TALK

Thai Fit กับทายาท “พาทยกุล” ในวันที่ท่ารำไทยไม่ได้อยู่บนหิ้งอีกต่อไป

ดิว- ขจิตธรรม พาทยกุล
2 ก.ค. 2560
ดิว- ขจิตธรรม พาทยกุล ทายาทศิลปินแห่งชาติ และกิจการโรงเรียนดนตรีและนาฏศิลป์ชื่อดัง “พาทยกุล”  นักเรียนทุนพระราชทานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากสหราชอาณาจักร เธอคือผู้สืบสานดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยผ่านโครงการที่สร้างสรรค์ให้เข้ากับคนสมัยใหม่  และล่าสุดกับ Thai Fit การผสมผสานการรำไทยและจริตของนาฏศิลป์ไทยเข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างสร้างสรรค์และทันสมัย

เป็นทายาทศิลปินแห่งชาติ แสดงว่าเราได้ซึมซับดนตรีและนาฏศิลป์ไทยมาตลอดเลยใช่ไหมคะ
จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะคะ เราโตมาในครอบครัวที่มีฝั่งคุณแม่เป็นสายรำละคร คุณแม่เป็นหลานของคุณหญิงประภาพรรณ วิจิตรวาทการ (ภริยา ฯพณฯ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ) และฝั่งคุณพ่อเป็นสายดนตรีไทย คือคุณปู่ของเรา ครูเตือน พาทยกุล เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ปี 2535 แต่จริงๆแล้วเราก็เป็นเด็กปกติทั่วไปคนนึงนะคะ แค่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมแบบนี้มาตลอด อย่างตอนสี่ขวบก็ได้เริ่มเล่นดนตรีไทยโดยที่คุณปู่เป็นคนสอนสีซอ และด้วยความที่เราไม่ใช่เด็กดื้อ ใครให้ทำอะไรก็ทำ ใครให้แสดงก็แสดง และสนุกด้วยนะ เช่นไปประกวดพาต้าหนูน้อยคนเก่ง จนได้ไปประกวดที่ต่างประเทศตลอด

ตอนนั้นได้ทำแล้วชอบไหมคะ
ไม่เชิงนะคะ คือตอนเด็กๆมันยังไม่รู้ขนาดนั้น รู้แค่ว่าทำได้ก็ทำ ถ้าพ่อแม่ และคุณปู่อยากให้ทำอะไร ถ้าทำได้เราจะทำ ถึงแม้จะเป็นคนขี้อาย แต่สิ่งนึงที่ชอบคือ เราได้แสดงในสิ่งที่ซ้อมมา  แล้วคนดูตั้งใจดู แล้วพอเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มได้เห็นและเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำมามันเหนื่อยเหลือเกิน เพราะมันคือการทำสิ่งที่เป็นเรื่องนอกกระแส ไม่ใช่ปัจจัยสี่ เวลามีอะไรมากระทบก็จะโดนผลกระทบไวกว่าอย่างอื่น เช่นการเมือง น้ำท่วม แต่ก็เข้าใจนะคะ เพราะว่าถ้าสังคมไม่ได้มีความสุข อยู่ดีๆคนคงไม่มาเล่นดนตรีไทย หรือรำไทย หรืออย่างเด็กๆในวัยเรียน ถ้ามีอะไรที่สำคัญกว่าที่ต้องทำ เช่นเรียนกวดวิชา เขาก็คงต้องไปกวดวิชาก่อนจะมาเรียนรำไทย เราเลยได้รับรู้ว่าสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำมาตลอดชีวิตเป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ ดังนั้นวิถีศิลปิน หรือบุปผาชน มันก็จะยากนิดนึงค่ะ



อะไรคือบุปผาชนคะ

มันคือคำว่าฮิปสเตอร์ของสมัยนี้เลยนะ แบบว่า เอาวะ ทำแบบนี้มีความสุขก็ทำเลย โดยไม่ได้สนใจองค์ประกอบเรื่องอื่นๆ จนวันที่เรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกดุริยางคศิลป์ไทย เครื่องมือเอกซอสามสาย เราก็คิดนะว่าจะเอายังไงต่อ ในยุคที่สังคมของเรามีทั้งศิลปินและครูอยู่มาก แล้วตัวเราล่ะ เราจะเป็นประโยชน์กับวงการนี้ สังคมนี้ได้อย่างไรอีกบ้าง ก็เลยเลือกไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Kingston ประเทศอังกฤษ ในสาขา Creative economy หรือการจัดการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เอาง่ายๆมันคือ How to make money from idea คือทำยังไงให้ศิลปะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ โดยที่เราได้ทุนจากสมเด็จพระเทพฯค่ะ

ทำไมถึงได้ทุนจากท่านคะ
คือความเมตตาที่ท่านมีให้ครอบครัวของเรามาตลอดจริงๆค่ะ คุณปู่ของเราเป็นพระอาจารย์ถวายการสอนดนตรีไทยให้แก่ท่าน และในทุกวันเกิดของท่าน ครอบครัวของเราก็จะได้เข้าเฝ้าส่วนพระองค์พร้อมกับคุณปู่ และได้มีโอกาสสีซอแสดงเฉพาะพระพักตร์มาตั้งแต่เด็ก เราคิดว่าน่าจะทรงพอพระราชหฤหัยในส่วนที่เป็นเด็กที่เล่นเครื่องดนตรีไทย ท่านก็เลยสนับสนุนครอบครัวของเรามาโดยตลอด  อย่างวันเปิดโรงเรียนพาทยกุล ท่านก็เสด็จฯมาเปิดให้ด้วย ถือว่าเป็นขวัญกำลังใจของครอบครัวของเรา  และคนที่ทำงานในวงการนี้มากๆ ว่าสิ่งที่เราทำมันก็มีคุณค่านะ ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ไปเรียนต่อโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆค่ะ แต่ว่าตอนกลับมาเราก็ไปกราบพระบาทนะคะว่า  อยากเราไปรับใช้ในส่วนไหนของสังคมนี้หรือเปล่า แต่ท่านก็พระทัยกว้างมาก ท่านรับสั่งแค่ว่าอยากให้ทำโรงเรียนให้ดี

พอเรียนจบกลับมา เราก็มาทำงานที่โรงเรียนเต็มตัวเลยใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะ เราจะดูเรื่องงานบริหาร กิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ ส่วนเรื่องการเรียนการสอนถือว่ามีหลักสูตรที่อยู่ตัวอยู่แล้ว รวมไปถึง Thai fit  ซึ่งเป็นการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่รวมศาสตร์ของรำไทยและการออกกำลังกายเข้าด้วยกัน

จุดเริ่มต้นของ Thai fit  เกิดขึ้นมาได้ยังไงคะ
ช่วงที่เราทำธีสิสของปริญญาโท เราทำเรื่อง Rebranding โรงเรียน ทำให้เรารับรู้ว่า ที่จริงแล้ว คนเราอยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมประเภทศิลปวัฒนธรรมนะคะ แต่มันยังไม่มีวิธีที่จะดึงคนเข้ามาให้มีส่วนร่วมได้ วิธีที่ไม่ต้องยึดติดแค่คำว่า อนุรักษ์ ทำเพื่ออนุรักษ์ เพราะเรารู้สึกว่า คำๆนี้มันเป็นเพียง Concept แต่ไม่ใช่ความปรารถนาจริงๆจากใจอยู่แล้ว คือลึกๆแล้วคนเราทุกคนย่อมรักตัวเองมากกว่ารักชาติ เพราะงั้นไม่ควรเอาคำนี้มาขายเพื่อให้มวลชนเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม  แต่พวกเขาควรได้รับในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองจริงๆ อย่างเช่นเด็กจำนวนมากที่มาเรียนที่โรงเรียนพาทยกุลของเรา ก็เพื่อนำไปใช้เป็นความสามารถพิเศษไปสอบ เช่น สอบเข้าเตรียมอุดมฯ ในโครงการพิเศษ คือทุกคนมีเหตุผลของตัวเองเพื่อเป้าหมายที่ชัด ซึ่งไม่ใช่การสานต่อหรืออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ไม่ใช่เราไม่เข้าใจนะคะ เราก็เลยพยายามคิดว่าจะทำยังไงดีให้มีกิจกรรมๆนึง  ที่จะเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้จริงกับผู้ที่มาเรียน  แล้วก็มาคิดต่อว่า นอกจากรำแล้วสวย มันได้เรื่องสุขภาพด้วยนะคะ สังเกตได้ว่าเด็กที่รำไทยจะไม่ค่อยอ้วน แล้วก็จะมีบุคลิกภาพ มีจริตจะก้านที่ดูเป็นผู้หญิง เราเลยอยากทำให้มันเป็นองค์ความรู้ที่จับต้องได้จริง



แล้วทำไมถึงเลือกการออกกำลังกายมาเป็นสิ่งที่ผสมผสานกับรำไทย
เพราะว่าพอมาวิเคราะห์เรื่องการรำจริงๆ เราว่าคนให้ความสนใจนะคะ ประกอบกับเทรนด์สุขภาพมาแรง คนออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวเราไม่ใช่คนที่เข้ายิม ยกเวท เราแค่ว่ายน้ำกับรำและเต้น  และเชื่อว่ามีอีกหลายๆคนที่มีความชอบแบบเรา เราก็เลยเอาท่ารำจริงๆ ไปปรึกษากับคุณหมอและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการรำ และเป็นผู้ชายด้วยนะคะ เริ่มตั้งแต่เอาไปปรึกษาเป็นท่าๆไป เช่น ท่าจีบได้กล้ามเนื้อส่วนไหน ตั้งวงได้ส่วนไหน คุณหมอก็แนะนำเพิ่มเติมด้วย เช่น ท่าคุกเข่าบางท่าอย่าทำนานเกินกี่ที ไม่งั้นน้ำหนักจะลงเข่ามากเกินไป จากนั้นเราก็เริ่ม กรุ๊ปท่าไปถามนักวิทยาศาสตร์การกีฬาต่อ เช่นว่า ทำท่ากลุ่มนี้จำนวนกี่ครั้งอย่างต่อเนื่องถึงจะได้คาร์ดิโอ หรือ จะโดนกล้ามเนื้อในจุดที่ได้เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เราพัฒนามาเรื่อยๆจนได้ Warm up/Training/ Cool down อย่างทุกวันนี้ แล้วพอเริ่มให้คนมาลอง เราก็ค้นพบว่ามันได้อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ นั่นคือระบบประสาท มือนึงจีบเข้า มือนึงม้วนออก เท้าซ้ายก้าวแล้วเอียงหัวไปทางขวา แค่นี้มันก็ได้ฝึกระบบประสาทแล้ว เราจริงจังขึ้นเรื่อยๆทุกขั้นตอนจนหยุดไม่ได้ค่ะ

ก็เลยทำคลาสออกมาซะเลย
ยังค่ะ คือเรากับเพื่อนอีกคนไม่ได้มี Background เรื่องธุรกิจเลย ทุกอย่างมันเลยช้าไปหมด เราไม่รู้จริงๆว่าจะขายคลาสยังไง แต่โชคดีมากๆที่มีโอกาสไปร่วมโครงการประกวด Start up Thailand ของธนาคารออมสิน เราส่งไอเดีย Thai fit  เข้าประกวด จนได้เป็นสิบทีมสุดท้ายที่ได้ไปเข้าร่วม  Work shop  มีกูรูธุรกิจมาให้ความรู้ และได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่น ช่วงเวลานั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจ Thai fit จริงๆ  เราต้องศึกษาว่า Target  เราคือใคร เพราะเราเคยคิดว่า เราเป็นศิลปิน เราไม่ชอบขายของ  แล้วจะทำยังไงดี  หรือแค่จะทำเป็นหลักสูตรในสถานศึกษาดี แต่พอจบการอบรมมาก็เห็นภาพคลาสที่ชัดเจนขึ้น อย่างที่บอกว่า เราไม่ได้เริ่มมาจากมีเงินอยู่ก้อนนึงแล้วคิดว่าจะเอาไปทำธุรกิจอะไรดี แต่เราเริ่มมาจากการที่อยากให้สิ่งนี้เป็นประโยชน์จริงๆ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างอาชีพให้เด็กนาฏศิลป์ด้วยค่ะ



สิ่งที่เรียนรู้ในเรื่องของธุรกิจมากที่สุดคืออะไรคะ
น่าจะเป็นเรื่องจดลิขสิทธิ์นะคะ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนแล้ว ยังจำได้เลยว่า ในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน มีคำถามจากกูรูท่านนึงเกี่ยวกับเรื่องของก็อป ว่าเรามีวิธีรับมืออย่างไร เราก็ตอบไปแบบใสๆเลย ว่าเราทำงานอยู่ในวงการที่ไม่มีคู่แข่งเลย โรงเรียนแบบเรามันทยอยปิดไปเรื่อยๆ มันน่าหดหู่ใจมากๆเลยนะกับการทำธุรกิจที่ไม่มีคู่แข่ง เข้าใจว่าการแข่งขันมันเครียด แต่การอยู่คนเดียวก็เครียดเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าถ้าใครก็อป Thai fit ไปนี่จะดีใจมาก (หัวเราะ) แต่มันไม่ใช่ไง  ตอนนี้ก็กำลังจะจดเสร็จแล้วค่ะ นอกจากนี้เรายังเอาท่าใน Thai fit ที่เราคิดมาแล้วมาวิจัยอย่างละเอียดว่า ได้ประโยชน์ยังไง และกับร่างกายส่วนไหน โดยร่วมกับโรงพยาบาลรามาฯ เราทำวิจัยร่วมกัน เพื่อที่จะเขียนออกมาให้เป็นตำราที่ชัดเจน

ความท้าทายที่สุดคืออะไรคะ
เรื่องที่ Thai fit มันใหม่มากนี่แหละค่ะ  มันเลยทำงานยากมากในช่วงแรกๆ อย่าง Market research ก็ไม่รู้จะไปอ้างอิงจากทีไหน เพราะไม่มีใครเคยทำ ลูกค้าคือใครก็ไม่รู้ แถมคนยังติดภาพเดิมๆว่ารำไทยมันเชยอีก แต่เราก็โชคดีที่มีเครือข่ายที่สนใจและอยากสนับสนุนในส่วนนี้ ถ้าการวิจัยนี้เสร็จคนคงเข้าใจมากขึ้นว่า Thai fit คืออะไร นี่เป็นแผนของเราค่ะ

จากวันแรกที่เริ่มทำจนวันนี้ นานเท่าไรแล้วคะ
เกือบ 3 ปีค่ะ คือกระบวนการมันเยอะมากจริงๆ เอาแค่เรื่องเพลงประกอบในคลาสก็ใช้เวลามากๆแล้วค่ะ เพราะเราทำเองด้วย คือต้องยอมรับว่าดนตรีไทยบางเพลงอาจไม่เหมาะกับการออกกำลังกาย ซาวด์บางอย่างอาจฟังดูน่ากลัว และที่สำคัญคือเรื่องของความงามของบทเพลงค่ะ เราอยากให้เพลงมันเพราะและเหมาะสมกับการออกกำลังจริงๆ เช่น บีทของเพลงต้องทำให้เกิดการคาร์ดิโอ รวมถึงในช่วง Warm up/Training/ Cool down เพลงก็ต้องไม่เหมือนกัน



เราทำเพลงทั้งหมดเยอะไหมคะ
เยอะค่ะ จริงๆต้องบอกก่อนว่า คลาสของเราจะแบ่งเป็น 3 ประเภท แบบแรกคือ Thai Myth คือการที่เรานำเพลงและท่าบางท่า รวมถึงดึงอัตลักษณ์มาจาก ละคร ตำนาน และตัวละครในวรรณคดีไทยต่างๆ เช่น ระบำสุโขทัย แบบที่สองคือคลาส Thai Folk ซึ่งก็คือดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้าน 4 ภาค เหนือ กลาง ใต้ อีสาน และคลาสแบบสุดท้าย Thai Martial Arts คือการออกกำลังกายผสมผสานศิลปะการป้องกันตัว และโขน เพลงประกอบในคลาสก็เลยหลากหลาย มีทั้งอัดใหม่ และเอาเพลงที่มีอยู่แล้วมา Synthesize (เพิ่มเสียงสังเคราะห์) แล้ว Arrange ใหม่ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยที่มีวงของเราที่ชื่อ นานที มาทำเพลงให้ เพลงในคลาสก็ถือเป็นหนึ่งในผลงานของวง โดยเป็นดนตรีไทยที่เอามาทำให้ร่วมสมัยขึ้น 

แล้วเราต้องขอลิขสิทธิ์เพลงไหมคะ
ถ้าเอามาจากที่ๆเค้ามีการอัดใหม่ แบบนั้นมีลิขสิทธิ์ค่ะ แต่ด้วยตัวเพลงจริงๆเช่น เพลงสุโขทัย ไม่ต้องค่ะ

แต่ละคลาสมีความยากง่ายต่างกันไหมคะ
เราว่าแล้วแต่จริตคนนะคะว่าชอบแบบไหน 

แล้วเราสลับคลาสยังไงคะ
ตอนนี้เราร่วมกับ Studio Zoom ตรงท่ามหาราช คลาสจะมีทุกวันเสาร์ 16.00-17.00 เพิ่งเริ่มครั้งแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็สลับสองแบบแรกไป จะมีตารางอยู่ในเฟซบุ๊ก แต่นอกจากนี้เรายังมีงาน Outdoor ที่จะเน้น Thai Martial Arts ค่ะ อย่างเมื่อวานเราก็เพิ่งไปร่วมงาน Pattaya Train Half Marathon 2017  ก็มีนักวิ่งที่เพิ่งวิ่งเสร็จได้มาทดลองการออกกำลังกายแบบใหม่ มันก็เหมือนการยกคลาสออกไปนอกห้องแหละค่ะ ส่วนในอนาคตก็จะมีการร่วมงานกับ Studio อื่นๆอีก



คนรุ่นใหม่สมัยนี้ห่างไกลวัฒนธรรมไทยเหลือเกิน  ตอนนี้เรามีความคาดหวังกับสิ่งที่ทำอยู่อย่างไรบ้าง
เราว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดในการผลักดันนาฏศิลป์ไทย เราเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ทุนนิยมกำลังจะถึงจุดอิ่มตัวเหมือนกัน คนน่าจะเริ่มโหยหาความเป็นรากเหง้าของชาติบ้านเกิดตัวเอง คนไทยน่าจะช่วยกันสร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนขึ้นมา และสานต่อให้ได้ และยิ่งพอเราเรียนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์มา เราก็ยิ่งรู้สึกว่า การทำแบบนี้จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตของคนในชาติจริงๆ ที่วัดจากความสุขที่แท้จริงของคน และ GDP ด้วย

กว่าสามปีที่พยายามทำ Thai fit ขึ้นมา จนวันนี้คลาสคลอดออกมาแล้ว คิดว่าความสำเร็จวันนี้อยู่ในขั้นไหนคะ
เรามองว่ากุญแจความสำเร็จของเราตอนนี้มีสองก้อนหลักๆ ก้อนแรก คือความสำเร็จที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ทั้งส่วนที่ตอบสนองจิตวิญญานของตัวเราเองและทีมของเรา ที่ช่วยกันผลักดันให้มันมีความ Authentic กับสิ่งที่เราสร้างขึ้นมากับมือ และอีกก้อนนึง คือการที่เราจะทำความสำเร็จนี้ให้ยั่งยืนยังไง นอกเหนือจาก Thai fit เราก็เลยทำอย่างอื่นด้วย ตอนนี้มี Creative hub เป็นศูนย์สร้างสรรค์ที่แรกของประเทศไทย นั่นคือ อัศจรรย์ คอลเลคทีฟ หน้าที่หลักคือวางแผนด้านการสื่อสารกับการเชื่อมโยงของโอกาสธุรกิจกับภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพราะเรารู้สึกว่า มันยังไม่ค่อยมีสะพานที่เชื่อมระหว่างด้านครีเอทีฟกับธุรกิจโดยแท้จริง ซึ่งศูนย์นี้ก็อยากจะให้เกิดความร่วมมือของแหล่งทุนกับคนที่ทำงานด้านศิลปะและภาคประชาชน ซึ่งคือกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนประเทศ ให้สามส่วนนี้เข้ามารวมกันได้อย่างแท้จริง ผ่านกิจกรรมต่างๆที่เราวางแผนไว้ อยากให้คนที่ต่างกันมาทำงานร่วมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา

แบบนี้ก็จะเพิ่มงานให้ศิลปินด้วยใช่ไหม
ไม่ใช่แค่ให้ศิลปินนะคะ แต่ภาคธุรกิจก็จะมองหาคนมาทำงานได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างว่าบริษัทๆนึงอยากทำ CSR แล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่ดีกับสังคม เค้าก็สามารถมาที่เราในการคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมกับ CSR แต่ละที่ จริงๆ Thai fit ก็เป็นส่วนนึงของอัศจรรย์ คอลเลคทีฟ เหมือนกัน มันคือการนำเอาศิลปวัฒนธรรมมาทำงาน แล้วเลือกช่องทางการสื่อสาร ในกรณีนี้คือการออกกำลังกาย ก็หวังว่ามันจะเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนต่อไปกับกิจกรรมประเภทนี้ จริงๆที่อัศจรรย์ คอลเลคทีฟ เราทำงานกันหลักๆสามคน มีคุณปาร์ค ชยารพ บุรพัฒน์ ผู้ก่อตั้ง Arts Organization ในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เค้าจะมีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และจะรู้ว่าแหล่งทุนจริงๆแล้วมีที่ไหนบ้าง รวมถึงกิจกรรมประเภทไหนจึงจะยั่งยืน ส่วนเราจะถนัดงานศิลปะ และอีกคนคือพี่เหนือ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักออกแบบผลงานระดับสากล สร้างสรรค์ และเป็น 1 ใน 3 เจ้าของรางวัล Designer of the Year ซึ่งแน่นอนว่าเค้าจะถนัดงานดีไซน์ และถึงแม้ตอนนี้ เราจะยังไม่มีสถานที่เป็นหลักแหล่ง แต่พวกเราก็ทำงานกันอยู่ตลอด นอกจากนี้อีกหนึ่งอย่างที่เราอยากจะทำร่วมกับอัศจรรย์ คอลเลคทีฟ ก็คือ พิพิธภัณฑ์ของคุณปู่เตือน พาทยกุล เพราะตอนนี้ที่บ้านของคุณปู่ที่คลองสานถูกปิดไว้ แต่ทุกอย่างยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นของที่คุณปู่ทำเครื่องดนตรี เคาะระนาด เรารู้สึกว่าสมบัติเหล่านั้นมันไม่ควรจะเป็นสมบัติของครอบครัวเราเท่านั้น แต่ควรเป็นสมบัติของชาติเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา ทั้งองค์ความรู้เรื่องเพลง หรือเรื่องการทำเครื่องดนตรีไทย



การนำศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ที่หลายคนรู้สึกว่าควรอยู่บนหิ้ง  มาทำเป็นการออกกำลังกายสมัยใหม่แบบนี้ เรารับมือกับคำวิจารณ์หรือความเห็นแย้งของคนอื่นยังไงบ้างคะ
เป็นธรรมดาที่ไม่ว่าจะมีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้น ยังไงก็ต้องมีข้อสังเกตจากคนกลุ่มหนึ่งเสมอ แต่เราเชื่อว่า สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งเก่า เราไม่ได้บอกว่า เราทำ Thai fit  แล้วมันคือนาฏศิลป์ดั้งเดิมนะ Thai fit ก็คือ  Thai fit คือการพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ  ไม่มีใครทำลายอะไรกันและกัน  สิ่งที่เราภูมิใจมากจากการทำ Thai fit คือคนที่มาร่วมคลาสบอกเราว่า  อยากไปเรียนรำไทยจริงๆ นี่แหละ มันคือสะพานที่เชื่อมต่อ ให้คนทั่วไปที่แค่อยากลองมาออกกำลังกายแบบใหม่ในตอนแรกแล้วเกิดความสนุก จนอยากเรียนรำจริงๆ ย้อนกลับไปเรื่องเพลงของวงนานที สมาชิกในวงคือมี เอ๊ะและอ้น อย่างเอ๊ะนี่ก็เป็นทายาทศิลปินแห่งชาติเหมือนกัน เป็นหลานของครูกาหลง พึ่งทองคำ เราทั้งคู่รู้จักดนตรีไทยดั้งเดิมเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่เราจะทำลายสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่สิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่บนหิ้ง ดนตรีคือวิถีชีวิตของคนไทยที่ไม่จำเป็นต้องยกไว้บนหิ้งแล้วทำอะไรกับมันไม่ได้วิชาความรู้ของเรามันคือสิ่งที่จะอยู่กับตัวเรา ส่วนสิ่งที่ทำใหม่ก็คือสิ่งที่ทำใหม่ คนละส่วนกัน ก็เท่านั้นเอง ไม่มีใครทำลายอะไรกัน เราว่ามันออกจะใจแคบเกินไปกับการที่จะคิดว่า สิ่งใหม่จะต้องมาทำลายสิ่งเก่า ไม่ใช่แค่นาฏศิลป์ไทย แต่คือทุกอย่างในสังคม มันคือการปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไป



ทายาทศิลปินแห่งชาติสองคนมาทำเพลงในคลาสด้วยกันแบบนี้ มันจะฟังยากสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีไทยหรือเปล่าคะ
เราจะมีอ้น สมาชิกคนที่สามของวงที่เป็นคนดูแลเรื่อง Visual ของวงคอยเช็กให้ เช่น ไม่ว่าจะทำเพลงออกมา จะงานนี้หรืองานไหน ก็จะให้คนที่ไม่ได้เข้าใจดนตรีไทยมากอย่างอ้นฟัง แล้วตีความว่าเป็นยังไงตามความเข้าใจของเค้า

ทำงานหลายอย่างแบบนี้ แต่จริงๆแล้วดิวก็มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบใช่ไหมคะ
เรารับราชการเป็นนักวิชาการปฏิบัติการ อยู่ที่สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัด กระทรวงวัฒนธรรม งานนี้ให้ประสบการณ์กับเรา ทำให้เราเข้าใจโครงสร้างของการพัฒนาประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมว่าประเทศชาติมีนโยบายยังไงและต้องการอะไร การทำงานนี้ทำให้เราเห็นทั้งปัญหาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ของประเทศนี้



ในฐานะคนรุ่นใหม่ มีอะไรที่อยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่เหมือนๆกันบ้างไหมคะ
เอาเป็นแสดงความเห็นแล้วกันค่ะ เรารู้สึกว่าจริงๆแล้ววัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยปกติแล้วเวลาคิดเรื่องการพัฒนาประเทศ ผู้คนโดยมากก็จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใช่ไหมคะ แต่อยากบอกว่า อีกก้อนนึงที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องวัฒนธรรมค่ะ วัฒนธรรมคือสิ่งที่อยู่กับมนุษย์ทุกคน และมนุษย์ ก็คือทรัพยากรที่มีปริมาณมากที่สุดในฟันเฟืองทั้งหมด วัฒนธรรมยังทำอะไรได้อีกเยอะมากถ้าคนให้ความสำคัญกับมันค่ะ

และใครสนใจอยากลองการออกกำลังกายรูปแบบใหม่อย่าง Thai fit  ก็สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ Facebook  และ instagram ชื่อ Thaifitstudio นะคะ รับรองสนุก และได้เหงื่อแน่นอน


 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
ถ่ายภาพ
วิชญ์ภาส พิตรปรีชา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
พี่กึ๊บ-จิระศักดิ์ รุ่งเรืองธัญญา เจ้าของสถิติการวิ่งเกือบร้อยสนาม ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปี จากที่เคยต้องใช้เงิน 6,000 บาททุกเดือนไปกับค่ายา ทุกวันนี้เอาเงินจำนวนนั้นมาซื้อรองเท้าวิ่งแทน
เรื่องราวจากสองแอร์โฮสเตสสาวจากอีกสองสายการบิน สถานการณ์ที่ผู้โดยสารอยากสูบบุหรี่จัดจนพยายามเปิดประตูเครื่องออกไปสูบทั้งๆที่บินอยู่บนฟ้าซะอย่างนั้น หรือผู้โดยสารที่พยายามจะให้ทิปลูกเรือเพื่อหวังผลด้านอื่น