TALK

เจาะใจ The Lounge : ความรักของคนบนรถเข็น

พี่ตี๋และพี่เปิ้ล
21 ก.พ. 2562


เรื่องราวน่าประทับใจของคนบนรถเข็น ‘พี่ตี๋และพี่เปิ้ล’ คู่รักที่ป่วยเป็นโรคอัมพาตท่อนล่างและโรคโปลิโอตั้งแต่เด็ก... เมื่อล้อวีลแชร์ไม่ใช่อุปสรรคของความรักและการใช้ชีวิต ทั้งคู่เติมเต็มซึ่งกันและกันผลักดันไปสู่ความสำเร็จในการคว้าปริญญาตรีเกียรตินิยม ทั้งคู่พร้อมถ่ายทอดพลังงานเชิงบวกของความรักให้กับผู้อ่านตามแบบฉบับ ‘ความรักของคนบนรถเข็น’
 
ต้นทุนชีวิต

พี่ตี๋ : คือตอนเด็กๆก็ปกติดีนะครับ แต่พออายุ 15 ปี พบว่ามีอาการแขนขาอ่อนแรง แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในโครงกระดูกสันหลัง ซึ่งต้องผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ ผลจากการผ่าตัดทำให้เป็นอัมพาตท่อนล่าง จากนั้นก็ไม่สามารถเดินได้ปกติ ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา

พี่เปิ้ล : ส่วนพี่เปิ้ลเอง เป็นโรคโปลิโอตั้งแต่อายุ 10 เดือนค่ะ ตอนนี้พอเคลื่อนไหวได้บ้างแต่จะเคลื่อนไหวลำบากมากหากต้องเดินทางไกล ดังนั้นต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย อย่างรถเข็นในการเคลื่อนที่ค่ะ
 

 
วันที่ยากที่สุด

พี่ตี๋ : เรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามา ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าวันที่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น วินาทีเข้ารับการผ่าตัดแล้วเดินไม่ได้ มันเหมือนหักด้ามพร้าเลยทีเดียว ด้วยความที่ทางบ้านเราให้กำลังใจว่า เดี๋ยวมันก็หาย จากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จนแล้วจนเล่า...จนเราซึมซับการใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็น อาบน้ำ กินข้าว วันหนึ่งเราก็คิดได้ด้วยตัวเองว่ามันคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ถ้ามันไม่หายเราก็ต้องสามารถใช้ชีวิตต่อให้ได้ ดงัน้นเวลาเกิดปัญหาอะไรเราก็จะมองจุดนี้เป็นต้นแบบเสมอ
 
พี่เปิ้ล : พี่นิยามตัวเองว่า ’เราคือคนไม่ปกติที่ใช้ชีวิตโดยปกติได้’ เรียนให้ได้เหมือนคนปกติ ทำงานให้ได้เหมือนคนปกติ ทำอะไรได้ในชีวิตประจำวันให้เหมือนปกติ


 
การศึกษาคือจุดเริ่มต้น

พี่ตี๋ : ผมเริ่มเข้าเรียนสาขาโปรแกรมเมอร์ที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนอาชีพสำหรับคนพิการ พี่เข้าศึกษาก่อนจากนั้นคุณเปิ้ลก็เป็นรุ่นน้องตามมาทีหลัง ได้รู้จักกันในที่นี่ครับ จากนั้นก็สนิทกันมากขึ้น ตอนเราทั้งคู่เรียนอุดมศึกษา
 
พี่เปิ้ล : จริงๆแล้วมันได้ในเรื่องของอาชีพแต่ยังไม่สามารถเทียบวุฒิกับทางรัฐได้ เหมือนว่าเราได้เรียนทักษะการเป็นโปรแกรมเมอร์ การเขียนโปรแกรม และการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ แต่ใช้เทียบเป็นวุฒิ ม.5 หรือ ม.6 อะไรอย่างนี้ไม่ได้ เราเลยอยากจะไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอจบจากที่นี่ปุ๊บก็เลยตัดสินใจต่อปริญญาตรีสาขาสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกค่ะ ซึ่งตอนแรกพี่ก็มีคิดนะว่าเราพอจะทำงานได้แล้ว ไม่ต้องเรียนต่อก็ได้มั้ง แต่พอเอาเข้าจริงๆ ค่าตอบแทนมันแปรผันโดยตรงกับวุฒิการศึกษานะ อย่างจบมาแรกๆได้เงินหลักพัน เราต้องมาเสียค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่าต่างๆ ก็เลยมีความคิดว่าควรเรียนต่อเถอะ เพื่อฐานเงินเดือน เพื่อทักษะที่มากขึ้นด้วย
 

 
อุปสรรคในการเรียนและการใช้ชีวิต

พี่เปิ้ล : เราไม่เคยมองว่าเรื่องการศึกษาสำหรับคนพิการมันจะยากกว่าคนปกติเลย ก็เหมือนคนทั่วไปนะเพราะเราสองคนยังอ่านออกเขียนได้ปกติ แต่สิ่งที่ยากจริงๆคือการเดินทางไปเรียน และการแบ่งเวลาระหว่างเรียนกับทำงาน ยากคูณสิบเลย... เรื่องเวลาและการเดินทางเป็นปัญหาสำหรับผู้พิการที่ต้องนั่งรถวีลแชร์ค่อนข้างมาก เพราะว่าการเดินทางมันจะลำบาก รถรับจ้างส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอยากรับนะ บางครั้งมันก็แบกรถวีลแชร์ขึ้นไปไม่ได้บ้าง บางทีติดถังแก๊สในรถบ้างอะไรแบบนี้ ถึงขนาดต้องชะลอการเรียนพักหนึ่ง เพื่อหารถตัวเองสักคันในการเดินทาง รองมาก็เป็นเรื่องอาคารและสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยสำหรับผู้พิการค่ะ


 
ผลักดันจนได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม

พี่เปิ้ล : ตอนนี้ก็คบกันมาถึง 12 ปีแล้ว มันเหมือนกับค่อยๆซึมซับค่อยๆเรียนรู้กันไป สมัยที่พี่เรียนที่มหาไถ่เราก็ขี้เกียจระดับหนึ่งเลยนะ (หัวเราะ)  จนมาถึงปริญญาตรีพี่ตี๋เขาก็ช่วยเราเยอะ คอยผลักดันเราเสมอ พี่เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พี่ตี๋เขาอ่านเสร็จก็จะมาแชร์ให้เราตลอด อะไรที่มันยากๆ พอฟังที่พี่ตี๋เขาสรุปเราก็เก็ทได้เลย
 
พี่ตี๋ : ตอนเรียนสารสนเทศเราก็พยายามให้กำลังใจกันและกัน พี่จะบอกเขาว่า เรียนได้ไม่ยากหรอก พวกเรามีประสบการณ์จากสมัยเรียนวิชาชีพ เราเรียนสายโปรแกรมเมอร์มาล่ะ เราเข้าใจคอมพิวเตอร์มาและการเขียนโปรแกรมมาระดับหนึ่ง เราก็เอาความรู้และก็ประสบการณ์จากที่เราเรียน ที่เราทำงานมาสร้างความเข้าใจในบทเรียนเนื้อหาในวิชานั้นๆ พอทีนี้เราเข้าใจพื้นฐานแล้วเราก็สามารถที่จะแปลงจากไอ้บทความ Paragraph ที่มันยากๆ ถ่ายทอดให้เปิ้ลเข้าใจได้ง่ายขึ้น ส่วนในเรื่องเกียรตินิยม ถามว่าคาดหวังไหม...เราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้เกียรตินิยมจริงๆ เพราะว่าจุดมุ่งหมายของเราคือต้องจบปริญญาตรีแค่นั้น แต่พอเราทั้งคู่ได้รับ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง
 

 
ดังในชั่วข้ามคืน
 
พี่เปิ้ล : หลังจากเพจนางฟ้าซาลอนลงเรื่องราวของเรา ตอนนั้นพี่เพิ่งออกมาจากห้องประชุม หลานก็วิ่งเอามือถือมาให้ดูก็ตกใจเล็กๆ พี่ไม่ได้คิดว่าเป็นแบบอย่างให้ใครขนาดนั้น ตอนที่มีคนมาบอกว่าคุณเก่ง คุณดี พี่ยังนั่งคุยกับพี่ตี๋เลยว่าเราเหมาะสมจะเป็นแบบอย่างให้ใครจริงๆเหรอ
 
พี่ตี๋ : จริงๆต้องขอบคุณพี่นางฟ้าฯ เพราะตอนนั้นกำลังจะรับปริญญา เหมือนกับว่าเราพิการด้วยและก็ทุนทรัพย์น้อยเราก็หาช่างแต่งหน้าช่างทำผมยากมาก และช่วงนั้นก็คิวทุกคนเต็ม ก็เลยลองค้นหาในเฟสบุก ก็รู้จักกับพี่นางฟ้าซาลอน พี่เขาก็อาสามาช่วยฟรีๆ ประทับใจมากๆ
 
พี่เปิ้ล : ส่วนคำถามว่าเราเป็นเรื่องต้นแบบให้ใครไหม ไม่รู้สิถ้าอะไรที่มันเป็นข้อดี ขอให้ทุกคนนำสิ่งที่คิดว่าดีจากเรา หยิบไปใช้ได้ อะไรที่คุณรู้สึกว่ามันแย่ก็ขอโทษที่ว่าเรายังทำตรงจุดนั้นได้ไม่เต็มที่
 
ความคาดหวังต่อสังคม
 
พี่เปิ้ล : พี่ว่าพี่กับพี่ตี๋ค่อนข้างโชคดีตรงที่ว่าคนรอบข้างที่เราเจอยอมรับได้ คือเขายอมรับในศักยภาพมากกว่าในภาพลักษณ์ภายนอก เขาดูที่ฝีมือ ดูที่การกระทำอะไรอย่างนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งหมดทั้งมวลมันขึ้นอยู่กับเราด้วยว่า เราได้ถ่ายทอดตัวเราในแบบไหน
 
พี่ตี๋ : คนพิการที่ไม่ต้องนอนติดเตียงหลายคนถูกเหมารวมว่าต้องได้รับการสงเคราะห์หรือการช่วยเหลืออะไรอย่างนี้ เรายอมรับว่าพักหนึ่งพี่เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน พอถึงจุดหนึ่งเราต้องลุุกขึ้นมาใช้ชีวิตให้ได้ด้วยตัวเองและพัฒนาตัวเองด้วย
 
สิ่งที่คนพิการอยากบอก
 
พี่เปิ้ล : ถ้าคุณเจอเขา(ผู้พิการ) คนยิ้มให้เขาก็ดีใจแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณสงสัยว่าเขาอยากได้ความช่วยเหลืออะไรไหม สามารถเข้าไปถามได้เลย มันช่วยพวกเราได้เยอะเลยนะ หรือถ้าในเรื่องของการทำงาน อยากให้นายจ้างทุกคนให้โอกาส ลองให้เขาได้พรีเซนต์ตัวเองว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง
 
พี่ตี๋ : ยกตัวอย่างตัวพี่เอง ทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ไปเที่ยว ไปห้าง หลายครั้งก็มีคนมองด้วยสายตาหลายแบบนะ ทั้งมองชื่นชมมีทั้งมองแบบสงสัย เราก็แค่ยิ้มให้ แล้วเขายิ้มตอบมาก็ดีใจแล้วครับ
 
พี่เปิ้ล : ตอนที่มาอยู่ระยองใหม่ๆ พี่เป็นคนแปลกของจังหวัดนี้เลยนะ(หัวเราะ) เพราะว่าเขาไม่เคยเห็นไง พี่กับพี่ตี๋จะไปทุกที่ ที่ไม่มีคนพิการไป เราอยากไปเดินตลาด เราอยากไปกินของอร่อยๆ เราก็ลงรถไปโดยที่มีคุณลุงคุณป้าฮือฮาว่ามีคนพิการจะมากินข้าว ต้องทำอย่างไงและจะช่วยยังไง เราก็จะบอกเขาว่าขอโต๊ะตรงนั้นได้ไหมคะ ขอตรงนี้ได้ไหม คือพี่อยากฝากถึงคนพิการว่าเราอย่ากลัว สื่อสารไปได้เลยค่ะ หลายคนเขาพร้อมจะเต็มที่กับเรา เพียงแต่วินาทีแรกเขาอาจจะยังไม่ทราบว่าทำแบบไหนดี
 


ความประทับใจ

พี่เปิ้ล : พี่ตี๋เป็นคนไม่คิดอะไรซับซ้อน...ไม่คิดเยอะ อยู่ด้วยแล้วมันได้รับพลังในการใช้ชีวิต แล้วเขาเป็นคนจิตใจดี ไม่คิดร้ายกับใคร
 
พี่ตี๋ : เขาเอาใจใส่ดูแลเรา อยู่กับเราทุกๆช่วงเวลา เขาไม่รังเกียจที่เรานั่งรถเข็น เหมือนเป็นผู้หญิงคิดบวก เอ๊ะ!คิดบวกหรือคิดไม่เหมือนคนอื่นไม่รู้นะ(หัวเราะ) 
 
ความรักของคนบนรถเข็น
พี่เปิ้ล : ความรักไม่เกี่ยวกับกายภาพมันคือเรื่องของความรู้สึก เหมือนคนปกติคนหนึ่ง ที่วันหนึ่งต้องแก่ตัว ต้องนั่งรถเข็น เพียงแต่ของเรามันดันเร็วกว่า พี่คิดแบบนี้นะ
 
พี่ตี๋ : ความรักมันเกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบ แต่ว่าพอได้มาอยู่ด้วยกันมันจะมาเติมเต็มกันและกัน อะไรที่พี่ทำไม่ได้ พี่เปิ้ลก็จะมาคอยช่วย อะไรที่พี่เปิ้ลทำไม่ได้พี่ก็จะไปคอยช่วยอะไรแบบนี้ เราคอยอยู่เคียงข้างกัน
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วาริชไวรัลย์ ศรีไสย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุยกับครูโน๊ต แห่ง My Peace Yoga กับเรื่องราววัยเด็กอันเสเพล จนกระทั่งได้มาทำความรู้จักกับ Mindfulness Yoga หรือโยคะที่ไม่ได้เน้นแค่ประโยชน์ด้านร่างกาย แต่ได้พัฒนาจิตใจไปพร้อมๆกันด้วย
เจาะใจ The Lounge เจาะลึกเบื้องหลังภาพยนตร์ Animation ทุนสร้างกว่า 230ล้าน  ‘๙ ศาสตรา’ เมื่อ Passion  พลิกโฉมวงการ Animation ไทย ไปพูดคุยกับคุณอภิเษก วงศ์วสุ Executive Producer แบบหมดเปลือก ที่นี่ที่เดียว!