าก็จะดื้อ จะมีความคิดเป็นของตัวเอง และบางทีก็ควบคุมไม่ได้ ช้างก็คือสัญชาตญาณ คือ Auto pilot นี่แหละ ควาญก็คือส่วนเหตุผล ตรรกะ บรรทัดฐานสังคม ศีลธรรมต่างๆ ที่มาควบคุมพฤติกรรม  จริงๆแล้วสัญชาตญาณนี่จะเป็นตัวนำชีวิตเราประมาณ 80% เลยนะ แต่บางครั้งเราก็พยายามควบคุมช้างให้เดินไปๆ ระวังๆ ข้างหน้าเหว กลัวๆๆช้างจะตกเหว แต่เราก็ลืมไปว่าช้างมันก็กลัวตัวมันเองจะตกเหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นปล่อยให้สัญชาตญาณนำทางบ้าง แล้วปล่อยให้สมองใช้เวลาไปกับเรื่องที่ควรคิดจะดีกว่า

แล้วในทุกๆการตัดสินใจทำอะไรซักอย่างของคนเรา ช้างหรือควาญช้างมีบทบาทมากกว่ากันคะ
มันคือการตัดสินใจร่วมกันของทั้งช้างและควาญ ทั้งสองต้องช่วยกันประมวลในทุกๆเรื่อง คือเราต้องใช้ทั้งเหตุผลและอารมณ์ หรือสัญชาตญาณร่วมกัน  ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่บางคนใช้ช้างมากไป บางคนเชื่อควาญมากไป มันก็เลยไม่พอดี เพราะฉะนั้นการจะใช้ชีวิตแบบสมดุลได้ เราต้องใช้ทั้งช้างและควาญช้างให้สัดส่วนพอดีๆ

แปลว่าอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญพอๆกับเหตุผล 
เรามีอารมณ์ตลอดเวลา มันทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลาเราเฉยๆ อารมณ์ก็ยังทำงานอยู่ตลอด จะมีแค่คนไม่กี่ประเภทที่ไม่ใช้อารมณ์เลย ก็คือคนที่สมองบาดเจ็บอย่างที่ผมบอกเมื่อกี๊นั่นแหละ คนพวกนี้อาจจะวิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์อะไรเชิงวิชาการได้ดี แต่พอถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตเค้าก็จะยากลำบากไปหมดเลย เพราะเค้าใช้อารมณ์กับมันไม่เป็น ดังนั้นเนี่ยอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ต่อให้นั่งสมาธิอยู่มันก็ยังมีอารมณ์นะ(หัวเราะ)

นั่งคุยกันอยู่ตอนนี้คุณหมอใช้อารมณ์อยู่รึเปล่าคะ
ใช้อยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมี มันก็คือสถานะที่สมองส่วนนึงกำลังทำงานอยู่ แค่นั้นเอง



ดูเหมือนเราจะมีวิวัฒนาการกันมายาวนาน มีคนศึกษาเหตุและผลของความคิด พฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกันไว้ตั้งมาก แต่ทำไมเราถึงยังเข้าใจกันยากอยู่อีก
มนุษย์มีความซับซ้อนหลากหลาย สมองทั้งชายและหญิงก็มีฮาร์ดแวร์ต่างกัน มุมมองวิธีคิดก็ต่างกัน การใช้ค่าในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต่างกัน ผู้หญิงด้วยกันเองหรือผู้ชายด้วยกันเองยังคิดไม่เหมือนกันเลย ธรรมชาติชอบความหลากหลาย มันเป็นการกระจายความเสี่ยงของสปีชี่ส์ต่างๆ เผื่ออันไหนไม่รอดจะได้เหลืออันอื่น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมสัตว์จึงต้องสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ ทั้งเพื่อเพิ่มจำนวนและความหลากหลายทางพันธุกรรม ที่เรายังดำรงอยู่ได้ก็เพราะความหลากหลายที่เรามีนี่แหละ เพราะฉะนั้นเราเลยทั้งคิดต่างกัน เชื่อต่างกัน  อย่างเด็กคนนึงจะเติบโตมาเป็นลิเบอรัลหรือคอนเซอเวทีฟเนี่ย ส่วนหนึ่งก็มาจากพันธุกรรม ส่วนหนึ่งก็มาจากการเรียนรู้  คนที่ชอบเหมือนกันก็จะรวมตัวกัน  มันเกิดการจัดกลุ่มโดยอัตโนมัติ แล้วพอได้อยู่กับคนที่ชอบเหมือนกัน คิดเหมือนกัน มันเลยยิ่งผลักให้เราสุดโต่งไปในทางนั้นๆ และทำให้ความหลากหลายมีความแข็งแรงมากขึ้น ยากที่จะคิดเหมือนกัน เข้าใจตรงกัน

แล้วเราสามารถใช้แพทเทิร์นบางอย่างของมนุษย์ทำนายพฤติกรรมคนอื่นได้แค่ไหน
อะไรก็ตามที่เรารู้ปัจจัยเยอะ มันก็มีโอกาสทำนายได้ ทีนี้พฤติกรรมมนุษย์มันมีความซับซ้อนสูง นอกจากว่าเราจะรู้จักเค้า รู้ปัจจัยต่างๆของเค้ามากพอ เราก็จะคาดเดาได้ มันไม่มีเครื่องมือหรืออะไรจะมาทำนายได้ว่าใครจะทำอะไร แต่เราก็สามารถรู้แนวโน้มบางอย่างกว้างๆได้ตามสถิติการวิจัยที่ศึกษามา หรือแม้กระทั่งนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์เองก็ตาม ก็ไม่ได้มุ่งที่จะไปบอกว่าคุณคิดอะไร คุณทำอย่างนั้นไปเพราะอะไร แต่เค้าจะศึกษาด้วยการให้คุณพูดออกมา แล้วทำหน้าที่เป็นรีเฟล็กซ์ สะท้อนให้คุณเห็นตัวเอง เห็นปัญหาของตัวเอง อย่างบางศาสตร์เค้าจะศึกษาสิ่งที่เรียกว่า Micro facial expression ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลการแสดงออกโดยสัญชาตญาณอย่างเดียวเลย เช่น รูปแบบการขยับปาก องศาของคิ้ว การหรี่ตา รายละเอียดเล็กๆแบบนี้เราไม่รู้ตัวว่าเราทำ แล้วมันจะเกิดขึ้นเร็วมาก ของอย่างนี้มันโกหกกันยาก เพราะเราทำโดยที่เราไม่รู้ตัว  



ขนาดเจอหน้ากัน ยังยากที่จะรู้ว่าใครคิดอะไรยังไง แล้วในโลกออนไลน์ล่ะคะ
ปกติเวลาเราเจอกัน ธรรมชาติของมนุษย์จะเล่นการเมืองกันตลอด คือเราเริ่มเล่นการเมืองกันตั้งแต่สมองเข้าที่เข้าทาง เด็กอนุบาลก็รู้จักวิธีควบคุมผู้ใหญ่ด้วยการต่อรองละ ต้องทำยังไงถึงจะได้เล่น ได้กิน ทำยังไงครูถึงจะโอ๋ พ่อแม่ถึงจะรัก เราจะไม่มีทางเป็นตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะไม่พูดทุกอย่างที่เราอยากได้ เราจะแสดงออกเท่าที่เราคิดแล้วว่ามันโอเค เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพรางตัวเองได้แบบเต็มที่ เราก็จะกล้ามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นมนุษย์บางเผ่าสมัยโบราณ ก่อนออกรบก็จะมีการพรางหน้าด้วยการเอาอะไรมาทา ส่วนนึงเพื่อไอเด็นติฟายตัวเองว่าใครพวกใคร ทำให้รู้สึกฮึกเหิมขึ้น แล้วอีกอย่างตอนพรางหน้าพรางตัวก็จะฆ่าคนได้ง่ายขึ้น   โลกออนไลน์ก็เช่นกัน การที่เราพรางตัวอยู่ในจุดที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร มันก็ทำให้เรากล้าเปิดเผยอีกตัวตนนึงของเราโดยไม่ต้องปกปิด

แสดงว่าตัวตนของคนเราไม่ได้มีแค่แบบเดียว
ไม่จำเป็น คนมักจะคิดว่าตัวตนที่แท้จริงชั้นเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่จริงๆแล้วเราอาจจะมีทั้งแบบที่เรารู้ตัว กับอีกแบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่นกรณีเมื่อนานมาแล้ว เมล กิ๊บสัน ดาราฮอลลิวู้ดชื่อดัง เกิดเมาแล้วไปทะเลาะกับคนยิว ก็เลยด่าเหยียดยิว โลกก็ประณามเค้าใหญ่ หลังจากนั้นเค้าก็ให้สัมภาษณ์ว่าเค้าไม่ได้เหยียดยิวนะ เค้ามีเพื่อนเป็นยิวเยอะแยะ แต่วันนั้นที่พูดอย่างนั้นเพราะเมาและโกรธ ถามว่า ตัวตนจริงๆของเค้าคือเกลียดยิวใช่หรือไม่ คำตอบทางวิทยาศาสตร์ตอบได้เลยว่าไม่ใช่ แต่ตอนนั้นเค้าทำสิ่งนั้นไปเพราะเค้าโกรธ เวลาที่เราโกรธ บางครั้งเราก็จะทำในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ เราแค่อยากแอทแทคทำร้ายเค้าให้เค้าเสียใจที่สุด เจ็บปวดที่สุด เรารู้ว่าจุดไหนมันจะพุ่งไปตรงเป้าที่สุด แต่นั่นไม่ใช่ตัวตนแค่แบบเดียวของเรา กรณีของน็อต-อัครณัฐ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมมันกระตุ้น เขาก็พร้อมจะปล่อยตัวตนอีกแบบของเค้าออกมา ซึ่งไอ้ตัวเนี้ยมันอาจไม่ออกมาหรอกในภาวะปกติ  แต่คนเรามันไปถึงจุดนั้นได้ด้วยบริบทพาไป แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เราโกรธเป็นใครด้วย มันมีตัวแปรเยอะ  บวกกับความซับซ้อนของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราตอบไม่ได้เลยว่า คนๆนี้เป็นคนดีหรือคนเลว คนที่ดีมาตลอดก็มีวันที่หลุดได้ นี่คือธรรมชาติของคน วันนึงมันอาจเป็นเราก็ได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่คนมักตัดสินคนๆนึงทั้งชีวิตจากเหตุการณ์ๆเดียวต่างหาก อย่างน้อยการที่เรามีความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ มันจะทำให้เราไม่ตัดสินใครง่ายๆ ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ คนชอบบอกว่า อ่านหนังสือผมแล้วรู้สึกปลง เหมือนอ่านหนังสือธรรมะ(หัวเราะ) เพราะวิทยาศาสตร์ก็คือธรรมชาติ มันมีเหตุมีผล ภรรยาผมชอบพูดเสมอว่าสุดท้ายมนุษย์นี่มันก็แค่ลิงเผ่าพันธุ์นึงแค่นั้นเอง บางครั้งมันไม่เกี่ยวกับความโลภ ความเลว ความโง่เท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของปัจจัยทางจิตวิทยาที่ครบ เหตุการณ์จึงเกิด

สมองคนเรามีความสามารถที่จะจำได้แค่ไหนยังไงบ้างคะ ทำไมบางเรื่องเราจำไม่ลืม ทั้งๆที่ไม่ได้ต้องการจะจำ
 ปกติเราจะจำสิ่งต่างๆทั่วไปตลอดเวลาเป็นปกติ เช่น เมื่อกี๊กินอะไร เมื่อกี๊พูดอะไร แต่เดี๋ยวพอเดินออกไปซัก 5 นาทีก็จะลืมละ อันนี้เราเรียก Working memory ทีนี้ความจำที่มันจะอยู่นานได้เนี่ย มันต้องผ่านเกตเวย์ มันต้องเอ็นโค้ดความจำให้เป็น Long term memory ซึ่ง “อารมณ์” เนี่ยเป็นไฮไลต์ของความจำ ความจำอะไรก็แล้วแต่ที่มีอารมณ์เข้าร่วม เช่น โกรธ เสียใจ เจ็บปวด เราจะจำมันได้ดีเพราะเหตุการณ์นั้นมีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง

แล้วเราสามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้แค่ไหน
ถ้าจะให้เห็นชัดๆคือ สมมุติว่าเราตื่นเต้น เราประหม่า ให้เราลองยืนขึ้น กางขาออกเล็กน้อยให้มันดูมั่นคง แล้วชูมือเหมือนผู้ชนะ แค่นี้เราก็จะรู้สึกดีขึ้น มั่นใจมากขึ้น หรือไม่ก็อย่างเวลาเศร้า ถ้าเรายืนท่าเนี้ย ชูมือขึ้นในท่าผู้ชนะ แล้วตะโกนบอกตัวเองว่า ฉันเศร้าจังเลยโว้ยยย มันก็จะเศร้าลำบาก นึกออกมั้ย(หัวเราะ) อันนี้เป็นการทดลองคลาสสิคอันนึงเลยนะ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถที่จะสร้างความรู้สึกที่ดี หรือสร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้ ด้วยองค์ประกอบของร่างกาย

แล้วพวกไลฟ์โค้ชนี่เค้าใช้หลักการนี้เหมือนกันมั้ยคะ
ไม่ใช่นะๆ(หัวเราะ) พวกไลฟ์โค้ชนี่เค้าเรียกว่า Neuro-Linguistic Programming คือได้ผลนะ แต่ได้ผลในระยะสั้น สังเกตดูว่าคนที่ไปเข้าอบรมอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นเทคนิคที่ใช้แก้ระดับผิวน้ำ บางครั้งเอาแต่คิดบวกๆอย่างเดียวมันไม่ช่วย ไม่ได้ลงลึกไปถึงปัญหาจริงๆ มันไม่เหมือน Positive Phycology ที่มันจะลงลึกไปกว่านั้น เพราะมันคือจิตวิทยาที่ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เพื่อให้เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แต่การที่ไลฟ์โค้ชมันเป็นที่นิยมเพราะคนชอบเข้าไปชาร์ตแบต พอมันมีดีมานด์ ซัพพลายก็เลยเกิดขึ้นเยอะตาม แล้วพวกโค้ชใน Neuro-Linguistic  นี้จะเหมือนๆกัน คือแสดงให้คุณดูว่าเค้าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ตะโกนเสียงดัง ให้ทำอะไรคนก็ทำตาม



เท่าที่สังเกต โค้ชหลายคนชอบใช้วิธีที่บอกว่า ชีวิตเรามีปัญหา ถึงแม้เราจะเถียงว่าไม่จริง เราไม่มี ก็จะพยายามยัดเยียดปมปัญหาบางอย่างให้เราให้ได้
บางที่เค้าจะBreak เรา Down ก่อน แล้วค่อยสร้างเราขึ้นมาใหม่ มันเป็นเทคนิคทางจิตวิทยาที่มีมานานแล้ว แล้วก็ไม่ได้วิเศษอะไร เพื่อนผมที่เป็นจิตแพทย์หลายคนจะต่อต้านอะไรแบบนี้มากเลย เพราะคุณไปสะกิดบางอย่างแล้วมันอาจจะหยุดไม่ได้ ถ้ารู้เทคนิคก็ทำได้ไม่ยาก แต่ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คุณแก้ได้รึเปล่าล่ะ หมอทุกคนถ้าจำเป็น อาจจะผ่าไส้ติ่งได้หมด แต่ถ้าเลือกได้ก็จะไม่ทำ เพราะถ้าเราไม่ใช่หมอศัลย์ แล้วเกิดปัญหาอื่นข้างๆไส้ติ่งเราก็อาจจะแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ทุกการรักษาต้องเกิดผลข้างเคียง ไอ้ผลข้างเคียงนี่แหละที่ยาก และเป็นเหตุผลของการต้องมีแพทย์เฉพาะทาง เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ทางจิตวิทยาก็เหมือนกัน ของแบบนี้ถ้าไม่ขุดตั้งแต่แรกก็อาจไม่มีปัญหา คือถ้าเปิดแผลแล้วปิดไม่เป็น ปัญหาที่ตามมาจะยิ่งใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น

ทำไมคนเราถึงได้คล้อยตามคนอื่นง่ายดายขนาดนี้คะ
ของอย่างนี้บางทีมันฟีลกู้ด มันรู้สึกดีมีพลังเวลาได้ทำอะไรพร้อมเพรียงกับคนอื่น มันเป็นสัญชาตญาณของการอยู่เป็นฝูงของสัตว์  มันฮึกเหิม มันเร้าใจ เหมือนการไปม็อบ ไปแล้วติด(หัวเราะ) แต่มันไม่ลงลึกไปถึงปัญหาไงอย่างที่บอก มาแล้วก็ต้องมาบ่อยๆ แค่นั้นเอง
 
 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์, นันทพร วรวัฒน์วิจิตร
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เรื่องราวจากสองแอร์โฮสเตสสาวจากอีกสองสายการบิน สถานการณ์ที่ผู้โดยสารอยากสูบบุหรี่จัดจนพยายามเปิดประตูเครื่องออกไปสูบทั้งๆที่บินอยู่บนฟ้าซะอย่างนั้น หรือผู้โดยสารที่พยายามจะให้ทิปลูกเรือเพื่อหวังผลด้านอื่น
 
คุณมอญ สุขจิต แดงใจ ทายาทรุ่น 3 ของ ผ้าฝ้ายทำมือย้อมครามธรรมชาติ ในชื่อ “แม่ฑีตา” Brand ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอย่างมีเอกลักษณ์ ตอนนี้จาก Brand ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ณ ดินแดนสกลนคร สู่ตลาดชาวต่างชาติอย่างกว้างขวางและเป็นที่สนใจของคนกลุ่มกว้างในขณะนี้ทั้งไทยและเทศ