TALK

“เป็นมนุษย์จึงเจ็บปวด” เดวิด อัศวนนท์

เดวิด อัศวนนท์
10 ก.ค. 2562
เขาคือเจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีสุพรรณหงส์ ในปี พ.ศ. 2555 ทุกบทบาทที่มีชื่อเขาคนนี้ปรากฎตัว ไม่ว่าจะเป็นละคร ละครเวที ซีรีส์ หรือ ภาพยนตร์ ความคาดหวังของผลงานคุณภาพก็มักจะตามมาเสมอ และวันนี้ เขากลับมาพร้อมบทบาทล่าสุด กับซีรีส์รีเมคจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง “พรุ่งนี้.. จะไม่มีแม่แล้ว” ที่ออกฉายบน LINE TV กับบทของครูยักษ์ อดีตตำรวจที่ลาออกจากราชการมาเปิดบ้านเด็กกำพร้า พร้อมบาดแผลและความผิดในใจที่ยากจะลบเลือน



นอกจากความสามารถทางการแสดงที่ไม่มีใครปฏิเสธแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเดวิดเรียนจบทางด้านจิตวิทยามาโดยตรง และเขามีมุมมองเรื่องความรัก การถูกรักและการถูกทิ้งที่น่าสนใจ อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบคุณอาจจะเกลียดเขา หรืออาจจะรักเขามากขึ้นอีกก็ได้ ซึ่งรับรองว่าผู้ชายคนนี้ยินดี



การที่เด็กคนนึงเติบโตมาโดยที่เป็นเด็กกำพร้า คิดว่าเขามีโอกาสจะเป็นเด็กที่มีปัญหาในเรื่องอะไรบ้างคะ

ผมว่าเด็กทุกคนต้องการความอบอุ่น ต้องการการความรู้สึกที่ว่าเขามี พ่อ แม่ มีคนคอยปกป้อง มีคนที่เขาสามารถดูดซึมความรักมาได้ เพราะความรักมันเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม แต่มันเป็นความรู้สึกที่เบสิกมากที่สุดสำหรับเด็ก เพราะฉะนั้น ผลของการที่มันไม่มีสิ่งเหล่านี้มาซัพพอร์ตความรู้สึก มันจะมีผลในด้านที่พอโตขึ้นมาแล้ว เด็กจะไม่มีความมั่นใจในตนเอง มีปมด้อย มีความรู้สึกว่าขาดบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญในชีวิตไป มีการเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าทำไมคนอื่นมี แต่ตัวเองไม่มี ซึ่งมันมีผลลบต่อสภาพจิตใจของเขาเยอะมาก เพราะพอเด็กเริ่มโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มันจะเกิดปัญหาว่า แล้วเขาจะบริหารความรู้สึกของตัวเองยังไง คือมันก็แล้วแต่วิถีชีวิตของแต่ละคนแล้วล่ะ แต่ผมคิดว่า จะให้เติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่มีปัญหาเลยมันเป็นไปไม่ได้ ผมว่าส่วนใหญ่ต้องมีปัญหา อาจจะไม่มีปัญหาในลักษณะไปปล้น ไปจี้ หรือไปฆ่าคนหรอก แต่เป็นปัญหาข้างในของเด็กมากกว่า ขนาดเด็กที่พ่อ แม่หย่ากันหรือครอบครัวแตกร้าวยังมีปัญหาเลย แล้วถ้าหากเด็กที่ต้องโตขึ้นมาโดยที่ไม่มีพ่อ แม่เลย คิดดูสิ



ในฐานะที่พี่เดวิดเรียนทางด้านจิตวิทยามา ในมุมมองของคนที่เรียนด้านนี้ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่โตมาแบบเวิ้งว้าง ไม่ปลอดภัย มันจะเป็นยังไงบ้าง

มันจะมีศัพท์คำนึงในทางจิตวิทยา สำหรับคนที่รู้สึกขาดแล้วต้องหาอะไรมาทดแทน เขาเรียกว่า “Overcompensation” คือต้องหาอะไรมาทดแทนหรือว่ามาเยียวยาที่อาจจะดูโอเว่อร์กว่าเดิม เราจะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ กับคนที่เคยจนมาก่อน แล้วอยู่ดีๆรวยขึ้นมา นี่คือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายมาก ที่เขาเรียกว่าเงินใหม่ เช่นการถูกหวย หรือว่าเปียแชร์มาได้ หรือว่าได้งาน หรือทำธุรกิจอะไรสักอย่างนึงที่อยู่ดีๆก็ได้เงินมาร้อยล้าน พันล้าน แบบนี้คือเราจะเห็นได้เลยว่าสิ่งที่เขาเป็นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรวยแบบนั้นมันคืออะไร คือไม่ใช่ว่าทุกคนว่าจะเป็นนะ แต่แนวโน้มที่จะเป็น ส่วนมากมันจะสูงกว่า แค่นั้นเอง

รถหรูๆ แพงๆ ใส่ทองเยอะๆ ใส่เพชร ต้องโชว์ให้เห็นว่ากูมี นึกออกมั้ย คือมันอาจจะเป็นที่ค่านิยมในสังคมเราด้วย ผสมกัน เพราะก็ต้องยอมรับว่าประเทศเราทุกวันนี้เน้นในเรื่องว่า อยู่กับใคร หน้าตาเป็นยังไง เงินทอง ต้องโชว์ ต้องอะไร คือมันโคตรไร้สาระเลยอะ อันนี้ไม่ต้องตัดนะ คนเราต้องได้ยิน เพราะฉะนั้น พอค่านิยมมันเป็นแบบนี้แนวโน้มของการที่คนๆ นึงจะต้องโชว์ หรือต้องแสดงให้คนเห็น มันจะมีสูงขึ้น เพราะว่าโดยลึก ๆแล้ว ในเวลาที่คนเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีแก่นสารอะไรอยู่ข้างใน หรือเรียกอีกอย่างว่าไม่เห็นคุณค่าของตัวเองการที่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าได้ ถ้าเขาไม่สามารถรู้สึกได้จากการมีคุณค่าภายใน เขาก็ต้อง Overcompensate โดยการเอาคุณค่าภายนอกมาใส่ตัวเอง โดยค่านิยมแล้วก็คือของแพงๆ รถหรูๆ หรืออะไรก็ตามแต่ บางทีคนเราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็มีปมอะไรสักอย่างนึงในจิตใจได้ หากโตขึ้นมาโดยที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง อาจเป็นเพราะโดนพ่อแม่กดดัน ขาดความอบอุ่น หรือว่าทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง พ่อแม่ไม่เคยบอกว่า ฉันภูมิใจในตัวเธอ พอถึงวันนึงที่เขาสามารถหาสิ่งเหล่านี้ มา Overcompensate ได้ เขาก็จะเอามาใส่ เอามาพอกใส่ตัวเองเพื่อให้ได้รู้สึกว่า นี่ไง มีแล้วนะ มีค่าแล้วนะ เห็นคุณค่าหรือยัง อย่างในเรื่องนี้ ครูยักษ์เขารู้สึกผิดที่ตัวเองทำให้ลูกตาย เขาก็เลยอยากจะชดเชยด้วยการดูแลเด็กเด็กกำพร้าแทน



แล้วในมุมของพี่เดวิดเอง มีความคิดอยากจะเลี้ยงเด็กกำพร้าแบบครูยักษ์ไหมคะ

ไม่อะ คือโดยส่วนตัวแล้วไม่ได้อยากมีลูก เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ได้อยากจะรับความรับผิดชอบ ไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อที่จะดูแลเด็ก คือผมไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้น ผมว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ที่มันเป็นจริงนะ โลกมันคืออะไร มันคือสถานที่ที่โหดร้าย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำมันให้ดีที่สุดยังไง มันก็ต้องโดนสิ่งรอบข้างกระทำ คือผมมีความรู้สึกว่าตั้งแต่ที่เราเกิดมา คืออย่างนึงเลยนะ คือเราไม่ได้ขอเกิดมา นึกออกมั้ยฮะเราเกิดมาด้วยอุบัติเหตุทางธรรมชาติ มันเกิดการผสมพันธุ์กันขึ้นของต้นขั้วทางพันธุกรรมของเรานั่นก็คือ ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงพ่อแม่ของเรา แล้วเราก็โดนโยนขึ้นมาบนโลกใบนี้ ที่มีการแข่งขัน มีการแก่งแย่ง มีเรื่องของความทุกข์ อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกนะฮะ “ToLive is to suffer” การมีชีวิตอยู่คือการมีทุกข์ แล้วพอเราเกิดมา มันก็มีเรื่องของการเรียกร้องความสนใจ เรื่องของการต้องดึงดูด ต้องได้ความรัก คือมันดูดพลังชีวิตของพ่อแม่เหลือเกิน ร้องไห้แม่ก็ต้องมาโอ๋ หิวก็ร้อง ฉี่ อึ ก็ร้อง อารมณ์แปรปรวนอะไรก็ร้อง ซึ่งมันก็เพื่อตัวฉัน ตัวฉัน ตลอด ความรู้สึกตรงนี้มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างจะNarcissistic ที่แปลว่า อาการหลง ซึ่งมนุษย์ทุกวันนี้เป็นเยอะมากขึ้น
หลังจากที่ Social Media มันบูมขึ้นมา มันก็คือโรคหลงตัวเอง รักตัวเอง คิดว่าตัวเองคือจักรวาล แล้วทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเอง แบบนี้คือเด็กที่โตขึ้นมาเป็นภาระของคนอื่น พอเริ่มโตขึ้น กว่าที่จะเป็นผู้เป็นคน กว่าที่จะเข้าใจโลก กว่าที่จะรู้ว่าดีชั่วคืออะไร กว่าจะลองผิดลองถูก บางช่วงมันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ถ้าเดินพลาดก็คือพลาดไปเลย มีบางคนที่ผมรู้จัก พ่อแม่อบอุ่น ให้ความรัก ให้ความอบอุ่นมาตลอด ให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้การศึกษาที่ดี แต่ในที่สุดลูกก็เลือกที่จะเดินอีกเส้นนึง เลือกเดินผิด ติดยา Overdose เล่นยาจนตาย คือสำหรับผมแล้วการทำให้เด็กเกิดมาหรือการได้ครอบเขาไม่ใช่เรื่องน่ายินดีอะไรขนาดนั้นเลย



ตัวพี่เดวิดเองเติบโตผ่านแต่ละช่วงวัยมายังไงบ้าง

คือตัวส่วนตัวของผมเอง ผมรู้เลยว่าบนเส้นทางชีวิตที่ผมเดินมา มันมีหลายช่วงมากที่ผมรู้เลยว่า ถ้าผมตัดสินใจไปทางนี้ ชีวิตพังแน่นอนแต่ว่าเราโชคดีที่เรามีสติ แล้วก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นมันจะมี Reference อยู่ในหัวตลอดเวลา แล้วเราก็จะมองเห็นภาพว่าถ้าเราเลือกไปทางนี้ จุดจบที่อาจจะเป็นไปได้คืออะไร เพราะฉะนั้น เราก็จะพยายามคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาในสิ่งที่เราทำ แต่หลายครั้งที่เด็กวัยรุ่นหรืออะไรก็ตามแต่ เวลาที่เขาทำอะไร เขาเอาแค่ Moment นั้น ตอนนั้น เวลานั้น ไม่สนอย่างอื่นเลย พอโตขึ้นมาอีกสักพักนึง กว่าจะเป็นผู้เป็นคนได้ ก็ต้องเรียน ต้องผ่านช่วงของการแข่งขัน เช่นการเข้ามหาวิทยาลัย ต้องผ่านการหาจุดยืนของตัวเองในชีวิต ผ่านช่วงที่เราสับสน เช่น เพื่อนทั้งกลุ่มแต่งตัวแบบนี้กันหมด ใช้น้ำหอมแบบนี้กันหมด ถ้าหากเราไม่ใช้ เราจะเป็นตัวประหลาดไหมถ้าถามผมวันนี้ ในวัย 43 แล้ว ผมไม่แคร์หรอก เพราะผมก็ไม่ได้อยากที่จะทำอะไรที่มันเหมือนใครเหมือนกัน มันไม่จำเป็น แต่ในวัยนั้นที่ผมยังเด็กๆ อยู่ แล้วผมมองไปรอบข้าง ผมรู้สึกว่ากดดันเหลือเกิน มันคือค่านิยมในวัยวัยนั้นไง ถ้าไม่ทำก็โดนเตะออกจากกลุ่ม แล้วพอโตขึ้น กว่าจะหาหนทางของตัวเองได้ เริ่มทำงาน มีแฟน มันก็ต้องหาคน
ที่ใช่ โตขึ้นมาเราได้เจอบางคนที่รักมาก แต่ก็ทิ้งเรา ทำเราเสียใจครั้งแรกที่ผมอกหัก คือโลกทั้งโลกพังเลยนะ ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้รึเปล่า เพื่อนบางคนที่เราคิดว่าจะคบกันไปจนตาย ในที่สุดก็ต้องมีข้อถกเถียง ไม่กินเส้นกัน แล้วก็ต้องเลิกคบกันไปในที่สุด คือมันมีเหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้นเยอะมากในชีวิต มันไม่มีอะไรที่มันราบรื่นหรอก ทุกครอบครัวมีปัญหาหมด คนๆ นึงออกมานอกบ้าน อาจจะวาดภาพ สร้างภาพไว้อีกอย่างนึง แต่ว่าภายในครอบครัว ภายใน
บ้าน กลับมีแต่พี่น้อง พ่อแม่ ที่ทะเลาะกัน จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คือเราก็เลยมีความรู้สึกว่า ตั้งแต่เกิดมา ตั้งแต่โตขึ้นมา ได้เจอมาหลายสิ่งมาก บางทีพ่อแม่หวังดีแต่ลูกไม่เข้าใจ หรือพ่อแม่หวังดี ก็เกิดการขัดแย้งขึ้นมา แล้วก็เกลียดกัน โกรธกัน ไม่พูดกัน อะไรแบบนี้คือผมเจอเรื่องแบบนี้มาหมดแล้ว แล้วทุกอย่างที่เจอมามันมีแต่Suffer (เจ็บปวด) มันมีแต่ความทุกข์ แล้วพอออกไปหางานทำ บางทีงานที่เราเจอมันก็ไม่ใช่งานที่เราต้องการ ก็ต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆแล้วก็ต้องมานั่งเครียดอีกว่า แล้วเงินล่ะ เงินมันเป็นปัจจัยที่สำคัญแล้วจะยังไงต่อดี แล้วพอโตมาอีกจุดๆ นึง ก็เริ่มมองว่าคนอื่นมันไปไกลถึงไหนแล้ว ทำไมเราถึงทำไม่ได้ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้มาเรื่อยๆ มันเลยรู้สึกว่า เหนื่อยเหลือเกินกับการมีชีวิต ตอนเด็กๆ คุณคงเคยได้ยินคนบอกแบบนี้ใช่ไหม ว่า You จะเป็นอะไรก็ได้ในชีวิต หรือ Youเกิดขึ้นมาแล้ว ขอให้เลือกทางที่ถูกต้อง แต่จะเป็นอะไรก็ได้นะ You จะเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นสส. จะเป็นหมอฟัน เป็นนักการเมืองหมอหรือนักกฎหมาย หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เอาเข้าจริง พอเรามาดูจริงๆแล้ว เราจะพอเข้าใจว่า บางอาชีพ มันต้องเกิดมาในตระกูล หรือในครอบครัว หรือในแวดวงนึงเท่านั้น คือเหมือนต้องมีการปูทางมาในครอบครัวอยู่แล้ว นี่แหละ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว หลายๆสิ่งหลายๆ อย่างที่ผมโตขึ้นมาและได้เห็นภายในสังคมที่เราอยู่ มันมีความไม่แฟร์หลายอย่าง มันก็เลยมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ! แล้วโลกนี้มันน่าอยู่เหรอ มันไม่ได้น่าอยู่มากขนาดนั้นนะ

ความรู้สึกอย่างนึงที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่แย่มากเลย คือเราคิดว่าวงจรของการเป็นทาสมันจบไปแล้ว แต่ความเป็นจริง วงจรความเป็นทาสมันยังไม่หมดไป เค้าเรียกว่า “Modern day slavery” อะฮะนึกออกมั้ย Modern day ที่แปลว่ายุคสมัยใหม่ Slavery ที่หมายถึงความเป็นทาส เราโตขึ้นมาเรื่อยๆ พอมาถึงจุดๆ นึงที่เรามีงานทำแล้ว ในทุกๆปีมันจะมีอำนาจ อำนาจนึง มีมือที่คว้าเค้ามา ในบัญชีของเรา แล้วก็คว้าเอาเงินไปส่วนนึงจากบัญชีเรา แล้วถ้าเราแสดงความไม่พอใจ เราหลบ หรือเราแสดงความไม่อยากให้หรืออะไรก็แล้วแต่ นั่นถือว่าผิดกฏหมาย คุณก็ต้องติดคุกไป เค้าเรียกว่า “ภาษี”บางทีผมเสียภาษีแบบ..โอ้โห มันเยอะมากเลยนะ คือเราไม่ได้ไปปล้นไม่ได้ไปจี้ ไม่ได้ไปฆ่าใคร ไม่ได้ไปทำอะไรที่มันไม่ดี แต่ว่า ผมเคยมีปัญหาว่าเงินไม่มีในบัญชี ก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าผมไม่มีเงินจ่ายภาษีจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่า เดี๋ยวรัฐจะไปดูว่าคุณมี Asset อะไรที่ขายได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ แล้วก็จะให้คุณขายเพื่อที่จะมาจ่ายภาษีให้ได้ผมก็สงสัยว่า แล้วถ้าหากว่าผมไม่มีล่ะ เขาก็ตอบว่า งั้นคุณก็ต้องเข้าคุก ผมเลยรู้สึกว่า เอาอย่างนี้เลยเหรอ ทำไมมันน่ากลัวขนาดนี้ คือมันมีความคิดพวกนี้เข้ามา คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเป็นคนที่
ต้องรอเงินเดือนจากเจ้านาย หรือจากคนที่เป็นเจ้าของเงิน เขาก็จะปฏิเสธไม่ได้ จะพูดมากไม่ได้ จะหืออือไม่ได้ เพราะเขากลัวว่าถ้าเขาพูดแล้วจะโดนแบน โดนไล่ออก อะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่มีอิสระในการพูดสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ นี่แหละฮะ ก็เป็นอีกอย่างนึงซึ่งจริงๆ แล้ว มันเป็นการที่เราไม่ได้ให้เกียรติคนที่ทำงานกับเรา ไม่ได้ให้เกียรติลูกจ้าง คนที่มีเงินอยู่ในมือคือจะทำอะไรก็ได้ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับทาสสมัยก่อน นี่แหละ Modern Day Slavery คือคนที่กำเงินก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น



ทั้งหมดนี้คือ ความ Suffer ที่พี่เดวิดได้เจอ เลยเป็นเหตุผลให้ไม่อยากมีลูกรึเปล่าคะ

ใช่ คือความอยุติธรรมต่างๆในสังคมที่เราเห็น คือแค่ระดับจิตใจของคนยังแค่นี้ แล้วจะให้มันกลายเป็นสังคมที่น่าอยู่ มันจะเป็นไปได้ยังไงคือพอได้เห็นอะไรพวกนี้แล้วมันรู้สึกว่า นี่คือสังคมที่น่าอยู่เหรอ ไม่อ่ะ.. บางบริษัทที่กลืนกิน ที่เป็น Monopoly ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเหล้าบริษัทเบียร์ หรือว่าร้านสะดวกซื้อ คือมันก็กลืนกินเป็น Monopoly มีอำนาจไปเรื่อยๆ ผมเคยคิดเล่นๆ นะ ว่าจริงๆ แล้ว “น้ำ’ เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ทำไมรัฐบาลจะซัพพอร์ตตรงนี้ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลไทยนะ มันเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช่อะ เจี๋ยนบางส่วนดิมันไม่ต้องเอาก็ได้นะ แปดร้อยล้านล้านบาทอยากจะได้หมดทุกเม็ดเลยแบบเนี้ย เก็บค่าน้ำจากทุกครัวเรือน หรือว่าไฟฟ้า ที่วันนี้มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ มันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลส่วนนึงอาจจะ 50% นี่คือแค่ความคิดผมนะ ไม่ได้โลกสวยหรืออะไร และไม่ได้หมายถึงแค่รัฐบาลประเทศไทย ประเทศอื่นๆ ก็ด้วย ผมว่ามันน่าจะมีอะไรมาซัพพอร์ตตรงนี้

พอเรามานั่งคิด ลงดีเทลในแต่ละเรื่องก็จะพบว่ามันเยอะเหลือเกินเราจะทำอะไรมันก็มีการจ่ายตลอด ให้ตลอด แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้จ่ายออกไปคือมันเข้ารัฐตลอด แล้วพอโตมาอีกขั้นนึง มีหน้าที่การงาน แต่งงาน แล้วพอหลังแต่งงาน ตามหลักสูตรมาตรฐานชีวิตของมนุษย์คืออะไร.. แต่งงานก็ต้องมีลูก พอมีลูก มันก็ต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแล้ว งานก็ต้องเสถียร จะไปเปลี่ยนงานก็ไม่ได้ จะต้องอยู่ในขาขึ้นตลอด จะต้องหาเงินมาซัพพอร์ตตรงนี้ให้ได้ คือถ้าอยากให้เราอยากให้ลูกเราโตขึ้นมาแล้วมีอนาคตอะไร มันก็ต้องมีความเครียดเกิดขึ้นเพิ่ม เลี้ยงลูกก็ต้องพยายามเลี้ยงให้ดี ใ แต่ในการเลี้ยง มันก็ต้องมี Conflict กันอยู่แล้ว ลูกเกิดมาอายุ 15-16 (ด้วยวัยของเขา)เขาก็ต้องคิดว่าเขารู้ทุกสิ่งอย่างบนโลก พ่อแม่พยายามกรองแต่เรื่องดี พยายามทำให้ลูกเข้าใจ ก็อาจทำให้เกิดการแตกแยกขึ้น อาจเกิดการทะเลาะกันอีก สำหรับผมคือมันแต่ความทุกข์ แล้วก็ต้องดูลูกต่อเช่นว่า.. จะเจอผู้ชายที่ดี เจอผู้หญิงที่ดีไหม แล้วพอมีคู่แล้ว ก็แต่งงานกัน มีลูกมีหลานให้เรา เราก็ทำงานจนกระทั่งเกษียณ พยายามจะป่วยให้น้อยที่สุด เพราะว่าแก่ไปมันก็จะมีการป่วยเกิดขึ้น จนกระทั่งในที่สุด เราเด๊ดสะมอเล่ ตายซี้แหงแก๋ แล้วก็เป็นรุ่นลูก หลาน เหลน แล้วก็โหลน แล้วมันก็เป็นวัฏจักรเดิมๆ อยู่อย่างนี้ เรายังไม่ถึงขั้นที่สามารถไป Deep Space หรือถึงขั้นไปท่องกาแล็กซี่ได้ เหมือน Startrek ที่มีอะไรให้ค้นพบ ก็ยังไม่ถึงขนาดนั้น



มีอะไรอัดอั้นตันใจอีกมั้ยคะ

มีเรื่องขยะล้นโลก คนที่ไม่รู้เรื่องผลของการทิ้งขยะ หรือการที่ไม่ดูแลสภาพแวดล้อมมีอยู่มาก เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกปลูกฝัง เราต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่ได้รับการศึกษาที่เพียงพอ พอไม่มีการศึกษาที่เพียงพอ Consciousness (การตระหนักรู้) มันก็ไม่มีจิตสำนึกมันไม่มีในการที่จะใช้ชีวิตไปในแต่ละวัน หรือสติ ที่ไม่ค่อยจะมี มันไม่ใช่ว่ามีการศึกษาแล้วจะดีเลิศไปหมด ไม่ใช่ แล้วที่ผมพูดก็ไม่ได้พูดเพื่อที่จะแบ่งแยกชนชั้น วรรณะ หรืออะไร แต่เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีการศึกษา มีความรู้ มันก็จะมีการปลูกฝังเกิดขึ้น มันก็จะรู้ว่าถ้าเราทำแบบนั้น แบบนี้ ผลลัพธ์จะเป็นยังไง แล้วพอได้รู้แบบนี้แล้ว เราก็จะเลือกวิถีชีวิตที่ถูกต้องกับตัวเรา ถูกต้องกับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นพอมันมีคนจำนวนมาก หรืออาจะเป็นส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ตรงนี้ แล้วมันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

อย่างปีที่แล้ว รู้สึกว่ามีข้อมูลมาว่าคนไทยตกงานประมาณ 800,000คนมั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก ก็เพราะว่าประชากรมันเยอะขึ้น การแข่งขันมันสูงขึ้น มันต้องแย่งทรัพยากรกันมากขึ้น ต้องมีการส่งลูกไปเรียนพิเศษ แล้วก็ต้องไปเรียนคาราเต้ เทควันโด้ เปียโน เชลโล่ไวโอลิน เพื่อที่ลูกจะมีอะไรสักอย่างนึงมาเพิ่มมาเสริม สามารถที่จะเอามาใช้ในอนาคต เพื่อที่เวลาจะไปสมัครเรียนมหาลัย ตอนเขียนEssay จะได้เขียนได้ว่าทำเป็นหลายอย่าง ลองมาหลายอย่าง คือมันต้องมีอะไรที่ไว้ไปแข่งขันกับคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นชีวิตของเด็กทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแลว ชีวิตเด็กๆ เหมือนตอนที่ผมเด็กๆ มันไม่มีแล้วเช่นทำการบ้านเสร็จกลับมาถึงบ้านก็มีเวลาเล่น ไปเล่นในทุ่งหญ้า ไปเล่นกับเพื่อนข้างบ้าน หรือกระโดดเชือก หรือไม่ก็นั่งฝัน นอนฝัน คิดนู่น นี่ นั่น ว่าเราจะเป็นอะไร จักรวาลเป็นยังไง วันนึงกูอาจจะบินได้ก็ได้ อะไรแบบนี้ มันไม่มีแล้ว ทุกวันนี้ยุคมันเปลี่ยนไป ก็ต้องปรับตัวเข้าใจนะ แต่มันต้องไม่ใช่แบบนี้ เพราะว่าชีวิตของเด็กหรือความเป็นเด็ก มันควรจะมีช่วงเวลาที่พัฒนาไปตามสเต็ปของมัน แล้วพอถึงปี2050 คนเก้าพันล้านคน ก็จะยิ่งแย่ อย่างตอนนี้ คนเราก็หางานยากแล้ว คิดดูตอนที่ฟองสบู่แตก คนไทยที่จบปริญญาโทมา มีเยอะมากเกลื่อนตลาด หางานก็ลำบาก และด้วยเวลาที่ผ่านไป คนก็เริ่มที่จะไม่ค่อยอยากเรียนอะไรที่มันเป็นศาสตร์ หรือเป็นเรื่องเป็นราวแล้วเพราะก็มาทำงานขายของในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จนกระทั่งมันท่วมไปหมด เพราะว่าคนอยากสบายขึ้น อยากมีชีวิตที่ง่ายขึ้น แล้วในวันที่คนมีจำนวนเก้าพันล้านคนจริงๆ แล้วคิดดูว่า ถ้ากระดาษเช็ดก้น ของที่เราใช้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็จะต้องเกิดภาวะขาดแคลน ทีนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ บริษัทที่ผลิตของพวกนี้ เช่นบริษัทขายอาหาร เช่น ขายไก่ก็ยิ้มเลย เพราะว่าคนมากขึ้น การขายก็มากขึ้น เศรษฐกิจก็ดีขึ้น แต่ในการผลิตไก่ ผลิตเนื้อวัว เนื้อหมู มันก็ต้องมีมากขึ้น มีสัตว์ต้องตายมากขึ้น ซึ่งมันก็ไปเพิ่มภาวะโลกร้อน แล้วก็จะมีอะไรหลายๆ อย่างตามมาเยอะแยะไปหมด ผมก็เลยรู้สึกว่า ผมมองเห็นจุดจบอะไรสักอย่างในอนาคตของโลกเรา สังคมเรา ที่มันไม่น่าอยู่แล้ว แล้วผมจะอยากมีลูกเพื่ออะไร ให้ลูกไปอยู่ท่ามกลางอะไรพวกนี้เหรอ ในโลกที่กำลังมีภาวะขาดแคลน โลกที่กำลังมีประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโลกที่ไม่ได้ให้ความเคารพคนถูกกลุ่ม ไม่เคารพคนถูกอาชีพ ไม่เคารพคนในสิ่งที่ควรจะเคารพ ผมว่านี่มันโคตรมีแต่ความหายนะไม่มีความหวัง ไม่มีอะไรเลย นี่แหละฮะผมถึงไม่อยากมีลูก



แต่สำหรับคนบางคนที่ต้องการมีลูกเพื่อสืบสกุล หรือหวังว่าลูกจะกลับมาดูแลตัวเองในวันข้างหน้า พี่เดวิดมีความเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้คะ

ก็ถ้าแบบนั้น มันก็ถือเป็นเรื่องของแต่ละคน ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ผมเชื่อ เขาจะต้องเชื่อตาม ผมแค่บอกมุมมองของผมเองว่าผมรู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มาครอบงำ ไม่ได้มาบอกว่าคุณต้องคิดตามผม คุณอยากจะคิดอะไรมันเป็นสิทธิก็ของคุณ คุณอยากจะมีลูกสิบร้อยล้านคนเพื่อสืบสกุล มันคือเรื่องของคุณ บางสิ่งบางอย่างที่เราเข้าใจ เขาอาจจะไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้คิดตาม ไม่ได้เห็นเหมือนๆ กันกับเรา ก็แค่นั้นเอง บางคนก็เห็นนะว่าโลกมันพังขนาดไหน แต่ว่าอยากมี เพราะว่าสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่เป็นแม่มันมี ก็อยากจะมีเพื่อสนองตัณหาตัวเองอะไรก็แล้วแต่ คือการที่เรารู้ว่าโลกและชีวิตมันลำบากมันมีแต่ความขัดแย้ง ย้อนแย้ง ในการที่เราจะมาเป็นเราได้ในทุกวันนี้ แล้วก็รู้ว่าถึงบั้นปลายชีวิตแล้ว พอเราต้องลาจากคนที่เรารัก มันเป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่ชีวิตจะสามารถให้กับมนุษย์ได้ ในเมื่อรู้ว่าในวัฏจักรของมนุษย์มันมีเท่านี้ มันโหดร้ายนะ แล้วยังมีความระยำตำบอนแอบแฝงมาอีกเยอะ

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างนึง เอาเป็นว่าตอนนี้ ถ้าผมพูดอะไร คุณอย่าโกรธผมนะ คนอ่านอย่าเกลียดหรือตัดสินผมนะ ผมกล้าพูด กล้าแสดงออกเพราะผมคิดว่า คนเราแต่ละคนสามารถแยกแยะออกได้ว่านี่คือความรู้สึกส่วนตัว ความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มาเกลียดหรือด่าผม เคยมีข้อถกเถียงกับคนอื่นด้วย เขาคนนั้นบอกว่าคนที่ไม่มีลูกคือคนที่เห็นแก่ตัว ผมบอกว่าคนที่อยากมีลูกต่างหากคือคนที่เห็นแก่ตัวผมถามกลับว่า คนที่ไม่อยากมีลูกเห็นแก่ตัวยังไง ในเมื่อเรามีสติมากพอ ที่บางที เราจะปิดกั้นความต้องการ หรือสัญชาญาณที่ต้องการเป็นพ่อแม่ เราปิดกั้นตรงนั้น เพื่อที่จะไม่ให้มีประชากรเพิ่มบนโลก ไม่ให้ต้องมาอยู่ในวงจรอุบาทว์ของความเป็นคน เพื่อที่จะไม่ต้องมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเฮงซวยของโลกใบนี้ เพื่อที่จะไม่ต้องมานั่งทนทุกข์ลำบากกับบางสิ่งบางอย่างที่มันเกิดขึ้น ความผิดหวังในชีวิตการถูกปฏิเสธ การถูกทรยศโดยเพื่อน หรือว่าคนที่เราไม่คิดว่าจะทำกับเรา มันเกิดขึ้นกับคนทุกคน สิ่งที่ผมพูดมันคือความจริง การที่เราตัดสินใจจะไม่ทำอย่างนั้น มันคือเราเห็นแก่ตัวอย่างนั้นเหรอ แต่ในเวลาเดียวกัน คนที่รู้ทั้งรู้ว่าการมีชีวิตมันแย่ขนาดไหน แต่ก็ยังห้ามใจตัวเองไม่ได้ และยังอยากมีลูกอยู่ ใครเห็นแก่ตัวกันแน่ อันนี้ผมไม่ได้ว่าใครนะ อย่างที่ผมบอกว่า คุณใช้วิจารณญาณของคุณ แต่อย่าตัดสินแล้วด่าผม คือผมว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบผมอยู่แล้ว ผมอยู่ในคนส่วนน้อย ผมไม่ได้มาบอกว่าคนมีลูกเป็นคนเลว ไม่เลย คือคุณมีความต้องการเหนือกว่าการที่คุณไม่อยากจะมี ซึ่งนั่นคือเรื่องของคุณ คุณอาจจะเสียดายธุรกิจหมื่นล้าน พันล้าน ไม่อยากยกไปให้คนอื่น ไม่อยากให้มันหายไป แบบนั้นก็แล้วแต่ คุณก็มีลูกไป และเลี้ยงลูกให้ได้ดี ให้เขาอยู่ในโอวาทของคุณ คือทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองแหละ



ขนาดเด็กที่เกิดมาแบบมีครอบครัวคอยดูแล ยังใช้ชีวิตยากขนาดนี้แล้วเด็กกำพร้าล่ะคะ เขาจะสามารถมีชีวิตที่ดีตลอดรอดฝั่งได้ยังไงในความเห็นของพี่เดวิด

คนเราพอมันเกิดมาแล้ว มันมีทางเลือกแหละฮะ มนุษย์มันมีทางเลือกอยู่แล้ว จะอยู่หรือจะตาย.. มันมี มันอยู่ที่คุณจะทำรึเปล่าแค่นั้นเอง ถ้าหากว่ารับทนสภาพไม่ไหวจริงๆ กับความรู้สึกตัวเอง สภาพจิตใจตัวเอง กับสภาพสังคม สภาพแวดล้อม กับอะไรก็แล้วแต่ มันก็คงอยากจะหนี มันเหมือนมันเจอทางตันแล้ว ผมว่าคนที่ฆ่าตัวตายคือคนที่เจอทางตันแล้วหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้จริงๆ ผมก็เคยคิดอยากจะฆ่าตัวตาย มันตันจริงๆ ไม่รู้จะไปยังไงต่อ ไม่รู้จะอยู่ยังไง อยู่ยากเหลือเกิน แต่ว่าก็โอเค เราก็ผ่านจุดนั้นมาได้ ในช่วงที่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ถ้าจะยิงตัวตาย โป้ง! มันก็คือจบแล้ว แต่ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่ตาย ทางเลือกเดียวก็คือ เลือกที่
จะอยู่ พอเลือกที่จะอยู่แล้ว เราจะต้องพยายาม Survive (มีชีวิตรอด)กับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ให้ได้ ทุกสิ่งเกิดมาเพื่อที่จะ Surviveปากกัดตีนถีบเพื่อที่จะรอด ไม่ว่าจะเป็นอะมีบา สัตว์เซลล์เดียว มาถึงมนุษย์ สัตว์ที่มีสมองพัฒนาการมากที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่จะอยู่รอด ทำยังไง คุณก็ต้องเลือกเลือกที่จะใช้ชีวิตยังไงให้มันไปในทางที่ถูกต้องที่สุดในแนวของคุณแค่นั้นเอง ถ้าคุณเลือกขายยาหรือขายตัว แล้วโดนจับหรือว่าติดโรคหรือว่าต้องอยู่กับความอับอายของตัวเองได้ อันนี้ก็แล้วแต่คุณ แต่ในการเป็นเด็กกำพร้า ในเมื่อพวกเขาขาดทุนเดิม หลังจากนั้นจะใช้ชีวิตยังไงมันก็อยู่ที่ตัวเขานะ ถ้าเขามีสติ เขาคิดได้ มันก็ดีไป หรือว่าจะตามกลุ่มเพื่อน จะเสียคน จะติดยา คือจะทำตามหรือเปล่า ผมมีตัวอย่างนะ คือผมเคยทำงานในโรงชำแหละสัตว์ที่ฝรั่งเศส ผมต้องตื่นตีสามเพื่ออาบน้ำ ตีสี่เดินชั่วโมงนึงไปโรงงานทุกเช้า ช่วงนั้นผมคิดว่ามันเป็นบทเรียนในชีวิตเลยนะ แล้วงานของผมคือต้องผ่าอกหมูแล้วเอาหมูมาเกี่ยวไว้ที่ตะขอที่เสาซึ่งมันหนักมาก ต้องใช้แรงเยอะมาก ซึ่งในโรงงาน มีก็คู่หู ทำงานอยู่ตรงข้ามกันเลย ผมเป็นลุงแก่ๆคนนึง อายุประมาณ 60 แต่ตัวเขาบึ้กมาก ดูกำยำ แข็งแรง ฟิตมาก
เราเริ่มได้คุยกัน เริ่มสนิทกัน เริ่มเล่าชีวิตส่วนตัวของกันและกัน ต่างคนต่างแชร์ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว ผมได้รู้ว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าเด็กกำพร้าที่ไม่มีโอกาสในชีวิต ไม่ได้เรียนจบ ไม่ได้เรียนสูง แล้วสถานเด็กกำพร้าก็ไม่ดีกับเขา พอเขาอายุ 16 เขาก็ออกจากสถานเด็กกำพร้าแล้วเริ่มทำงานตามโรงงาน พอทำงานในโรงงาน ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า เขาก็ค่อยๆ เก็บตังค์ ด้วยรายได้ขั้นต่ำ เขาทำแบบนี้ตั้งแต่อายุ 16 จน 58-59 รวมแล้วก็ 40 กว่าปี เขามีความเชื่อแบบ Simple ของเขา ถึงแม้อายุ 50 กว่าๆและไม่ได้เรียนอะไรมากมาย ถ้าจะคุยเรื่องการศึกษาลึกๆ หรือศาสตร์ต่างๆ จะเห็นว่าเขามีความ Innocent อยู่ มีความใสๆ แบ๊วๆ เป็นลุงที่น่ารักมากแล้วเขาก็ค่อยๆ เก็บตังค์ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จนมีรถสองคัน แบบนี้ คือเขาสามารถเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากสถานเด็กกำพร้า คือมันแล้วแต่คนอะฮะ ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่แล้วเลือกที่จะไม่ตายแล้ว คุณจะเลือกเส้นทางเดินแบบไหนให้ตัวเอง
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์ / หัสสยา อิสริยะเสรีกุล , ถอดเทปสัมภาษณ์ : นนทภัทร โรจนพรรณ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในยุคที่ใครๆต่างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจกันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริง ทุกความสำเร็จไม่ได้ราบรื่นเหมือนปลายทางที่ทุกคนเห็น เพราะคนทำธุรกิจทุกคนต้องผ่านความยากลำบากและอุปสรรคมากมายด้วยกันทั้งสิ้น
เจาะใจออนไลน์ นำเสนอเรื่องราวของ 3 ธุรกิจ SME รุ่นใหม่มาแรง ที่ใช้กลยุทธ์ออนไลน์และความ creativity สร้างแบรนด์จนประสบความสำเร็จ
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งมีปัญหากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล้วยิ่งพบว่าปัญหานั้นดูจะมากขึ้น เมื่อไอทีซัพพอร์ตที่มาแก้ปัญหาได้พ่นศัพท์เทคนิคใส่คุณมากมายที่คุณไม่ได้อยากได้ยินมันเลยซักนิด.. แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าคุณได้พบกับท๊อฟฟี่