ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม ผู้นี้ก็เช่นกัน เขาคือครูภาษาไทยยุคใหม่ที่มีความลิเบอรัลสูง และมีบุคลิกนิสัยใจคอตรงกันข้ามกับที่กล่าวไปในข้างต้นอย่างสิ้นเชิง เขามีชื่อเสียงจากการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ ก่อนจะตามมาด้วยการได้เป็นพิธีกรในหลายรายการ เจ้าของผลงานหนังสือ “สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง” และยังชอบบ่นปนความรู้ทางภาษาอยู่เป็นประจำในทวิตเตอร์ของเขา (@TUTOR_TOM) ซึ่งสามารถเข้าถึงคนยุคใหม่ในสังคมได้เป็นอย่างดี
วันนี้เรามีนัดกับเขาที่ร้าน โดยมีเรื่องการใช้ คะ- ค่ะ ที่ผิดของประสานงานเจาะใจออนไลน์ของเรา ที่ออกจะขัดใจครูทอมอยู่ไม่น้อยจนครูทอมต้องขอเซฟไว้เป็นกรณีศึกษา เป็นประเด็นเปิดบทสนทนาในวันนี้

“นี่ไง ที่ผมพูดมาตลอดว่าการสะกด “คะ” “ค่ะ” ผิด มันทำให้ความหมายผิดจริงๆ” (หัวเราะ)
ปัญหาคลาสสิก ปัญหา “คะ” “ค่ะ”
มันควรจะซีเรียสจริงๆนะ เพราะถ้าใช้ผิด ในบางสถานการณ์มันทำให้เกิดความเข้าใจผิด เช่นเมื่อกี๊เลย เราบอกเค้าว่าจะถึงร้านแล้ว เค้าตอบมาว่า “คะ” ไอ้เราก็นึกว่าน้องเค้าไม่เข้าใจ เลยต้องตอบใหม่ ซึ่งเค้าก็ยัง “คะ” กลับมาอีก(หัวเราะ) อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลยว่าการใช้ให้ถูก มันทำให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ครั้งนึงเราเคยเจอในกรุ๊ปไลน์ ทุกคนแนะนำตัวกัน แล้วก็มีคนนึงเข้ามาบอกว่า “จอยคะ” คนอื่นก็งงสิ เรียกจอยเหรอ ใครคือจอย(หัวเราะ) แล้วถึงมารู้ว่า อ๋อ นางชื่อจอย นางแนะนำตัว(หัวเราะ) เห็นมั้ยว่ามันทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเลยจริงๆ
แล้วอย่างการสะกดคำอื่นๆผิดนี่ มันเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหนสำหรับครูทอม
ถ้าว่ากันจริงๆแล้วมันก็ควรจะซีเรียส แต่สำหรับเราแล้วสมมุติว่าคุณสะกด “อนุญาต” ผิด แบบใส่สระอิ เป็น “อนุญาติ” มันผิดก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยน ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ให้อภัยได้ เทียบกันแล้วมันส่งผลเสียน้อยกว่าการใช้ “คะ” “ค่ะ” เยอะเลย แต่เราไม่ได้ซีเรียสไปซะทุกคำนะ ภาษามันก็อยู่ที่การเลือกใช้ตามบริบทด้วย มันเป็นศิลปะในการใช้ ไม่ใช่ต้องเป๊ะเป็นราชบัณฑิตตลอด
หลายครั้งที่คนเรียนสายภาษาไทย มักจะมีความเห็นไม่ตรงกับราชบัณฑิต แล้วสำหรับครูทอมเองคิดยังไงกับเรื่องนี้คะ
เราจะรู้สึกถึงความไม่สม่ำเสมอในแบบแผนบางอย่างของราชบัณฑิต เช่นอย่างเมื่อก่อน คำว่า แซ่บ ภาษาอีสาน ที่แปลว่าอร่อย ราชบัณฑิตกำหนดให้สะกดแบบไม่มีมีไม้เอก คือตามการออกเสียงจริงของคนอีสาน แซบ เป็นเสียงเป็นสระเสียงยาว เวลามีสื่อมาถาม หรือใครมาถามเราก็บอกตามที่ราชบัณฑิตบอกเลย แต่ปรากฏว่าพจนานุกรมฉบับล่าสุด ปี 2554 อุ๊ย ! เติมไม้เอกไปเฉยเลย (หัวเราะ) ตายล่ะ แล้วเราสอนคนไปเยอะแยะแล้วไง แล้วก็เลยมีคนมาถามอีกว่าตกลงยังไงแน่ ทำไมครูทอมบอกอย่างนี้ ราชบัณฑิตบอกอีกอย่าง เราก็เลยต้องมานั่งอธิบายว่า ราชบัณฑิตมีการเปลี่ยนการสะกดนะ เราเปล่านะ (หัวเราะ) หรืออย่างคำว่า มโนห์รา มันต้องสะกดด้วย ห์ หลังคำว่า โน ใช่มั้ย แต่ล่าสุดราชบัณฑิตบอกว่า จะเอา ห์ ไปอยู่ข้างหลัง รา ก็ได้ เราก็ เฮ้ย! ได้ไง มันไม่ได้นะ เพราะรากศัพท์เดิมถ้าไปอ่านพระสุธน-มโนห์รา เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เค้าสะกด Manohara แปลว่ามันควรจะอ่าน มะ-โน-หะ- รา ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ห์ มันต้องอยู่หลัง โน สิ มันจะไปอยู่กลัง รา ไม่ได้(เล่นใหญ่ใส่อารมณ์) ในขณะที่บางคำควรจะเปลี่ยน ก็ไม่เปลี่ยน เช่น โบผูกผม ซึ่งราชบัณฑิตเองก็อธิบายความหมายไว้ว่า มาจากคำว่า Bow ในภาษาอังกฤษ ...ก็ชัดเจนแล้วนี่ไงว่ามี w แล้วทำไมไม่ใส่ ว์ ไปข้างหลัง เป็น โบว์ ซะทีล่ะปัดโธ่(ใส่อารมณ์มากขึ้น) ที แซ่บ ยังเติม ไม้เอกได้ แล้วที โบ ทำไมถึงจะเติม ว์ เข้าไปไม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่อยากร้องเรียนราชบัณฑิต(หัวเราะ)
แล้วก็อยากให้ราชบัณฑิตปฏิบัติให้เป็นมาตรฐาน ให้มีแบบแผนหน่อย เพราะบางอย่างมันก็ลักลั่นจังเลย อยากจะขอว่า เวลาเปลี่ยนตัวสะกด หรือเปลี่ยนความหมายของคำเนี่ย รบกวนบอกให้เป็นกิจจะลักษณะ บอกให้เป็นทางการหน่อย ไม่ใช่ให้เราไปเซอร์ไพรส์ในพจนานุกรมเล่มใหม่ อ้าว! คำนี้เขียนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ควรจะมีพจนานุกรมคำเปลี่ยนออกมาเพื่อให้รู้ว่าคำไหนบ้างที่เปลี่ยนรูปแบบการสะกดหรือความหมายแล้ว ไม่ใช่ให้เราต้องเซอร์ไพรส์อยู่ตลอดเวลา(หัวเราะ)

หลายคนก็สุดโต่งมากเรื่องการใช้ภาษา ว่าต้องสะกดแบบนี้เป๊ะๆ จะไปดัดแปลงใช้อย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ ถือว่าวิบัติ ถือว่าผิดทันที
เราว่าคนที่คิดแบบนี้จริงๆแล้วเค้าไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของภาษาจริงๆ เพราะธรรมชาติของภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้าคุณทนความเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ได้ นั่นหมายถึงคุณกำลังทำให้ภาษากลายเป็นภาษาที่ตายแล้วนะ คือไม่มีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไร คนไม่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว แล้วมันก็จะถูกลืมหายไปในที่สุด เราว่าการที่ภาษาไทยยังมีคนใช้ คนเล่นกับมัน คนสร้างสรรค์คำใหม่ๆ มันคือกระบวนการเพิ่มคำในภาษา มันไม่ดีตรงไหน หรือคำที่ใช้ไปใช้มาก็เกิดจากกร่อนเสียง กลืนเสียงอะไรต่างๆ สนุกจะตาย มันคือเสน่ห์ของการเรียนภาษา ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูกาลเทศะและบริบทเป็นสำคัญด้วย
ครูทอมเอง เคยพลาดในเรื่องการใช้ภาษา แล้วทำให้คนเข้าใจผิดมั้ยคะ
มีครั้งนึง ผมไปดูหนังฟอร์มใหญ่เรื่องนึงในโรงมา แล้วผมก็รู้สึกว่า ซับไตเติ้ล ผิดเยอะมาก ทั้งแปลผิด สะกดผิด มันไม่โอเคเลย แล้วตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าใครแปล ดูจบเราก็ตั้งสเตตัสเลย ว่าซับไตเติ้ลเรื่องนี้มันเลวทรามต่ำช้ามาก เพราะอะไรเราก็ว่าไป …ปรากฏว่า คนที่แปลเรื่องนี้ เป็นเฟรนด์กับเราในเฟซบุ๊ก เราตกใจมาก เพราะเค้าเก่งมาก เป็นระดับปรมาจารย์เลย เราอ่านหนังสือเค้าตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นเค้า แล้วปรากฏว่า เค้าก็เข้ามาด่าเราในคอมเม้นต์แบบรุนแรงมาก เราก็ขอโทษเค้าที่ใช้คำว่าเลวทรามต่ำช้า เพราะเราไม่คิดเลยจริงๆว่ามันจะเป็นเค้า แล้วก็พยายามอธิบายว่าเพราะอะไรเราถึงตั้งสเตตัสแบบนั้น แต่เค้าก็ยังด่าเราด้วยความโกรธมาก จนในที่สุดเค้าก็บอกว่าเค้า Unfollow เราแล้ว แล้วก็กำลังจะ Unfriend เราก็เลยบอกว่า พี่ไม่ต้องมา Unfriend ผมหรอก เพราะผม Unfriend พี่แล้ว(หัวเราะ) เราก็เอาชนะเค้า คือเราก็ไม่ใช่คนดีอะไร เราก็ยอมรับว่าเราผิดก่อนที่ใช้คำว่าเลวทรามต่ำช้า สุดท้ายเรื่องก็จบด้วยการเลิกคบกันไป เรื่องนี้เป็นบทเรียนเรื่องการใช้ภาษาของเราเลย ตั้งแต่วันนั้นไม่ว่าเราจะวิพากษ์อะไร เราจะใช้คำที่ซอฟต์ๆ ละมุนๆ จะไม่หยาบคายรุนแรงอีกแล้ว
มารยาทในการสื่อสารของเด็กยุคนี้ที่ครูทอมเจอ เป็นยังไงบ้างคะ
เจอเด็กรุ่นใหม่มาติดต่อมาเยอะ เลยอยากสรุปให้ว่าในทุกๆที่ติดต่อสื่อสาร ต้องแนะนำตัวก่อนเป็นอันดับแรก เราเคยเจอแบบโทรมา "ฮัลโหล ครูทอมพรุ่งนี้ว่างมั้ยคะ” เดี๋ยวนะ เธอเป็นใคร ชั้นยังไม่รู้เลย (หัวเราะ) อีกอย่างคือยิ่งเราทำหน้าที่ประสานงาน จะต้องยิ่งเป็นคนที่มีทักษะการสื่อสารในระดับดี ใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นหน้าเป็นตาของหน่วยงาน การใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งก็สำคัญ เคยเจอเคสนึง มาติดต่อขอสัมภาษณ์ไปลงหนังสืองานบอลที่คณะ ทุกอย่างบอกรายละเอียดชัดเจน เคลียร์มาก แต่พอถึงเนื้อความ “สวัสดีค่ะ เราชื่อฟ้า อยู่คณะ….นะคะ ตอนนี้กำลังตามหาศิษย์เก่ามาสัมภาษณ์บลาๆๆ อยากจะขอสัมภาษณ์ได้รึเปล่าคะ” เราก็แบบ เดี๋ยวๆ เราเป็นเพื่อนกันเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ(หัวเราะ) เราก็ตอบกลับไปว่าโอเค ยินดีไปให้สัมภาษณ์ แต่มี ป.ล.ต่อท้ายว่า “ถ้าน้องเลือกใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ใหม่ให้ถูกต้อง ก็จะดีนะครับ” ปรากฏว่า น้องส่งอีเมล์กลับมา บอกว่า “สวัสดีค่ะพี่ทอม ก่อนอื่นต้องขอโทษนะคะที่ใช้สรรพนามไม่ถูกต้องในอีเมล์ฉบับที่แล้ว ข้าพเจ้าไม่รู้จริงๆว่าควรจะเรียกตัวเองว่าอะไรดี เพราะคำว่าหนูมันดูไม่เป็นทางการ ส่วนจะใช้ ดิฉัน ก็ดูจะเป็นทางการจนเกินไป..” โธ่หนู หนูเรียกพี่ทอมได้ หนูจะยังต้องกังวลกับการใช้ หนู อีกทำไมคะ(หัวเราะ)
รู้สึกว่าเรื่องของคำกำกวมนี่ก็เป็นสิ่งที่ครูทอมให้ความสำคัญ
นี่เลย ผมจะยกตัวอย่างพาดหัวข่าวนึง “สลดเหี้ย แห่แทะศพพ่อเฒ่านับสิบตัว” คือเรารู้สึกว่า หูย พ่อเฒ่าตัวเดียวกูก็แทะเหนื่อยแย่แล้ว นี่ตั้งสิบตัว(หัวเราะ) แล้ว “เหี้ย” ในที่นี้นี่เป็นคำนามหรือเป็นคำวิเศษณ์ก็ไม่แน่ใจ คือทำไมไม่เรียง “สลด เหี้ยนับสิบตัว แห่แทะศพพ่อเฒ่า” แค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว แล้วมันก็แปลได้ตรงตัวความหมายเดียวไม่สับสน

ระดับภาษาที่หลากหลายของภาษาไทย สะท้อนสังคมไทยยังไงบ้างคะ
แน่นอนเลยว่าในเรื่องของระบบชนชั้น แม้ว่าเราจะบอกว่าเราไม่มีชนชั้นวรรณะ ถึงจะไม่ชัดเจน แต่เรามี มันฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมานานแสนนาน ถึงเราจะพยายามพูดกันเรื่องความเท่าเทียม แต่ที่สุดแล้วระดับภาษาก็แสดงให้เห็นอยู่ดีว่าเรายังคงเหลื่อมล้ำ ภาษาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยยังคงมีระบบอาวุโส เช่นการที่เราเรียกกันด้วยสรรพนาม พี่ หรือ น้อง เลยตั้งแต่แรกโดยที่ไม่ได้รู้จักอายุกันก่อน นัยหนึ่งมันก็ดูเหมือนการเลือกไปแล้ว ว่าเราจะวิสาสะกันยังไง มันไม่เหมือนอย่างภาษาเรียกกันด้วยคำกลางๆว่า คุณ อันนั้นอาจจะมีผลทำให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมได้มากว่า แต่มันก็จะขาดความใกล้ชิด เป็นมิตรสนิทสนมกัน
สังคมไทยเป็นสังคมที่ด่าไว้ก่อน อะไรที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น หรือเป็นสิ่งใหม่ ผู้คนจะยังรับไม่ได้ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และไม่ค่อยยอมรับความแตกต่างทางสังคม เช่นเมื่อไม่นานมานี้มีการถ่ายภาพพรีบวชนาค ซึ่งหลายคนก็เดือดร้อนกันมาก ว่ามันไม่เหมาะสม ไม่สำรวมนู่นนี่นั่น ทั้งที่จริงๆแล้วถ้าเทียบกับการเต้นรอบโบสถ์อย่างสุดเหวี่ยงตอนแห่นาค อันไหนมันเรียบร้อยสงบสำรวมกว่ากันล่ะ สมัยหนึ่งริสแบนด์ Live Strong ฮิตมาก เด็กใส่ไปโรงเรียน ครูดุ ครูยึด บอกว่าใส่เครื่องประดับอะไร ผิดกฎ แต่ซักพักเท่านั้นแหละ ด้วยความที่มันฮิตจริงๆ โรงเรียนก็ออกริสแบนด์ของโรงเรียนเองจ้า(หัวเราะ) เห็นไหมว่าคนไทยกลัวการเปลี่ยนแปลง เปิดรับอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้ยาก
ถ้าอยากเป็นคนใช้ภาษาได้ดี ต้องทำยังไงคะ
มันเป็นข้อสังเกตนึงของเรา ว่าคนที่ใช้ภาษาได้ดี มักจะเป็นคนที่อ่านหนังสือมาเยอะ แล้วต้องเป็นหนังสือที่ดี ใช้ภาษาถูกต้อง สละสลวย พอเห็นบ่อยๆ มันก็จะชิน แล้วโอกาสใช้ภาษาผิดๆมันก็จะน้อย อย่างล่าสุด เราอ่านหนังสือเล่มนึง ชอบมาก ไม่อยากให้จบเลย แต่ระหว่างการอ่านก็อึดอัดมาก รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มันไม่มีพิสูจน์อักษรเลยรึไงวะ ทำไมคำผิดมันถึงได้มากมายขนาดนี้ เนี่ย มันทำให้เรื่องดีๆเสียอรรถรสไปได้
แล้วได้อินบ็อกซ์ ไปหาเค้าอีกมั้ยคะ
อีเมล์ไป แต่เค้าไม่ตอบ(หัวเราะ)
วันหลังรบกวนเข้าเจาะใจออนไลน์แล้วปรู๊ฟให้หน่อยได้ไหมคะ
ได้เลย เดี๋ยวแคปไปด่า(หัวเราะ) บ้าเหรอ ล้อเล่น

เรียนภาษาไทยสนุกยังไงคะสำหรับครูทอม ทำไมเส้นทางชีวิตถึงได้มาทางนี้
สนุกมากนะสำหรับเรา อาจจะด้วยความที่เราชอบภาษามาตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านวรรณคดี อ่านนิทานจักรๆวงศ์ๆ บทร้อยกรองต่างๆ โตขึ้นมาหน่อยก็ยังชอบเรื่องตำนานพื้นถิ่น คติชนวิทยา ซึ่งการอ่านเยอะของเราก็ทำให้เราเป็นคนมีคลังคำเยอะ ตั้งแต่ประถมก็จะมีให้เขียนตามคำบอก ซึ่งเราท็อปตลอดเลย ชอบมาก รู้สึกสะใจ เป็นคนชอบการแข่งขัน(หัวเราะ) แล้วตั้งแต่ประถมเลยเราก็เลยได้เป็นตัวแทนไปแข่งแต่งกลอน แข่งขันทางวิชาการต่างๆ มาตลอด ก็ได้รางวัลมาเรื่อยๆ เรารู้สึก เฮ้ย มันสนุกจังเลย ได้รางวัลด้วย ได้เงินด้วย เท่ด้วย เพราะได้ประกาศชื่อหน้าเสาธง เราก็เลยได้พัฒนาทักษะทางภาษามาเรื่องๆ พอช่วง ม.5 ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ก็เลือกสายศิลป์ ฝรั่งเศส เพราะไม่ถนัดเลขกับวิทย์เลย ปรากฏว่า โอ้โห เกรดพุ่งจ้า ได้เกียรติบัตรเรียนดีทุกเทอมเลย เพราะมันไม่มีเลขเลยแม้แต่ตัวเดียว(หัวเราะ) เลยทำให้เราชัดเจนกับตัวเองว่านี่แหล่ะ เรามาถูกทางแล้ว ซึ่งเราก็เลยเลือกอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาไทย โดยเข้ามาทางโครงการช้างเผือก โครงการที่รักเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษาและวรรณคดีไทย แล้วก็เรียนมาอย่างมีความสุข ทำกิจกรรมตลอด ได้มีโอกาสไปค่ายบ่อยๆ ทั้งค่ายสร้าง ค่ายแนะแนว ค่ายสอนหนังสือ พอเราได้ลองทำหลายสิ่ง เราเลยได้รู้ว่าเราชอบค่ายสอนหนังสือมาก รู้สึกสนุกกับการไปสอนเด็กๆ เพราะเราเองก็ติวให้เพื่อนอยู่บ่อยๆตั้งแต่เด็กๆ เราเลยจะรู้ว่าจุดไหนที่เด็กจะไม่เข้าใจ แล้วเวลาสอนเราก็ไม่เคยรักษาภาพลักษณ์อะไรเลย(หัวเราะ) ปกติครูคนอื่นต้องรักษาภาพนิดนึงใช่มั้ย แต่เราไม่เลย เด็กก็เลยชอบ เพราะเราเข้าถึงเค้าง่าย ทำให้เค้ากล้าซักกล้าถาม เราเองเลยรู้สึก โอ๊ย มีความสุขจังเลย

แล้วจู่ๆได้มาโลดแล่นในสายบันเทิงได้ยังไงคะ
ตอนนั้นมีน้องที่คณะคนนึงมาโพสต์ในกลุ่มว่ารายการแฟนพันธุ์แท้กำลังรับสมัครผู้เข้าแข่งขันไปแข่งแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ เราก็รีบส่งอีเมล์ไปสมัครเลย เพราะมั่นใจมาก ชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก ก็ได้ไปสอบสัมภาษณ์และได้แข่ง แล้วก็ชนะ ได้ตำแหน่งมา จากนั้นก็ได้ไปเป็นครูสอนพิเศษ เป็นติวเตอร์ภาษาไทยตามโรงเรียนต่างๆ อาจจะด้วยคาแรกเตอร์เรามันชัด แล้วมันแตกต่างจากครูภาษาไทยคนอื่นๆมั้ง ตอนนั้นทำผมทรงเดดล็อกด้วย(หัวเราะ) คนก็จำเราได้เยอะ หลังจากนั้น ทีวีบูรพาก็มาเห็นเรา เลยเรียกไปแคสต์ ก็เลยได้ทำพิธีกรรายการเกมเด็ดเจ็ดกระดาน ทางช่อง7 นั่นคือรายการแรกในชีวิต แล้วหลังจากนั้นก็มีแบไต๋ ของพี่หนุ่ย-พงศ์สุข ตามมาติดๆ แล้วก็มีรายการอื่นตามมาเรื่อยๆ
แล้วงานหลักตอนนี้คืออะไรคะ
แหม ตอบยากจัง งานอะไรที่ได้ตังค์ก็เป็นงานหลักหมดแหล่ะครับ(หัวเราะ)
งั้นวันนี้ที่มาสัมภาษณ์ก็ไม่นับเป็นงานหลัก เพราะไม่ได้ตังค์(หัวเราะ)
นับเป็นอดิเรกไง(หัวเราะ) ตอนนี้ก็ทั้งสอน ทั้งพิธีกร ทั้งเล่นละครทีวี ละครเวที อีเว้นต์บ้าง

สอนสนุก มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ ไม่คิดเปิดโรงเรียนกวดวิชา
พอได้ไปสอนหลายที่ เราก็ยิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำในเรื่องการศึกษาของประเทศนี้ ว่ามันห่างไกลกันมากแบบไม่มีวันจะเท่าเทียมกันได้เลย หลายโรงเรียนมีตังค์จ้างเรา แต่หลายโรงเรียนต่างจังหวัด อยากให้เราไปมาก แต่ไม่มีงบ เราก็ไปอยู่ตลอด เพราะเราอยากสอน เราตั้งใจเลยว่า จะไม่เปิดโรงเรียนกวดวิชา เพราะรู้สึกว่าการมีอยู่ของโรงเรียนกวดวิชา เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การศึกษาเหลื่อมล้ำ เพราะมันจะมีแค่เด็กที่มีตังค์ ถึงจะมีโอกาสได้เรียน พอเรียนแล้วก็ได้เกรดดี สอบติด มีโอกาสในชีวิตมากกว่า มันก็จะวนอยู่แค่นี้ คนที่ไม่มีตังค์ ความรู้น้อยกว่า สอบเข้ามหา'ลัยก็สู้เค้าไม่ได้อีก มันก็เลยยิ่งทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำมันห่างกันมากยิ่งขึ้น จริงๆ เราไม่ได้ต่อต้านการกวดวิชานะ ก็เข้าใจว่าในสังคมที่วัดผลด้วยการสอบแบบนี้ คนที่ได้เรียนก็คือคนที่ได้เปรียบ
ในฐานะครูแล้ว ครูทอมคิดว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ยังไงคะ
เราตั้งใจว่า ปีนี้จะทำโครงการติวการกุศลอีก ซึ่งจริงๆเราทำมาหลายครั้งล่ะนะ ครั้งที่แล้วก็ไปยะลา นราธิวาส เราอยากไปโรงเรียนชนบทที่ไม่มีงบที่จะเชิญใครไปติว แต่เราจะไปให้ ซึ่งเราไม่ได้จะไปคนเดียวนะ เรามีเพื่อนที่เป็นอาจารย์ เป็นดารา นักร้อง เป็นหมอ ที่จะมาช่วยแนะแนวชีวิตให้น้องๆ ได้อย่างหลากหลาย สอนทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แบบแนะแนวชีวิต แนะนำอาชีพด้วย เพิ่มทางเลือกในชีวิต ให้เด็กได้เห็นโลกกว้าง ให้เด็กไม่มีโอกาสได้มีโอกาส เพื่อให้เค้าได้มีแรงบันดาลใจในชีวิต เพื่อต่อยอดความฝันของเค้าแล้วเอากลับไปพัฒนาบ้านเค้า แล้วอีกอย่างโดยธรรมชาติแล้ว เด็กต่างจังหวัดมักจะถ่อมตัว คิดว่ายังไงตัวเองก็เก่งสู้เด็กเมืองไม่ได้ เราก็จะไปสร้างความมั่นใจให้เค้า ให้เค้ามีทักษะ พัฒนาตนเองและมีเป้าหมายในชีวิต ซึ่งตอนนี้ก็กำลังร่างโครงการอยู่ รอสปอนเซอร์อยู่ ถ้าใครสนใจจะสนับสนุนก็เรียนเชิญนะครับ




