TALK

วิ่งหนีโรค

พี่กึ๊บ-จิระศักดิ์ รุ่งเรืองธัญญา
24 พ.ค. 2560
คนเราควรหมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรง หรือควรจะรอให้ร่างกายเป็นฝ่ายเริ่มส่งสัญญานบอกเราก่อนว่า.. ฉันจะไม่ไหวแล้วนะ เช่นเดียวกับเรื่องราวของผู้ชายคนนี้
 
พี่กึ๊บ-จิระศักดิ์ รุ่งเรืองธัญญา Managing director แห่ง Jingle Bell Music&Sound Studio เจ้าของสถิติการวิ่งเกือบร้อยสนาม ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปี ทั้งหนึ่งสนามอัลตร้า มาราธอน (60 กม.) สี่สนามฟูล มาราธอน (42.195 กม.) เจ็ดสนามวิ่ง Trail (21-25 กม.) สิบแปดสนามฮาล์ฟ มาราธอน (21.1 กม.) และสี่สิบสองสนามมินิ มาราธอน (10.5 กม.) จากที่เคยต้องใช้เงิน 6,000 บาททุกเดือนไปกับค่ายา ทุกวันนี้พี่กึ๊บไม่ต้องเสียเงินสักบาทเพื่อยาแล้ว แต่ได้เอาเงินเหล่านั้นมาซื้อรองเท้าวิ่งแทน เจ้าตัวบอกเองว่า มันสนุกกว่ากันเยอะเลยนะ!
 
โรคที่เป็น ตอนนั้นมีอะไรบ้างคะ
มันเยอะมาก มาทีเป็นโปรใหญ่ ไฟกระพริบเลย ทั้งหลอดลมตีบ ปอดอักเสบ ไขมันและคลอเลสเตอรอลสูง เบาหวานด้วย

เกิดจากความอ้วนหรือเปล่าคะ
จริงๆก็ไม่ใช่ พี่เป็นคนสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 15 แล้วก็สูบมา 30 ปี บวกกับพฤติกรรมการกินที่ไม่เลือก และไม่ดูแลตัวเอง ทั้งนอนดึก นอนน้อย แล้วก็ดื่มเยอะ ไม่ออกกำลังเลยเลยด้วย เอาเป็นว่าทำทุกอย่างตรงกันข้ามกับที่หมอแนะนำ แล้วร่างกายมันก็เริ่มส่งสัญญานมาเรื่อยๆ ตอนแรกๆมันเริ่มจากหายใจแล้วมีเสียงวี้ดๆๆ และไอหนักมากทุกเช้าจนตัวเองคิดว่าปกติ แต่คนรอบตัวจะบอกว่าเราไอน่ากลัวมาก ไอ้เราก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก คิดว่าตัวเองแข็งแรงมาตลอด แต่อยู่มาวันนึงอาการมันหนักขึ้นเรื่อยๆ พี่ไอออกมาเป็นลิ่มเลือด ก็เลยเริ่มกลัวว่าจะเป็นมะเร็งปอด เลยไปหาหมอ ข่าวดีคือไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ข่าวร้ายคือหลอดลมและปอดอักเสบขั้นรุนแรงมาก อาการตอนนั้นคือเจ็บปอดมากๆอยู่ตลอด ต้องใช้ทั้งยากินและยาพ่นในการรักษา เอาง่ายๆนะ หน้าที่หลักของปอดคือ การเอาอากาศเข้าไปในร่างกายคนเราใช่ไหม แต่ตอนนั้นปอดของพี่มันทำงานได้แค่ 60%


พี่กึ๊บตอนยังไม่เริ่มออกกำลังกาย


ตอนนั้นหมอบอกให้ทำยังไงคะ
ให้เลิกบุหรี่ แต่ช่วงแรกพี่ยังดื้อนะ คิดว่ากินยาเดี๋ยวก็หาย เรียกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา แต่พออยู่มาวันนึง สูบบุหรี่แล้วมีอาการเจ็บจี๊ดที่ปอด เจ็บมากซะจนความอยากบุหรี่เราหายไปเลย ความอยากบุหรี่แพ้ความเจ็บจริงๆ เรียกว่าร่างกายสั่งให้เลิกสูบก็ว่าได้ แล้วก็เป็นช่วงที่ตรวจพบคลอเรสเตอรอลสูงและเบาหวาน ทั้งหมดนี้ตามมาต่อเนื่องเลย ก็เลยต้องทั้งกินยาและฉีดอินซูลิน การรักษาโดยรวมตอนนั้น คือเรื่องปอดเราต้องกินและพ่นยา ส่วนไขมันและเบาหวานเราต้องฉีดและกินยา เอาเป็นว่าครบทุกทางเลยล่ะ (หัวเราะ)



ตอนนั้นเริ่มกลัวตายหรือยังคะ
ไม่นะ ไม่ได้กลัวตาย แค่รู้สึกขึ้นมาว่า มันเยอะไปหน่อยแล้ว ต้องใช้ยาอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วพอดีไปอ่านหนังสือเล่มนึง เจอประโยคที่ว่า ถ้าคุณรักษาโรคด้วยการกินยา คุณจะต้องกินยาตลอดไป นั่นแหละ คือจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองบ้าง อะไรๆมันน่าจะดีขึ้น มันเป็นโมเมนท์นึง ที่พี่เอาเข็มฉีดยา ยาพ่น ยากินจำนวนมากมากองตรงหน้า จ้องมัน แล้วก็ก้มลงไปคุยกับขาของตัวเองว่า เฮ้ย เอาหน่อยมั้ย (หัวเราะ) ค่ารักษาก็แพง ทั้งค่ายา ค่าตรวจ เดือนนึงประมาณหกพัน แต่กว่าจะเริ่มปลุกตัวเองไปออกกำลังได้ ก็ผ่านการใช้ยามาแล้วประมาณปีนึงนะ



ใช้เวลาคุยกับขาตัวเองนานเหมือนกันนะคะ (หัวเราะ)
นิดนึง เพราะคนไม่ได้ออกกำลังกายมาตั้งแต่สมัยเรียน คิดดูเกือบ 20 ปี มันก็เริ่มใหม่ยากนิดนึง พี่เริ่มจากการไปเดินๆวิ่งๆรอบคูน้ำแถวบ้าน เส้นรอบวงสัก 800 เมตร ที่ทำได้ตอนนั้นคือ รอบแรกวิ่งๆเดินๆ รอบสองเดินอย่างเดียว แล้วก็ไม่ไหวแล้ว หน้าแดง ตัวแดงไปหมด แต่โชคดีที่เป็นคนเคยเล่นกีฬาตอนสมัยเรียน ก็เลยบอกตัวเองได้ว่า เอาน่า จะเล่นอะไรในช่วงเริ่มๆมันก็เหนื่อยแบบนี้แหละ ขอแค่สนุกกับมันให้ได้ก่อน แล้วก็หมั่นบอกตัวเองว่า ถ้าทำแบบนี้ เราอาจจะได้กินยา ฉีดยาน้อยลงนะ พี่เชื่อว่า คนเราต้องพยายามหาการออกกำลังกายที่คุณสนุกไปกับมัน เช่นช่วงแรกๆเคยนัดเพื่อนๆเล่นแบต และเตะบอล แต่พวกนั้นมันเป็นการต้องอาศัยเพื่อนในการเล่น ก็เลยมานั่งคิดว่า อะไรคือการออกกำลังที่เราไม่ต้องพึ่งใคร หรือถ้าเค้าเบี้ยวเราๆก็ยังทำต่อได้ ก็เลยมาลงตัวที่การวิ่งเนี่ยแหละ สะดวกดี

จากนั้นก็วิ่งมาเรื่อยๆเหรอคะ
ใช่ ก็ค่อยๆวิ่งได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่รอบแรกวิ่งๆเดินๆ ต่อมาก็ค่อยๆวิ่งได้เต็มรอบ แล้วก็เริ่มได้เป็นสองรอบ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลานะ มัน No pain no gain แต่ต้องอดทนและพยายามสนุกไปกับมัน หรือลองท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆก็ได้ เช่น วันนี้จะวิ่งให้ได้ 3 กิโลเมตรโดยไม่พัก แล้วก็เริ่มมี Gadget ต่างๆมาทำให้สนุกมากขึ้น เช่นนับแคลอรี่ นับก้าว แล้วก็เริ่มศึกษาวิธีการลงเท้าให้ถูกวิธีจะได้ไม่บาดเจ็บ

หลังจากเริ่มออกกำลัง นานไหมคะกว่าจะได้ลดยา
นานเหมือนกัน แต่ก็ต้องกำลังอย่างสม่ำเสมอนะ พี่ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ก็ไม่ต้องฉีดอินซูลินแล้ว เหลือแค่ยากิน แล้วก็ยาพ่นหลอดลม แล้วหลังจากนั้นอีกปีนึง ยาพ่นก็ไม่ต้องใช้ด้วย รู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าระบบหายใจดีขึ้น น่าจะเป็นเพราะเลิกบุหรี่ด้วยแหละ แต่บางทีอาการหายใจแล้วมีเสียงวี้ดๆก็กลับมาบ้างนะ ซึ่งบางทีพี่ก็ท้อว่าอะไรกัน เลิกบุหรี่ไปตั้งสองปีแล้วทำไมยังไม่หายอีก แต่ก็มาคิดได้ว่า ก็สูบมาตั้ง 30 ปีนี่นา (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ถ้าใครยังไม่ได้เริ่ม อย่าไปยุ่งกับมันเลยดีกว่านะ

แล้วจากนั้น เราเริ่มไปวิ่งมาราธอนได้ยังไงคะ
มีนักวิ่งรุ่นน้องคนนึง พอเขาเห็นเราวิ่งได้ 3-4 กิโล เขาก็เริ่มมาท้าเราว่า ไหนลอง 5 กิโลซิ เราก็ฮึกเหิม ก็ทำให้ดู พออีกอาทิตย์เค้าก็ท้าใหม่ ไหนขอ 6 กิโลซิ จนท้าไปท้ามาเราก็เริ่มวิ่งได้ราว 8 กิโล เขาก็เลยออกปากชวนเราไปวิ่งมินิมาราธอนเป็นครั้งแรก จำได้เลยเป็นงานมิดไนท์รัน ระยะทาง 12 กิโล แล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี เพราะเราได้เห็นคนที่มีใจอยากมาวิ่งเยอะมากมารวมตัวกัน ขนาดคนอายุมากๆก็ยังมาวิ่งเลย มันยิ่งทำให้เราสนุกและมีกำลังใจมากขึ้น



แล้วใช้เวลานานไหมคะ จากสนามแรกในวันนั้น จนสามารถวิ่งมาราธอน 42 กิโลได้เป็นครั้งแรก
ประมาณ 3 ปี คือตอนนั้นนอกจากจะฝึกตัวเองเรื่องวิ่ง ยังต้องฝึกตัวเองให้ลองตื่นเช้า พี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตื่นได้ ตื่นเช้ามันมีอะไรให้เห็นให้ทำเยอะมากนะ ได้เห็นลูกหลาน พาพ่อ พาอากงมาออกกำลังกาย มันอบอุ่นมากๆ จากคนที่ไม่เคยคิดว่าจะสนุกกับการวิ่งขนาดนี้ แค่อยากหายป่วยเท่านั้น แต่พอได้ไปสัมผัสงานวิ่ง มันเริ่มสนุกขึ้นๆ มันคือการที่เราได้เอนเตอร์เทนตัวเอง บางคนซื้อตั๋วไปดูหนังให้หายเครียด แต่ของพี่คือการวิ่งเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะไปถึงจุดนี้ได้จริงๆ มันค่อยๆมาเอง แล้วก็เชื่อเลยว่านักวิ่งส่วนมากมีอาการแบบนี้กันทั้งนั้น เอาเป็นว่าขอแค่คุณเริ่มครั้งแรกให้ได้เป็นพอ

งั้นถ้าเราเริ่มได้แล้วปุ๊บ มีใจอยากวิ่ง 42 กิโลเลย ก็ทำได้เลยหรอคะ
ไม่ได้เด็ดขาด คุณต้องสร้างพื้นฐานของร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงพอที่จะทำงานหนักได้ คิดง่ายๆ 21 กิโลนี่ราวๆ สี่หมื่นกว่าก้าวเป็นอย่างต่ำ กล้ามเนื้อเราไม่ไหวแน่ๆถ้าไม่ซ้อม แล้วก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกมากด้วย ไปเสิร์ชหาตารางซ้อมมาราธอนในเน็ตได้เลย มีเยอะแยะ แล้วปรับทำตามนั้น แต่ว่าต้องเริ่มเป็นสเต็ปไปนะ เช่นเริ่มจากมินิ 10 กิโล ต่อด้วยฮาล์ฟ 21 กิโล แล้วค่อยฟูล 42 กิโล พี่ว่ามีสี่เดือนเป็นอย่างต่ำนะ ในการซ้อมร่างกายให้พร้อมสำหรับฟูล มาราธอน


ภาพตอนวิ่งในงานมาราธอนต่างๆ กว่าร้อยสนาม

มีคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆว่า วิ่งตามงานมาราธอน เดือนละครั้งสองครั้ง จะไปแข็งแรงได้ยังไง
มาราธอนไม่ได้อยู่ที่วันงานอย่างเดียว มันอยู่ที่สามเดือนก่อนหน้านั้นที่เราต้องซ้อม วันนี้ต้องวิ่ง 10 กิโล พรุ่งนี้วิ่ง 12 กิโล มะรืน 15 กิโล อีกวันนึงลดเหลือ 8 กิโล อีกสองวันพัก อีกวันไปเล่นอย่างอื่นเช่น เล่นเวตสร้างกล้ามเนื้อ มันจะมีตารางของมันที่มีการรีเสิร์ชมาแล้วว่าซ้อมแบบนี้แหละ เหมาะควรที่สุด ไม่ใช่ทะเล่อทะล่าไปวิ่ง 21 กิโล เจ็บแน่ๆ

แสดงว่า งานวิ่งเป็นเพียงปลายทาง แต่ทั้งหมดที่เราซ้อมเนี่ยแหละจะทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง
ถูกต้อง เอาจริงๆในทางการแพทย์ วิ่ง 42 กิโลนี่เยอะไปนะ คนที่วิ่งมาราธอนคนแรกของโลก ที่วิ่งจากทุ่งมาราธอนไปรายงานข่าวการรบที่เอเธนส์ วิ่งถึงที่ รายงานข่าวเสร็จก็ขาดใจตายทันที เพราะใช้ร่างกายเยอะเกินไป มันถึงต้องมีการซ้อมอย่างจริงจังไง ไม่งั้นอันตราย



อ้าว ทางการแพทย์ไม่แนะนำ แล้วพี่กึ๊บรวมถึงนักวิ่งอีกเยอะแยะ วิ่งฟูลมาราธอนทำไมล่ะคะ
เพราะมันไม่เกินขีดความสามารถที่มนุษย์จะทำได้ แต่.. คุณต้องซ้อมนะ แล้วพอวิ่งเสร็จก็ต้องยืดกล้ามเนื้อให้ถึง อย่างพี่ก็ใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป เกือบ 3 ปีกว่าจะวิ่งมาราธอน 42 กิโลได้สำเร็จ

แข็งแรงขนาดนี้ ตอนนี้ไม่ได้ใช้ยาแล้วใช่ไหมคะ
ใช้บ้าง แต่น้อยมาก พี่เคยทดลองร่างกายตัวเองด้วยนะ ในช่วงที่ป่วยแล้วนัดหมอตรวจร่างกายทุกๆสามเดือน พี่ก็ทดลองกินแต่อาหารที่มั่นใจว่าดีต่อสุขภาพ ดีต่ออาการของเรา และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ไม่บอกหมอว่าแอบไม่ใช้ยาใดๆเลย ทั้งยากิน ยาฉีด ยาพ่น คืออยากรู้จริงๆว่าร่างกายเราจะทำได้ไหม คือเบาหวานเนี่ย มันอยู่ที่การกินกับการออกกำลังกายที่ต้องไปด้วยกัน แล้วพอผ่านไปสามเดือนพี่ก็ไปตรวจ ผลออกมาว่าค่าทุกอย่างก็พอๆกับคนปกติ อาจจะปริ่มๆนิดหน่อย แต่ถือว่าไม่เยอะมาก หมอก็ชมว่าคุมน้ำตาลได้ดีนะ พี่ก็ยังไม่พูดอะไร จนตอนที่หมอจะสั่งยาให้เพิ่ม พี่ก็บอกไปว่าที่ผ่านมาสามเดือน ยายังอยู่ครบเลย (หัวเราะ) หมอก็ชมนะ ว่าถ้าคุมได้ขนาดนี้ ไม่ต้องกินยาได้เลย ส่วนเรื่องหลอดลมตีบเนี่ย การออกกำลังกายมีผลมากๆ การทำงานของปอดและหลอดลมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยาพ่น ยากิน ไม่ต้องใช้เลย ลาขาด



นั่นหมายถึงว่าต้องมีวินัยการกินมากๆนอกลู่นอกทางไม่ได้เลยใช่ไหมคะ
คือเบาหวานวันไม่ใช่โรคนะ แต่มันเป็นภาวะที่ร่างกายบกพร่อง สร้างอินซูลินไม่ได้ หรือได้ไม่มากพอ เพราะฉะนั้นก็ต้องควบคุมการใช้ชีวิตของเราให้เหมาะสมกับภาวะที่บกพร่องของร่างกายอันนี้ พี่ยังใช้ยาเบาหวานบ้างนะ ไม่อยากไปเครียดกับชีวิตมากจนเกินไปแล้วเราเองจะแย่เอง จะปาร์ตี้กับเพื่อนไม่ได้เลย พี่เลยเลือกเดินสายกลาง ให้ชีวิตมันยังมีความบันเทิงอยู่บ้าง โดยที่ใช้ยาบ้าง สลับกับการคุมอาหารและคุมเรื่องการดื่ม ส่วนเรื่องการออกกำลังกายนี่ยังไงก็ต้องสม่ำเสมอ

พี่กึ๊บชอบวิ่งที่ไหนคะ
วิ่งทุกที่ (หัวเราะ) พี่จะพกรองเท้าและชุดกีฬาอยู่ในรถเสมอ บ่อยๆเลยก็วิ่งในหมู่บ้านหรือสวนลุม พี่พยายามทำให้มันง่าย ให้มันเป็นไลฟ์สไตล์  ไม่ต้องเป็นแบบ.. ถ้าจะวิ่งต้องไปสวนนั้น สวนนี้ เท่านั้น แล้วสุดท้ายมันจะไม่ได้วิ่ง ว่างตอนไหนก็วิ่งตอนนั้น เหมือนหิวข้าว ก็กิน

ทุกวันนี้ชีวิตดีขึ้นอย่างไรบ้างคะ
น้ำหนักหายไปเกือบ 20 กิโล หายไปเองเลย จะว่าเป็นผลพลอยได้ก็ได้ ข้อดีอีกอย่างคือคล่องตัวมากขึ้น ใช้ยาน้อยลงและยังสามารถสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนได้บ้าง ยังมีความสุขภายใต้การควบคุมของเรา แต่ก็อยากให้เข้าใจว่าร่างกายของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนทำตามพี่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า บางคนอาจจะไม่ได้เท่านี้ คือมันต้องเข้าใจร่างกายของตนเองด้วย

อยากบอกอะไรผู้อ่านบทความนี้บ้างคะ
เวลาเป็นของเรา เราจัดการได้ว่าช่วงไหนจะใช้ทำอะไร ส่วนเรื่องการออกกำลัง ลองหาดูว่าอะไรที่ถูกจริตกับเรา จะวิ่ง จะว่ายน้ำ จะปั่นจักรยาน ยิ่งยุคสมัยนี้มันมีการออกกำลังกายใหม่ๆให้เราเลือกเยอะมาก แม้กระทั่งคลิป Tutorial ออกกำลังฟรีใน YouTube ก็มีเยอะแยะ ทุกอย่างมันมีก้าวแรกเสมอ พี่เริ่มจากวิ่ง 800 เมตรไม่ได้ จนวันนี้วิ่งมาราธอน 42 กิโลได้สำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญานแล้วค่อยไปจัดการกับมัน เชื่อสิ มันทรมานกว่าการเริ่มต้นตอนที่ร่างกายยังแข็งแรงเยอะเลย
 

 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
ถ่ายภาพ
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เราว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดในการผลักดันนาฏศิลป์ไทย เราเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ทุนนิยมกำลังจะถึงจุดอิ่มตัวเหมือนกัน คนน่าจะเริ่มโหยหาความเป็นรากเหง้าของชาติบ้านเกิดตัวเอง คนไทยน่าจะช่วยกันสร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนขึ้นมา