TALK

เจาะใจ The Lounge : คุยกับผู้กำกับซีรีส์ฯกระแสแรงแห่งปี Happy Birthday วันเกิดของนาย วันตายของฉัน

ขนิษฐา ขวัญอยู่
25 ธ.ค. 2561
เมื่อ ‘ต้นไม้’ เด็กหนุ่มวัย 17 ปีคนหนึ่ง ไม่เคยได้มีวันเกิดเป็นของตัวเอง  ไม่เคยได้รับการเฉลิมฉลองหรือคำยินดีใดๆมาตลอดชีวิต เพราะวันเกิดของเขา ดันเป็นวันที่ ‘ธารน้ำ’ พี่สาวแท้ๆของเขาฆ่าตัวตาย ซึ่งของขวัญชิ้นแรกในชิวิต กำลังทำให้เขาได้พบกับพี่สาวผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง..



จากเสียงตอบรับและคำวิจารณ์เชิงบวกต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ EP. แรกออกอากาศ เรื่อยมาจนกระทั่งเหลืออีกเพียงตอนสุดท้ายที่จะฉายในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ดูเหมือนกระแสชื่นชมต่างๆก็ยังไม่มีทีท่าจะลดน้อยลง ซึ่งคงไม่มากเกินไปที่จะบอกว่า Happy Birthday วันเกิดของนาย วันตายของฉัน
คือซีรีส์ที่โดดเด่นและน่าจับตามากที่สุดเรื่องหนึ่งในขณะนี้ ทั้งในเรื่องของเนื้อหาที่หนักหน่วง ลึกซึ้ง สะเทือนใจ ไม่ประนีประนอมกับความรู้สึกคนดู การดำเนินเรื่องที่ชวนติดตาม และตัวแสดงที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างดีเยี่ยม



เราไม่รอช้าที่จะขอเบียดเบียนเวลาของ ฝน-ขนิษฐา ขวัญอยู่ ที่ควรจะถูกใช้ไปกับการควบคุมการตัดต่อตอนสุดท้ายของ Happy Birthday มานั่งพูดคุยถึงผลงานการกำกับฯและเขียนบทของเธอในครั้งนี้ หลังจากที่เธอได้ฝากผลงานอันร้อนแรงด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไว้ในภาพยนตร์เรื่อง อาปัติ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อันเป็นภาพยนตร์หนึ่งเดียวของไทยในปีนั้นที่ได้ไปชิงรางวัลบนเวทีออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ  ก่อนเธอจะผันตัวมาทำซีรีส์กับทาง GMM TVอย่าง U-Prince , Mint To Be และ ล่าสุดกับ Happy Birthday ที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้
 


“จริงๆปีนี้เป็นปีที่10 พอดีที่เรื่องนี้อยู่กับเรามา มันเริ่มตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ คือเราเขียนบท Happy Birthday เป็นหนังสั้นเพื่อจะเป็นธีสิสจบ แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะพอ Develop บทไปแล้วอาจารย์บอกว่ามัน Dark เกินไป อ่ะ ไม่เป็นไร เราก็เขียนมาเรื่อยๆ เพื่อที่จะพัฒนาเป็นหนังใหญ่ แต่ก็ยังขายไม่ได้ ไม่มีใครซื้อ แล้วมันก็อยู่มายาวนาน จนกระทั่งเรารู้สึกว่า เราไม่ขายแล้ว เราไม่ทำแล้ว เดี๋ยวเราว่างแล้วเราจะเขียนหนังสือแทน เราว่ามันโอเคกว่า เขียนหนังสือเป็นนิยายมันไม่ต้องมาคำนึงว่าอะไรเล่าได้ อะไรเล่าไม่ได้ แต่พอจบ U-PRINCE พี่ถา (สถาพร พานิชรักษาพงศ์ - กรรมการผู้จัดการ GMM TV) ก็มาถามเราว่า มีไอเดียอะไรมาขายไหม เราก็เลยมา Develop กันสองคืน พอไปถึงห้องประชุมก็เล่าให้พี่ถาฟัง เสร็จปุ๊บเขาก็ซื้อเลย เราก็โอ้ว! คุณพระ ก็มาเขียนบทต่อ ก็ใช้เวลาอีกปีนึงในการเขียนบท”
 


ขอย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ช่วงที่หนังเรื่องอาปัติกำลังเป็นประเด็น
ตอนนั้นคุณฝนรู้สึกเสียศูนย์ไปบ้างไหม


“หนักมาก ช่วงที่โดนแบนคือโดนสาปแช่ง เราก็รู้เลยว่าแบบ นี่คือพระพุทธศาสนากำลังฝึกสมาธิ ฝึกสติปัญญากับเรา ฝึกอารมณ์ เพราะมวลตอนนั้นมันเยอะมาก ท้อไปเป็นปี มันเหมือนเราตั้งต้นที่เจตนาอีกแบบ ผลมันไปที่เจตนาอีกแบบ เราเสียศูนย์ เสียความมั่นใจไปเลย เราไม่คิดว่าข้ามคืนมันจะใหญ่โต ตอนนั้นมันใหญ่โตมากนะ เราเคยคิดว่าเราเป็นนักเล่าเรื่อง เราเล่าอะไรก็ได้ แล้วพอมาเจอแบบนี้เราก็รู้สึกว่า มันไม่ได้หมายความว่าเราเล่าอะไรก็ได้แล้วหรือเปล่า ต้องถามสังคมหรือเปล่าว่าเรื่องของเราควรเล่าหรือไม่ควร”


 
แต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้  ซึ่งหลังจากนั้นคุณฝนก็มาทำซีรีส์วัยรุ่นอย่าง U-PRINCE ต่อ ปรับอารมณ์ยังไงคะ เพราะเนื้อหาต่างกันสิ้นเชิง

“ก็เกือบๆจะเป็นไบโพลาร์เหมือนกัน (หัวเราะ) เรียกว่าเป็นโลกใบใหม่มากกว่า ก็ได้รู้ว่าการทำซีรีส์ยากมาก วิธีการเล่าของหนังกับซีรีส์มันต่างกัน ซีรีส์มันต่อยกันคนละเบรกเลย อย่างหนัง คนซื้อตั๋วแล้ว ถือว่าเขาเปิดใจไว้แล้วส่วนหนึ่ง ไม่งั้นเขาคงไม่ซื้อตั๋วเข้าไป แต่ซีรีส์คือคนพร้อมจะเปลี่ยนช่องได้ตลอด”
 
ทราบมาว่าจุดเริ่มต้นไอเดียของพล็อตเรื่องนี้ เกิดจากเรื่องจริงของคนในครอบครัวคุณฝนเอง

“คือบ้านเราเป็นครอบครัวใหญ่ มีบ้านเรา บ้านป้า บ้านย่า แล้วจะมีน้องชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาคล้ายกับธารน้ำ คือเขาเป็นลูกของเมียคนแรกของน้าพี่ ซึ่งพ่อกับแม่เขาก็มีสัมพันธ์ไม่ค่อยดี แล้วพ่อเขาก็แต่งงานใหม่ย้ายไปอยู่จังหวัดหนึ่ง มีลูกเล็กๆ กับภรรยาคนใหม่ น้องชายเราก็มีอารมณ์แบบ ไม่ยอมเรียกพ่อว่าพ่อ จะเรียกน้าตลอด ในขณะที่คนเป็นพ่อก็อยากให้รับว่าเป็นพ่อ คือทุกครั้งที่พ่อกลับมาหาก็จะให้โน่น ให้นี่ เพื่อเป็นการ Support แล้วอยู่มาวันหนึ่ง น้องคนนี้ก็ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำ เสียชีวิตคาที่ ในเวลาเดียวกันนั้น ปู่ก็ป่วยอาการโคม่าอยู่ ส่วนน้องชายคนละพ่อของน้องเราคนนี้ที่ก็ยังเป็นเด็กเล็กอยู่ เกิดเดินเตาะแตะๆ หัวทิ่มตกน้ำไป มันเลยดูเหมือนว่าช่วงเวลาคาบเกี่ยวกัน ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เลยเชื่อกันว่า ในวินาทีเดียวกันนั้น ไอ้เจ้าเนี่ยได้ตายแทนไปแล้ว เพื่อให้อีกสองชีวิตรอด คือคนในบ้านเขาเชื่อกันแบบนั้น แต่เราก็ดันไปสะกิดใจตรงที่ว่า มีคนในบ้านพูดว่า “ถ้าจะต้องมีใครสักคนที่ต้องเสียสละ ก็ต้องเป็นมันอะถูกแล้ว” เพราะพวกเราถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน คนนี้เป็นคนเดียวที่นอกสาย  เราก็จึ๊กในใจในเวลานั้น เพราะสำหรับเรามันไม่ควรมีใครถูกคัดออกเว้ย.. เวลาผ่านไปจนเรามาเรียนมหาวิทยาลัย อยู่ดีๆ วันหนึ่งเราก็เลยคิดขึ้นมาว่า เรื่องนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว ทุกๆ คนใช้ชีวิตกันหมดแล้ว ไม่มีใครพูดถึงน้องแล้ว มันจะเป็นยังไงถ้าวิญญาณมันไม่ได้ไปไหน ยังอยู่กับคนรอบๆ ข้าง อยู่กับคนที่เขารัก อยู่กับคนในครอบครัว แล้วต้องมาเห็นว่าคนที่อยู่ค่อยๆ ลืมเขาไป ไม่มีใครพูดถึง เขาจะเสียใจไหม ถ้าโลกความตายมันไม่ได้ไปสวรรค์หรือไปนรก ถ้ามันแค่ซ้อนทับกับโลกของคนเป็น เรามองไม่เห็นเขา แต่เขาเห็นทุกอย่าง เห็นทุกคนกำลังโตขึ้นไป เห็นน้องที่กำลังโตขึ้น เห็นเพื่อนตัวเองที่เติบโตได้เรียนหนังสือ เขาจะเสียใจไหมที่วันนั้นชีวิตเขาต้องจบลง มันก็เกิดเป็น Inspiration มานับตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็มานั่งถกกันต่อว่า และถ้าสมมุติคนที่ตายไปแล้ว เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ เขาได้เห็นทุกอย่าง ก็คงจะถูกตั้งคำถามด้วยว่า ทำไมถึงเห็น ทำไมต้องทุกข์ ทำไมต้องทน ทนกับความมีตัวตนอะ เราก็เลยรู้สึกว่า ลึกๆในใจของคนที่อยู่ เขาคงไม่ได้ลืมหรอก แต่มันอยู่ในใจ มันอยู่เข้าไปข้างใน ไม่ได้เอ่ยออกมา มันเลยทำให้คนที่ตาย คิดว่าคนที่อยู่ลืมเขาไปแล้ว แต่จริงๆ คนที่อยู่อาจไม่ได้ลืม แต่แค่จำ แค่เก็บมันไว้และอยู่กับความเป็นจริงได้  มันก็เลยเป็นไอเดียที่ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ เรื่องบางเรื่องมันอาจต้องใช้เวลาในการตกผลึก ให้เวลาผ่านไปแล้วเราค่อยๆ โตขึ้น เราได้เห็นว่าคนเรามันมีความสัมพันธ์หลากหลายแบบ เราเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ แล้วอะไรที่เราชอบ เราก็มาสร้างตัวละครในแบบนั้นๆ ให้มันตอบโจทย์กับ Inner แบบนี้ที่เรารู้สึก เรารู้สึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์อารมณ์ จริงๆแล้วมันมีมวลอารมณ์เยอะ แต่ว่าเราเลือกแสดงออกต่างกัน บางคนก็ปิดมันไว้ได้มิด แต่บางคนก็ปิดมันไว้ไม่ได้ คนทุกคนมันมีหลายมุม ทุกคนเทาหมด ในวันนั้นที่เราเป็นเด็ก เราไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด แต่พอวันหนึ่งที่เราโตขึ้น เราเข้าใจว่าสิ่งที่เขาพูดในวันนั้น มันก็คือความเสียใจเหมือนกัน แล้วเขาก็แค่พูดปัดว่าเขาไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
 


เลยนำมาสู่ซีรีส์ที่เล่าเรื่องความรัก ผ่านความตาย
 
“เราอยากให้เรื่องนี้มันทำงานไปจนถึงจุดที่รู้สึกว่า ถ้าเราหันมาทำความเข้าใจกันและกัน มันอาจจะยากสักนิด แต่มันก็อาจจะไม่เกิดอะไรแบบนั้น ต้นเหตุมันเพราะเราไม่พูดกัน เพราะพอพูดกันแล้วก็ต้องปะทะ เราก็เลยไม่อยากทะเลาะ แต่ว่าเวลาเราปะทะ หรือเราทะเลาะกัน สุดท้ายมันก็จะคลี่คลายได้ มันก็จะเกิดความเข้าใจในที่สุด แล้วเราก็ไม่อยากให้ใครมองว่าการฆ่าตัวตายมันคือการเรียกร้องความสนใจ เรารู้สึกว่าบางทีคนเรามันก็มีจุดที่เขาอาจจะไม่ได้อยากตาย เขาแค่อยากหายไป ถ้าคนๆ นึงจะอยากหายไปจากโลกนี้ มันคงต้องเจอ คงต้องมีเหตุผลหลายสิ่งประกอบกัน เหมือนที่ธารน้ำบอกว่าคืนนั้นในน้ำนั่นอุ่นกว่าตรงนี้ซะอีก แปลว่าในโมเมนต์นั้นเขาไม่อยากที่จะอยู่ตรงนี้อีกแล้ว”
 


Main Idea จริงๆ ของ Happy Birthday ที่ต้องการจะเล่าคืออะไรคะ
 
“คือ วันเกิดเป็นวันที่โคตรพิเศษอะ เป็นวันที่ทุกคนรอคอย รอคำอวยพรว่า มีความสุขมากๆนะ เราก็เลยรู้สึกว่า Point ของ Happy Birthday มันคือเราควรจะมีความสุขที่เราได้เกิดมาสิ มีความสุขที่เรามีชีวิตอยู่ คือแต่ละปีที่เราเติบโตขึ้น ทุกๆ วันเกิดของเรา มันจะต้องผ่านความทุกข์ทน มันจะต้องผ่านปีที่มีความสุข ปีที่โคตรแย่ แต่ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหน เมื่อมันถึงวันที่เราได้ Happy Birthday มันคือการฉลองให้กับตัวเอง ว่าเราได้อยู่มาจนถึงตอนนี้แล้ว มันไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อะ เราแค่รู้สึกว่าอยากให้กำลังใจหลายๆ คน ว่าอยู่ต่อไปเถอะ มันไม่มีอะไรแย่ และที่สำคัญที่สุดคือการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน การมองเห็นซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์มันมีหลายรูปแบบ แล้วการที่เรารู้ว่า เรารู้สึกอะไรได้แค่ไหน หรือเลือกที่จะยืนตรงไหน มันก็จะมีความสุขได้ เราแค่อยากให้ซีรีส์มันทำงานในแบบที่.. มีความสุขกับการเกิดมาเถอะ ธารน้ำเป็นตัวแทนของคนที่ได้รู้แล้วว่าการมีชีวิตอยู่มันมีค่าแค่ไหน แล้วเธอได้รับโอกาสในการกลับมาแก้ไข ซึ่งจริงๆ คนเรามันไม่ได้รับโอกาสนั้นในชีวิตจริงหรอก หายแล้วก็หายเลย ในขณะที่หายไป ถ้าคนปลงได้ก็จบ ถ้าปลงไม่ได้ก็นะ.. เราเลยรู้สึกว่า ถ้าเราเห็นความสุขของการมีชีวิตอยู่ แล้วให้อภัยซึ่งกันและกัน โลกจะน่าอยู่กว่านี้เยอะ”
 


ถ้าดูเผินๆ ดูเหมือนว่าคนที่เลือกจะจบชีวิตตัวเองอย่างธารน้ำ จะเจ็บปวดสุด แต่มองให้ลึกลงไปจริงๆก็อาจจะไม่ใช่ เพราะทุกตัวละครต่างมีเรื่องเจ็บปวดของตัวเอง

“คือธารน้ำเจ็บปวดในตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่ในวันนี้ที่เขากลับมา แล้วเห็นทุกคนเจ็บปวดเพราะการตายของเขา เอาจริงๆธารน้ำแม่งโคตรเจ็บ ในวันนี้ที่มันพูดว่า ไม่รู้ว่าก่อนตายกับหลังตายอันไหนแย่กว่ากัน มันเจ็บปวดมากที่ทุกคนไม่ลืม อย่าจำธารน้ำคนนั้นได้ไหม  ลืมมันก็ได้นะ ดีกว่าเห็นว่าทุกคนคิดถึงมันด้วยความเสียใจ ทุกตัวละครเจ็บปวด ต้นไม้ก็เจ็บปวด เหมือนว่าการได้อยู่ในโลกที่มีพี่ ถึงพี่จะเป็นผีแต่ก็เหมือนมีเพื่อน อย่างที(ดีเจพุฒ)  เค้าก็มารู้ตัวในวันที่สายเกินไป อย่างเชษฐ์(สันติสุข) ก็เศร้า เพราะเขาไม่ทันอารมณ์ตัวเอง เขาเฝ้ารอให้ธารน้ำเรียกพ่อมาตลอด อย่าง EP.11 ที่ธารน้ำเรียกพ่อจ๋า จริงๆ ซีนนี้อยู่มาตั้งแต่ Version เมื่อสิบปีที่แล้ว และเป็นซีนแรกของเรื่องด้วยซ้ำ Inner ตอนเขียนเรารู้สึกว่า คนที่อยู่ไม่ยอมเรียกพ่อว่าพ่อ แต่เรียกว่าน้าๆๆ อยู่นั่นแหละ ทั้งที่ในใจก็รู้ว่านี่คือพ่อแต่ไม่ยอมเรียก ในขณะที่พ่อก็แบบ.. ใจกูอยากเป็นพ่อ มันก็คงจะเจ็บน่าดูกับการที่กูเป็นพ่อแต่ลูกเรียกน้า แล้ววันหนึ่งถ้ามันตายแล้วตะโกนอยู่ใกล้มาก แต่พ่อก็ไม่ได้ยิน เราเลยรู้สึกว่าแล้วทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนยังอยู่ มันไม่ได้ยากเลย มันอาจจะดีขึ้นก็ได้ อะไรๆ มันอาจจะดีขึ้นกว่านี้ มันก็เป็นจุดที่เราก็สงสาร เรามี Inner กับตัวละคร หรืออย่างแม่อร(น้ำฝน-สรวงสุดา)  ก็เป็นผู้หญิงที่ต่อสู้กับคำว่าครอบครัวมาก ฉันเสียครอบครัวไปไม่ได้ ยอมเก็บความรู้สึกทุกอย่าง ความเป็นแม่ทำให้ผู้หญิงมีพลังมหาศาล เอาพลังมาจากไหนไม่รู้เพื่อจะ Save ครอบครัวของตัวเอง เขาบอกว่าผู้หญิงเนี่ย ความเป็นแม่ทำให้สามารถทำอะไรก็ได้ แล้วเราก็จะอินไปกับแม่วรรณ(เง็ก-กัลยา) ตรงที่ความเป็นแม่ สามารถทำอะไรก็ได้  ทำผิดทำพลาดจนยอมทำอะไรได้ทุกอย่าง กับลุงต่าย(สรพงศ์) เราก็สงสาร คือลุงต่ายที่เป็นเหมือนเป็นศาลาพักใจ และสุดท้ายมันก็เป็นการโกหกสีขาวที่ถ้าถามว่าเจ็บไหม มันก็เจ็บ เศร้าไหม ก็เศร้า ลุงต่ายเศร้าอยู่ข้างใน แต่ลุงต่ายจัดการกับสิ่งนี้ได้ เพราะด้วยอายุ ด้วยความเป็นผู้ชายตัวคนเดียวของเขา พนา(นะ-ธนบูลย์) แม่งก็เก็บความรู้สึกไว้คนเดียวมาตลอด ซึ่งมันก็คิดว่าวิธีที่มันทำคือแปลว่ามันไม่เป็นอะไร แต่จริงๆแล้วมันเป็น พี่ลูกกอล์ฟก็เก็บความรู้สึกไม่ต่างกัน คือทุกคนแม่งมีความป่วยในใจของตัวเองกันหมด มีความเจ็บปวดในแบบของตัวเอง”
 


ดูเหมือนว่าตัวละครเกือบทุกตัว จะโทษตัวเองว่าทำให้ธารน้ำต้องตาย

“ใช่  แต่โทษตัวเองแล้วมันไม่จบ แล้วสุดท้ายธารน้ำก็ต้องโทษตัวเองต่อ เพราะมันเห็นว่าทุกคนกำลังโทษตัวเองกันอยู่ มันจึงต้องโทษตัวเองว่าเป็นความผิดของมัน แล้วสุดท้ายใครผิด ถ้าฐานะคนเขียน เราพูดไม่ได้เลยว่าใครผิด เพราะเราว่ามันเกิดขึ้นได้หมดเลย บางทีเราก็ลั่นคำพูดอะไรไปบ้าง ไปทำร้ายความรู้สึกเค้าโดยที่เราไม่รู้ตัว เราไม่รู้ว่าเค้าเจ็บช้ำมาก เพราะเค้าไม่ได้แสดงออกมา แต่เราพูดไปแล้ว เราแค่อยากให้หันกลับมายั้งคิดนิดนึงว่า เราก็เคยเป็นแบบนี้ เคยทำแบบนี้ และถ้าเราจะทำ จะมีอารมณ์แบบนี้  ฉุกคิดสักนิดนึงว่าไม่ดีกว่า ไม่ทำดีกว่า หันมาเข้าใจกันมากขึ้นดีกว่า คือพอเค้าตัดสินใจจบชีวิตเค้าไปแล้วมันก็แก้ไขอะไรไม่ได้ แล้วเราเชื่อว่าสุดท้ายแล้วถ้าคนที่เรารักจากไปไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรมันก็เจ็บอยู่แล้ว เราควรจะมีวันดีที่อยู่ด้วยกันให้เยอะๆ ดีกว่าที่จะมาคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆ แล้วโทษกันว่าใครทำ”
 


รักตัวละครไหนเป็นพิเศษบ้างไหมคะ
 
“จริงๆเรารักทุกตัว แต่จะรักตัวละครแม่ๆเป็นพิเศษเพราะเรารู้สึกว่า ความเป็นแม่ Layer มันซับซ้อน แม่บ้านนี้เป็นอย่างนี้ แม่บ้านนี้เป็นอย่างนั้น แล้วเราก็รู้สึกว่าเราอยากได้แม่แบบไหนเราก็ไปสร้าง อย่างน้อยหน่า แม่แกต้องเป็นแบบชมพู่ ต้องมีความสุข พอมาเป็นบ้านพี่ลูกกอล์ฟ อย่างแม่ผึ้งเรารู้สึกว่า คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกเป็นสาวประเภทสอง แล้วก็ทำงานหาเลี้ยงไปด้วยก็มีความสุข ก็อยู่ด้วยกันได้ เรารู้สึกว่า เออแม่แบบนี้ดีอะ แล้วก็มีแม่แบบต้นไม้ที่แบบว่า ฉันต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงของอีกคนหนึ่ง และฉันก็พยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็พัง แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็จะต้องดูแลครอบครัวเอาไว้ และก็ยังมีแม่แบบแม่วรรณที่ไม่กล้าให้ลูกเรียกกูว่าแม่ด้วยซ้ำ ไม่กล้าแม้แต่จะแทนตัวเองว่าแม่ คือถ้าสังเกตดีๆ ในซีนที่แม่วรรณอยู่กับธารน้ำ แม่วรรณจะไม่แทนตัวเองว่าแม่ เพราะเขาไม่กล้าเรียกตัวเองว่าแม่ แต่เขารักลูกนะ เราก็รู้สึกว่า นี่คือแม่อีกแบบหนึ่งที่ทุกคนมองว่าคนแบบนี้ไม่ควรเป็นแม่ แต่ในใจเขาแม่งโคตรอยากเป็นแม่ที่ดีเลย เราก็เลยรักตัวละครแม่ๆ ทั้งหลาย รู้สึกว่าพลังของแม่มันสำคัญมาก ก้าวพลาดนิดเดียวก็จะแย่  บางบ้านไม่พลาดก็จะได้ลูกอีกแบบหนึ่ง คืออย่างบ้านแม่ชมพู่กับแม่ผึ้ง คือสังเกตได้ว่าไม่มีพ่อ แต่เขาก็ Success ในการเลี้ยงลูก อย่างบ้านต้นไม้ถึงจะมีพ่อมีแม่ แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆอยู่”
 


ปัจจัยมันอยู่ตรงไหนคะ
 
“เราว่าปัจจัยมันอยู่ที่ความเข้าใจ ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมาก ก่อนที่จะเข้าใจลูกเราต้องเข้าใจตัวเองก่อน ความหนักความเบาของการดูแลคน การเลี้ยงลูกมันไม่ง่ายนะะเราว่า อย่าง Part ของชมพู่คือเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เรียนไม่จบ แล้วลูกก็โตขึ้นมาในอายุที่มันทันกัน มีลูกเป็นเพื่อน ในขณะที่แม่บ้านพี่ลูกกอล์ฟคือเขาเป็นคุณแม่ที่พ่อทิ้ง พ่อไม่ดี แล้วตัวพี่ลูกกอล์ฟก็พยายามที่จะ Strong เพื่อที่จะดูแลแม่ และฉันก็อยากเป็นผู้หญิงแล้ว มันก็เลยเป็นเหมือนลูกสาวเป็นเพื่อนสาว ในขณะที่แม่ก็จะเอ็นดูว่าฉันก็มองแกเป็นลูกสาวแหละ ฉันไม่ได้มองแกเป็นลูกชายแล้ว เหมือนแม่ผ่านจุดที่รู้สึกว่า มันไม่เป็นไร เราอยู่ด้วยกันสองคนก็ได้ เรา Happy เราก็เลี้ยงดูกันไปได้ คือมันก็คงผ่านจุดอะไรของเขามาแล้ว”
 


แต่ละตัวละครมี Sub-Plot ที่ซับซ้อนมาก
 
“เวลาทำตัวละครเราจะคิดถึงว่าแต่ละตัวผ่านอะไรมา แล้วถ้ามีช่องที่จะเติมได้ก็อยากเติม อยากให้คนดูยิ้มไปกับเขา อยากให้คนดูรักและ เอ็นดูตัวละคร มีความผูกพันกับตัวละคร เราชอบไล่อ่าน Twitter  แล้วเราก็ชอบที่คนจะพูดเป็นชื่อตัวละคร จำชื่อตัวละครได้ เรารู้สึกได้ว่าเขาผูกพัน อย่างตอนนี้เราก็รู้สึกว่าเขาผูกพันกับต้นไม้ เขากลัววันที่ต้นไม้จะพัง”
 


ส่วนหนึ่งของการที่คนผูกพันกับตัวละคร น่าจะเป็นเพราะ Cast ที่ค่อนข้างลงตัว
 
“ถูกนะ ไม่มีใครไม่ใช่เลย อย่างบททีเราก็บอกต้องเป็นดีเจพุฒเท่านั้น ถ้าไม่ใช่พุฒเราก็ไม่อยากทำ เป็นคนอื่นในประเทศนี้คิดไม่ออก ยังไงก็ต้องเป็นพุฒ เราอยู่ในจุดที่เรื่องนี้อยู่กับเรามานาน แล้วตอนแรกเราคิดว่าเราไม่ทำแล้ว นั่นหมายความว่าถ้าเราจะทำอีกครั้งนึง ถ้าไม่ได้แบบที่อยากได้ เราไม่ทำก็ได้นะ เราทำเรื่องอื่นก็ได้ไงอะไรอย่างนี้ คือเราหวง เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่พุฒก็ไม่มี Choice อื่นแล้ว อย่างบทต้นไม้ก็ต้องเป็นปลื้ม ปลื้มไม่ได้เพิ่งมาอยู่ในใจเรานะ ปลื้มมาตั้งแต่ตอนเราทำอาปัติ เราก็มองปลื้มให้มาเป็นเณรซัน แต่ว่าไม่ได้ร่วมงานกัน เพราะสมัยนั้นเขาเล่นเกรียนฟิกชั่น แล้วมันไม่ได้เพราะต้องโกนหัวจริง”
 


ชอบอะไรในตัวน้อง
 
“มันดูเป็นคนตาใสที่มีอะไร ถ้าดื้อ มันคงดื้อมากๆข้างใน เรารู้สึกอย่างนั้น แล้วเราอยากทำให้เด็กคนนี้มีความสตรอง คือปลื้มดูนุ่มนิ่มในความรู้สึกเรา แต่เราว่าจริงๆ แล้วมันไม่นุ่มนิ่มหรอก ในใจลึกๆ มันต้องมี Passion อะไรแรงๆ บ้างแหละ แอบคิดอย่างนั้น ต้นไม้ก็เลยเป็นปลื้ม แล้วนางก็คิวยากไง(หัวเราะ) เพราะนางเรียนที่เชียงใหม่ ก็ต้องรอ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยที่เป็นปลื้ม เราฟาดฟันกันหนักมากในเรื่องนี้ คือต้นไม้ต้อง Handle ทั้งเรื่อง แล้วปลื้มก็บอกเราตอนที่ถ่ายมาถึงตอนท้ายๆ ว่า ประสบการณ์ที่ผมเคยมีมาในการแสดงมันเป็นศูนย์เมื่อมาอยู่ในกองนี้(หัวเราะ) คือปลื้มมันก็โดนหนัก เราก็เคี่ยวหนักเหมือนกัน ดุ ไม่ค่อยชม เรียกว่าไม่เคยชมเลยดีกว่า
 
อย่างน้องมายด์ เราเคยทำงานด้วย แล้วเราก็คิดว่ามายด์เล่นได้ เชื่อว่ามายด์ทำได้ แต่ตอนทำงานก็จะมีการคุยกันเยอะ เราจะต้องบอกว่า อย่าสงสารธารน้ำนะ เพราะเธอเป็นธารน้ำ คือมันก็จะมีอารมณ์หลุดว่าสงสารตัวละคร แต่เธอสงสารไม่ได้ เธอต้องเป็นเค้า ซึ่งเรื่องนี้มายด์มีหลายอารมณ์ มีธารน้ำหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นอดีต เวอร์ชั่นปัจจุบัน เวอร์ชั่นในมโน มันก็จะมีการเปลี่ยนนั่นนู่นนี่ แต่ว่ามายด์เก่ง ต้องใช้คำว่าเก่ง เก่งมาก เค้าเป็นนักแสดงที่ไปได้อีกไกลเลย แล้วเราก็ลบ Make up น้องหมด น้องถามตลอดว่า พี่ฝน เอาออกอีกเหรอ นี่ไม่มีอะไรเหลือแล้วนะ นี่คือลิปมันแล้วนะ เราก็อืม.. แดงไป ลบออก เรื่องนี้มายด์สุดมาก ถ่ายใต้น้ำ เอาหน้ามุดน้ำโคลนจริง  ต้องไปฝึกเรียนดำน้ำ เพื่อถ่ายใต้น้ำ  นักแสดงทุกคนทุ่มเทมาก ปลื้มก็จะรับลูกตบเยอะ”
 


บรีฟนักแสดงวัยรุ่นอย่างปลื้มกับมายด์ยังไง ให้เข้าถึงบทบาทไม่แพ้รุ่นใหญ่
 
“คือเราจะบอกให้เขาอยู่กับสถานการณ์ ถ้าเขาเล่นในแบบที่ Design ไว้ เขาจะเป็นปลื้มเล่นเป็นต้นไม้ไง แต่มันไม่ใช่ เพราะพอ Action ปุ๊บ คุณต้องเป็นต้นไม้ ไม่ใช่ปลื้ม คุณห้าม Design คุณต้องอยู่กับสถานการณ์ นั่นคือต้นไม้ เราพยายามให้เขามีสมาธิอยู่กับตรงนั้น มันยากกับน้องเหมือนกัน เราก็ยอมรับว่าเราก็โหด อย่างบางครั้งในบทมันมีการตบ คือในบทเขียนว่าตบ ปลื้มเขาก็รู้ว่าเขาก็จะต้องโดนตบ ปกตินักแสดงเขาก็จะตบผ่าน ตบหลอก แต่มันใช้ไม่ได้ พอตบผ่านแล้วมันยังไม่ได้ในความรู้สึกเรา เราก็จะแอบไปบอกพ่อ(สันติสุข) ว่า พ่อตบเลยนะ ตบจริงเลย ส่วนเจ้าปลื้มก็จะไม่รู้ว่าจะโดนตบจริง ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็มีไป Brief ปลื้มว่าให้อยู่กับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณเป็นต้นไม้ เราไม่ได้ห้าม Improvise คุณ Improvise ได้ แต่ให้อยู่ในสถานการณ์ คือถ้าคุณเป็นต้นไม้ Improvise ยังไงคุณก็ไม่หลุด แต่ถ้าคุณเป็นปลื้มปุ๊บ สมาธิคุณจะเสีย คือให้มีสมาธิอยู่ตรงนั้นเท่านั้น พอสั่ง Action ปุ๊บ เพี้ยะ! เรียบร้อย เราก็จะใช้เทคแรก ที่น้องรับลูกแรกตลอด เพราะมันสด”
 


อย่าง EP. 11 ที่ต้นไม้โดนแม่ตบรัวๆ ปลื้มไม่รู้มาก่อนใช่ไหม
 
“ไม่รู้เลย นั่นก็คือ Take แรก เราก็ไป Remark กับคนตัดว่าจะเอา Take นี้ เพราะหน้าต้นไม้มันได้ที่สุด มันเหวอและโกรธ  และเราอยากได้สายตานี้ คือมันจังหวะที่โดนตบเบอร์นั้นอะ มันอิน”
 


น้อยหน่าก็เป็นตัวละครอีกตัวที่หลายคนหลงรัก
 
“เราอยากให้น้อยหน่าเหมือนต่าย-สายธาร ก็ต้องปรับ Look ปรับกันกระจุยเลย ตอน Workshop เราบอกแจนว่าไม่ต้องอ่านของคนอื่นนะ อ่านแต่บทของน้อยหน่าก็พอ อ่านแต่ซีนของตัวเอง คือเธอไม่ต้องรู้เลยว่าชีวิตคนอื่นเป็นยังไง ใช้ชีวิตโลกสวยของเธอไป รู้จักแต่ต้นไม้ก็พอ เราไม่อยากให้เค้ารู้อะไร เราอยากให้เค้าเป็นน้อยหน่าที่โคตรเป็นน้อยหน่าเลย คือมีแต่ความสุข ตรงไปตรงมา เพราะเขามีแม่วัยรุ่นที่พยายามเข้าใจลูก มีลูกเป็นเพื่อน แล้วให้ลูกโฟกัสที่การเห็นความสุข อย่าหาความสุข คือแม่เห็นแล้วไงว่าความสุขของแม่ในชีวิตนี้คือน้อยหน่า เพราะฉะนั้นอะไรที่หนูมีความสุข นั่นคือความสุขของแม่ด้วย แล้วพอนางสองคนมาอยู่ด้วยกัน ก็จบเลย”
 


ผ่านไป12 EP. แล้ว ถือว่ากระแสตอบรับดีเกินที่คาดไว้ไหม
 
“เกินกว่าที่เราคิดไว้ คือจริงๆ พอเราได้ทำแล้วเราก็เต็มที่ ทีมงานทุกคนเต็มที่ ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง ทุกวันนี้ห้องตัดฟาดฟันสู้กันสุดฤทธิ์ ไม่มีใครยอมใคร คือจะต้อง Perfect ในส่วนของเค้า แล้วเรารู้สึกว่าในแง่ของคนทำงานอย่างเรา เรารู้สึกว่าเราอิ่มแล้ว เรามีความสุขแล้วกับการที่เห็นว่าทีมงานรักงานของตัวเอง มันพอแล้ว ที่เหลือจากนั้นเป็นกำไร แต่เราดันได้กำไรมาอีกตรงที่คนดูให้การตอบรับ แล้วก็เห็นในรายละเอียด ไม่ได้ชมแค่ตัวนักแสดง คือชมไปใน Details อื่นๆ ซึ่งคนทำงานเบื้องหลังเค้าอ่าน เค้าก็ปลื้มนะ คนทำเสียงก็ปลื้ม คนทำภาพก็ปลื้ม คนถ่ายก็ปลื้ม นักแสดงก็ปลื้ม มันก็ทำให้มีกำลังใจ เพราะว่างานมันค่อนข้างยาก แล้วผู้กำกับเป็นคนเยอะด้วย(หัวเราะ) อย่างตอนจะหาเพลงประกอบ เพลงจำฉันได้หรือเปล่า มันก็เกิดขึ้นจากที่เราเขียนตัวละครธารน้ำไม่ออก เราก็เลยไม่เขียนละ เครียดมาก เราก็เลยไปนั่งกินเบียร์ที่อีสต์วิลล์ แล้วก็นั่งคิดว่า สถานการณ์แบบนี้ ธารน้ำมันต้องทำยังไงต่อ พยายามวิเคราะห์ตัวละคร แล้วอยู่ดีๆ นักร้องก็ร้องเพลงจำฉันได้หรือเปล่าขึ้นมา เราก็ เฮ้ย! เพลงนี้มันดีอะ มันใช่เลย ก็เลยกลับไปฟังเพลงนี้แล้วเขียนต่อ แล้วก็เลยเขียนออก เราก็เลยไปขอพี่ถาว่า เราอยากใช้เพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงของ Chocolate Kit เราก็เลยขอว่าอยากทำเพลงนี้ ในอารมณ์แบบนี้ อยากเปลี่ยนอารมณ์ให้มันเป็นแบบนี้ ซึ่งก็ออกมาถูกใจมากๆ”
 


การได้ทำซีรีส์เรื่องนี้ มันเติมเต็มความรู้สึกเรามากแค่ไหนหลังจากที่เรารอคอยมานาน 10 ปี  จนกระทั่งวันนี้ได้ทำ และทุกตัวละครได้โลดแล่นเหมือนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
 
“มัน Fulfill มาตั้งนานแล้วค่ะ ความรู้สึกนั้นมันมีมาตั้งนานแล้ว  มันอิ่มมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันที่รู้ว่าได้ทำและเริ่มทำมัน เพราะฉะนั้น ณ ตอนนี้มันคือกำไร ที่เวลาผู้ชมพูดกลับมา ที่ผู้ชมวิเคราะห์อะไรกลับมา มันได้เกินกว่าที่คิด แล้วมันเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไป เรารู้สึกว่า เราสามารถใส่ใจในรายละเอียดลงไปได้อีก เพราะว่าคนดูก็เห็นในรายละเอียดที่เราลงไป มันเลยไม่เหนื่อย มันเลยรู้สึกว่า เราคิดกับมันได้อีก เราสนุกกับมันได้อีก เราใส่ Detail กับมันได้อีก มันเป็นพลังกับการทำงานชิ้นต่อไปมากกว่า ไม่ว่าจะด้วยโจทย์อะไรในงานต่อไป เรารู้สึกว่า เราอยากเต็มที่กับทุกงาน เพราะเรารู้สึกว่าคนดูอะ เวลาดูเค้าดูจริงๆ ต้องใช้คำว่าดูจริงๆ สำหรับ Happy Birthday เรารู้สึกว่าเราได้คนดูที่ดูจริงๆ เราหายเหนื่อยไปแล้ว ทุกวันนี้ทำงานมันอาจจะเหนื่อย การตัดต่ออาจจะง่วง อาจจะเพลีย อาจจะมีปัญหานู่นนี่ต้องแก้ แต่ว่ามันมีพลัง เพราะเรารู้ว่ามีคนรอที่จะดู คนรอที่จะถกอยู่ สำหรับคนทำงานมันฟินไปแล้ว  แล้วมันก็จะเป็นงานที่เราทุกคนกลับมาภูมิใจแล้วพูดได้ว่า เราทำเรื่องนี้กันนะ เราอยากให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ทีมงาน ทีมห้องโพสต์ (Post- Production) เอง ทีมห้องตัดเอง ได้รู้สึก พูดได้เต็มปากว่านี่คือพอร์ต (Portfolio) นี่คืองานที่เค้าทำ นี่คืองานที่เค้าเป็นส่วนหนึ่ง เราจะมีความสุขโคตรๆ เลย ถือว่าเราฟินที่สุดแล้วในการเป็นผู้กำกับหรือการเป็นคนเขียนบท
 หรือแม้กระทั่งวันนี้ที่ทาง Johjaionline มาติดต่อขอสัมภาษณ์ เราก็รู้สึกว่ามันฟินไปแล้ว รู้สึกว่าเค้าคงเห็นอะไรในสิ่งที่เราทำ เราฟินไปแล้วที่คนดูไม่ได้ข้ามอะไรไป แล้วเค้าก็ตีความในความรู้สึกของตัวละคร คือบางมวลเรารู้สึกว่าคนดูจะเข้าใจเราไหม หรือแม้แค่บางประโยค อย่างสมมติบางซีนเราตั้งใจที่จะ Point Dialog นี้ขึ้นมาเพื่อ Meaning นี้ แล้วเราไม่รู้ว่าคนดูจะเข้าใจกับเราไหม แต่พอมันออกไปแล้วคนดูเข้าใจ มันก็ยิ้มแล้วสำหรับคนทำงาน
 
แล้วเราดีใจมาก ที่ Happy Birthday จะเป็นใบเบิกทางที่ทำให้เราเลือกที่จะทำอะไรใหม่ๆ ไม่เป็น Pattern เดิมๆ หรือสามารถที่จะพูดในประเด็นที่หนักๆได้มากกว่าทุกครั้ง เรารู้สึกว่า Happy Birthday เป็นตัวเปิดให้คนทำงานอย่างพวกเรากล้าที่จะคิด กล้าที่จะได้ลองอะไรใหม่ๆ แล้วเราก็รู้สึกว่า วัยรุ่นในปัจจุบันเค้าก็ไม่ได้ต้องการอะไรที่มันง่าย ฉาบฉวย เค้าก็ต้องการอะไรที่ลึกซึ้ง มีคุณค่า แล้วก็ตั้งใจกับมันเหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่า Happy Birthday มันเป็นเหมือนตั๋วใบแรกที่จะนำเราไปในที่ที่จะกล้าทำอะไรได้มากขึ้น กล้าคิดอะไรมากขึ้น ไม่ดูถูกคนดู แล้ววัยรุ่นยุคนี้ก็เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่พร้อมที่จะรู้สึก เขาพร้อมจะเสพ ส่วนนึงเราก็ขอบคุณ GMM TV มาก ที่เขาก็ใช้ความกล้ากับการตั้งต้นโปรเจค ซึ่งมันท้าทายมากเลยนะ เพราะว่ามันเสี่ยงมาก คนอาจจะเปลี่ยนช่องได้ง่ายมาก แต่พี่ถาก็กล้าที่จะให้โอกาส เราก็คิดว่าวันนี้เขาคงไม่ผิดหวัง”
 


ถ้าคนที่ยังไม่ได้ดู Happy Birthday เลยสักตอน คุณฝนจะบอกเค้าว่า
 
“มันจะจบอยู่แล้วนะ ไปย้อนดูเถอะค่ะ(หัวเราะ) ชอบไม่ชอบหนังดราม่าก็ดูเถอะ  ถามว่าเศร้าแค่ไหนมันอยู่ที่แต่ละคนที่จะอิน เราว่าการร้องไห้เป็นการบำบัด อนุญาตให้ตัวเองได้ร้องไห้ ให้น้ำตามันผ่อนคลายบ้าง ซีรีส์เรื่องนี้มันอาจจะทำให้รู้สึกว่า การที่ปล่อยให้ตัวเองได้ระบายบางอย่างออกมาร่วมกันไปกับตัวละคร  อาจจะช่วยให้พอเช้าแล้วตื่นขึ้นมา หรือหลังจากดูจบ หลังจากที่เราร้องไห้เสร็จแล้ว คุณจะได้ข้อคิดอะไรบ้างบางอย่างให้ชีวิตคุณต่อไป”
 


คิดว่าใครบ้างที่เหมาะจะดูเรื่องนี้
 
“เรารู้สึกว่าทุกคน เพราะว่ามันมีมุมหลายมุม แล้วถ้าสมมติว่ามัน Touch กับเราสักมุมนึง มุมอื่นๆ จะตามมาเอง มันต้องเริ่มต้นจากมุมใดมุมหนึ่ง บางคนอาจจะ Touch เรื่องพี่น้อง เมื่อ Touch เรื่องพี่น้อง เดี๋ยวครอบครัว เดี๋ยวความรักมันก็จะมาเอง หรือ Touch เรื่องความรัก เดี๋ยวความเป็นพี่น้อง มวลอื่นๆ มันจะมาเอง เราเชื่อแบบนั้น แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบดูซีรีส์ดราม่าก็ไม่ว่ากัน วันไหนอยากดูก็แนะนำกลับมาเปิด เผื่อว่าจะรู้สึกว่า เอ๊ะ อันนี้ก็โอเคนะ  
 


ฝากติดตามตอนสุดท้ายที่จะฉายในวันอาทิตย์นี้(30 ธันวาคม) หน่อยค่ะ
“ก่อน Countdown วันนึง ก็ลองส่งท้ายปีด้วย Happy Birthday ในตอนสุดท้าย EP.13 นะคะ เราหวังว่ามันจะเป็นของขวัญให้กับคนดู ที่จะรู้สึกว่าเมื่อดูจบแล้ว เราจะเริ่มต้นปีใหม่ ด้วยความรู้สึกใหม่ จะเข้าใจอะไรมากขึ้นหรือว่ามีกำลังใจที่จะหันไปบอกรักแม่ บอกรักพ่อ บอกรักพี่รักน้อง หรือบอกรักเพื่อนให้มากขึ้นในปีต่อไป ให้ตอนสุดท้ายมันเป็นของขวัญส่งท้ายปีที่พอวันรุ่งขึ้นแล้ว เราจะรู้สึกว่าอยากส่งความรักหรือส่งรอยยิ้มกันเยอะๆ”
 


สรุปแล้วธารน้ำตายเพราะใคร

“เพราะใจ เพราะหัวใจไม่แข็งแรง แต่เราว่าจริงๆ แล้วคนจะตีความยังไงก็ได้นะ เพราะสำหรับเรา นี่มันคือชีวิตจริง ชีวิตจริงเวลาที่ ถ้าจะมีใครฆ่าตัวตายสักคน เราจะหาคนผิด แล้วท้ายที่สุดคนที่เค้า จากไป เค้าอาจจะอยากบอกว่า เค้าไปเพราะตัวเค้าเอง  มันผิดคนละส่วน เราแค่รู้สึกว่า มันไม่ควรหาคนผิด คือถ้าถามว่าธารน้ำตายเพราะใคร  จะตอบว่าธารน้ำตายเพราะทุกคนก็ไม่ผิด จิ๊กซอว์คนละเล็กคนละน้อยก็อาจประกอบให้คนๆนึงอยากตายมากกว่าอยู่ แต่ท้ายที่สุด ถ้าธารน้ำใจแข็งแรง มันก็จะไม่เป็นไร แล้วท้ายที่สุด ถ้าคนรอบข้างรู้ว่า ถ้าใส่ใจสักนิด เพราะหัวใจเค้าไม่แข็งแรง ก็จะไม่มีคำพูดทำร้ายจิตใจพวกนี้หลุดออกมา คือทุกคนมันผิดได้ ทุกคนมันพลาดได้ แค่ต้องใจแข็งแรงอะ สุดท้ายมันก็จะเป็นไปตามวัฏจักรของชีวิต ถ้าพรุ่งนี้ยังมีโอกาสก็ดีไป แต่ถ้าไม่เราก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แค่นี้เลย”

ภาพประกอบเบื้องหลังจาก : GMM TV
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์ / หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน พี่โตโต้ - ภาคภูมิ ประทุมเจริญ มาคุยกับเราที่ The Lounge ในเรื่องราวของการเป็นช่างภาพจิตอาสาพระเมรุฯ คำถามหนึ่งที่ยังค้างคาไม่ได้คำตอบจากเขาในวันนั้น คือ ปลายทางของภาพถ่ายทั้งหมดที่เขาถ่าย จะไปอยู่ที่ใด
ครูน้ำฝน ภักดี ครูสอนบุคลิกภาพที่ฮอตที่สุดในขณะนี้ มาเผยเคล็ดลับการสร้างความประทับใจในแรกเห็น และการปรับบุคลิกภาพให้ดูดีเป็นที่น่าเชื่อถือและจดจำ สำหรับการสัมภาษณ์งาน และการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ