TALK

ปิดห้องเลคเชอร์ คุยกันเรื่องโลกออนไลน์ กับการใช้ Media Literacy ในยุค 4.0 ?

ผศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์
24 เม.ย. 2560
ถ้าไม่รู้จักผศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ หรืออาจารย์โอ๋ มาก่อน คงไม่มีใครเดาว่าเธอคืออาจารย์สาวเจ้าของตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความเฟี้ยวเปรี้ยวซ่าทั้งคำพูดและบุคลิกที่ดูต่างออกไปจากอาจารย์ด้วยกัน แต่ถ้าคุณรู้จักและได้พูดคุยกับเธอ ก็จะรู้ว่าเธอเป็นทั้งศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักคิด นักวิชาการ และเป็นอาจารย์ที่รักของนิสิตมากมายในคนๆเดียวกัน และเราก็จะได้อ่านบทความประจำจากเธอที่นี่ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
         เราจะไม่เสียเวลาไปกับการบรรยายประวัติและเกียรติคุณของเธอในที่นี้ เพราะเรามั่นใจว่าคุณจะต้องเสิร์ชชื่อเธอเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่แล้ว แต่เราอยากจะชวนคุณมานั่งล้อมวงพูดคุยแบบสบายๆ ในเรื่องที่คุณคุ้นเคยไปด้วยกัน


สเตตัสล่าสุดในเฟซบุ๊กของคุณคืออะไร
            คือในเฟซบุ๊กเราจะมีแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น ใครเหนื่อยมาจากไหนถ้าได้มาอ่านก็จะรู้สึกดี  อย่างเมื่อเช้าก็โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า ในฐานะของผู้เสียภาษีคนหนึ่ง ถ้ารัฐอยากจะเอาเงินหนึ่งพันแปดร้อยล้านไปซื้อเรือดำน้ำแบบซื้อสองแถมหนึ่งเนี่ย  ถ้าเลือกได้ขอเปลี่ยนเป็นเอาเสาไฟฟ้าลงดินก่อนได้มั้ย หรือไม่ก็อยากให้รัฐซื้อที่รกร้างทั่วกรุงเทพฯ แล้วเอาไปปลูกต้นไม้ให้หมดเลย หรืออีกอย่างคือเอาเงินไปถมตรงช่องโหว่ต่างๆที่ประชาชนมีปัญหา ที่มันเป็นปัญหาสังคมจริงๆ อะไรทำนองนี้ แล้วพอเราโพสต์สเตตัสนี้ไป ก็มีคนมากดไลก์เยอะแยะ เราว่านี่เป็นวิธีการแสดงออกแบบมีอารยะ คือเราไม่หยาบคายใส่รัฐบาล ไม่หยาบคายในเฟซบุ๊ก  เราจะตั้งคำถามแบบสุภาพ ไม่ได้สร้างบรรยากาศหรือความรู้สึกไม่ดีให้คนที่ผ่านเข้ามาอ่าน  สุดๆเลยของพี่คือ อีห่าน …(หัวเราะ)เติม น.หนูเข้าไป  อีด_ก แค่นี้เลยจริงๆ

ทำไมต้องจริงจังกับสเตตัสในเฟซบุ๊กขนาดนั้น
            พี่ว่าเฟซบุ๊กมันน่ากลัวที่สุดแล้ว มันบอกเลยว่าเราเป็นใคร เราคิดอะไร อย่างเมื่อวันก่อนพี่ก็เพิ่งโพสต์ว่า พี่มีความสุขกับชีวิตที่มีอิสระแบบสุดๆ ทำอะไรไม่มีใครห้ามได้ และภูมิใจในสิทธิพลเมือง แต่ทั้งอิสระและสิทธิ จะทำภายใต้กรอบของสถานภาพ และต้องเคร่งครัดในเรื่องของบทบาทและหน้าที่  ขอให้ทุกคนมีอิสระอย่างที่ตัวเองอยากเป็นและอยากทำ แต่อิสระนั้นต้องไม่ไปลิดรอนสิทธิของคนอื่น  ..บางครั้งที่คุณเขียนอะไรพาดพิงคุณอื่น ก่นด่าแบบหยาบคายๆ ถึงจะโพสต์แล้วลบเลยก็เถอะ แต่ขอโทษนะ มีคนแคปไว้หมดแล้ว ลบยังไงก็ไม่หมด ที่เมืองนอกเค้าจะอบรมเรื่องนี้กันในวันปฐมนิเทศมหาวิทยาลัยเลยนะ เค้าจะบอกเลยว่าเวลาไปสมัครงานในบริษัทใหญ่ เค้าจะสืบประวัติพวกคุณก่อนเลยจากเฟซบุ๊ก คุณโพสต์อะไร คุณคิดเห็นยังไง คุณไปเมาปลิ้นที่ไหนรึเปล่า เค้าจะดูจากทางนี้ได้ก่อนเลย หรือไม่เวลาสัมภาษณ์งาน  เค้าก็จะขอดูสเตตัสล่าสุดในเฟซบุ๊กของคุณแบบเดี๋ยวนั้นเลย เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นพื้นที่ที่คุณต้องระวัง เพราะมันสะท้อนตัวตนเราค่อนข้างชัดเจน

แล้วสำหรับพี่โอ๋ คิดว่าเฟซบุ๊กมีสถานะความเป็น “เรื่องส่วนตัว” หรือ “สาธารณะ” มากกว่ากันคะ
            เป็นส่วนตัวตอนคิด ตอนพิมพ์ แต่เป็นสาธารณะทันทีตอนโพสต์  คือรู้เอาไว้เลยว่าคุณปล่อยออกมาแล้ว ต่อให้เป็นพื้นที่ของคุณ แต่ถ้ามีคนเข้าถึงมันได้ มันย่อมไม่ใช่ที่ส่วนตัวละ



ก็ถ้าเค้าคิดว่านี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเค้า เค้าอยากจะด่า อยากจะแสดงความเห็นอะไรก็สิทธิ์ของเค้าล่ะ

             สำหรับเรานะ ไอ้ความรู้สึกตอนกำลังโกรธ กำลังอยากจะด่าเค้าออกไปนี่พี่ชอบมาก พี่จะใช้วิธีนี้ คือลองทิ้งไว้ซักชั่วโมงนึง แล้วถ้าผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วเราไม่รู้สึกอะไรแล้ว ก็ดีไป ไม่ต้องโพสต์  แล้วอีกอย่างคือพี่จะเป็นคนตรวจตัวสะกดให้ถูกต้องก่อนโพสต์อะไรเสมอ อย่างน้อยคือมันทำให้เรามีเวลาอ่านทบทวนสิ่งที่ตัวเองเขียน พี่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันสะท้อนความเข้าใจในภาษา การสะกดวรรณยุกต์ผิด แสดงว่าเค้าไม่ออกเสียงในหัว ถ้าระบบเสียงเพี้ยน แปลว่าระบบคิดก็เพี้ยนเหมือนกัน

เรื่องแบบนี้บางคนก็มองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ด้วยความที่นิเทศศาสตร์เน้นเรื่องการสื่อสารเป็นหลักรึเปล่าคะ พี่โอ๋ถึงซีเรียสมากกับเรื่องนี้
ใช่ค่ะ ปัญหาอีกอย่างที่พี่เจอเยอะ โดยเฉพาะจากผู้สื่อข่าวออนไลน์ คือการเขียนข่าวแบบไม่มี Conjunction (คำเชื่อม) หรือไม่ก็เป็นประโยคที่มีเหตุ แต่ไม่มีผล ซึ่งมันอ่านแล้วงง ว่าตกลงต้องการจะสื่อสารอะไร อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด

ความถี่ของการสร้างคอนเทนต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ในความเห็นพี่โอ๋มันมีจำนวนที่เหมาะสมมั้ยคะ
            ของคนอื่นพี่ก็ไม่รู้นะ มันก็แล้วแต่เค้า แต่พี่ว่าการที่แบบ สิบนาทีโพสต์ที โอ๊ย หิวว่ะ … อีกสิบห้านาทีโพสต์ เบื่อจัง หรือบ่นอะไรไปเรื่อย พี่ว่าแบบนี้ก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่  หรือถ้าในฐานะของคนอ่านเฉยๆ ถ้าจะเล่นให้มีประสิทธิภาพพี่แนะนำว่าน่าจะหาเวลาว่างเพื่อเล่นไปเลยแบบจริงจัง  บางทีการหยิบมือถือขึ้นมาอ่านทั้งวันโดยอัตโนมัติแบบ เอะอะหยิบๆ รถติดไฟแดงสามสิบวิฯก็ขอให้ได้อ่าน  รอกาแฟสองนาทีก็หยิบมาอ่าน  มันเหมือนกับว่าทุกครั้งที่เราว่างเราก็จะไม่ได้อยู่กับตัวเอง  แล้วอีกอย่างคือไอ้ไม่กี่วินาทีที่เราเอามาอ่านน่ะ  มันก็อ่านอะไรไม่ได้มาก แล้วก็ไม่ละเอียด 

แล้วเพจล่าสุดที่พี่โอ๋เพิ่งเข้าไปอ่านละเอียดของวันนี้คือเพจอะไรคะ
            “ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน” (หัวเราะ) เชื่อมั้ยว่าการเข้าไปอ่านเพจแบบเนี๊ยะทำให้เราได้อุทาหรณ์ พอเจอเหตุการณ์เข้ากับตัวก็นึกถึงเรื่องที่เจอในเพจ ซึ่งก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่น่ารักของเด็กน้อยทั้งหลายที่พ่อแม่ ผู้ปกครองปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นโดยไม่จัดการ  อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้พี่ไปเจอแม่ลูกคู่นึง แซงแถวเอ็กซเรย์กระเป๋าที่สนามบิน ซึ่งพี่กำลังต่อแถวอยู่ คืออยู่ดีๆก็พุ่งมาหยิบตะกร้าวางบนสายพานเลย พี่ก็เลยค่อยๆหยิบตะกร้าของสองแม่ลูกออก แล้วบอกเค้าดีๆว่า “ไปต่อแถวดีกว่านะคะ” เค้าก็งงๆ ทำหน้าไม่ถูก แต่ก็ไป(หัวเราะ) พออีกวันพี่ไปธนาคาร ก็เจอแม่คนนึง ปล่อยให้ลูกซึ่งอายุประมาณสองขวบ ใส่รองเท้าเดินเล่นบนเก้าอี้นั่งรอ พี่เลยบอกว่า “คุณแม่ถอดรองเท้าให้ลูกก่อนมั้ยคะ เบาะมันเลอะ เดี๋ยวคนอื่นนั่งไปแล้วเค้าจะเลอะนะคะ”  พูดดีๆแบบนี้แม่เด็กจะเกรงใจเรามากเลยนะ เพราะเราไม่ได้ด่าลูกเค้า แต่เราตำหนิเค้าแบบดีๆ พี่จะไม่ประชดประชัน




ยุคนี้เป็นยุคที่ใครๆก็มีกล้อง  พร้อมจะหยิบขึ้นมาถ่ายได้ตลอดเวลา คลิปวิดีโอเลยไม่ต่างจากศาลเตี้ย พี่โอ๋ว่ามันส่งผลให้การแสดงออกของคนในสังคมเปลี่ยนไปไหม หรือแม้กระทั่งเราเอง จะพูดจะทำอะไรต้องหวาดระแวงมากขึ้นรึเปล่าว่ากล้องไหนรับหน้าชั้นอยู่
            พี่ไม่กลัวเลย  เพราะพี่ไม่เคยแสดงอาการเกรี้ยวกราดออกไปให้ใครเห็นทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสังคมจะมาประณามอะไรพี่ไม่ได้(หัวเราะ)  ต่อให้จะถ่ายคลิปอะไรเราไปก็เถอะ เพราะเวลาที่สังคมจะประณามน่ะ เค้าไม่ได้ดูที่เราพูดอะไรนะ เค้าดูอารมณ์ที่พูด ซึ่งมันก็ตรงกับสิ่งที่สำคัญมากทางนิเทศน์ศาสตร์ เรื่อง Non Verbal  สมมุติว่าพี่โดนแอบถ่ายคลิปที่พี่กำลังเตือนคนในรถไฟฟ้าดีๆว่า “ขอโทษนะคะ คุณอย่าพิงเสาได้มั้ยคะ มันจับลำบากอะค่ะ” พูดดีๆแบบนี้ถ่ายไปให้ตายยังไงก็ไม่มีใครด่าพี่ แต่ถ้าพี่พูดว่า “ไปพิงที่บ้านป๊ะ ..อ่านออกป๊ะว่าเค้าไม่ให้พิง” (หัวเราะ)  โอเค ถึงแม้เราจะถูก แต่ทุกคนที่ดูคลิปจะหมั่นไส้เรา ไม่มีใครเข้าข้างเรา เพราะเราพูดไม่น่ารัก  คือคนเรามีสิทธิ์ที่จะสื่อสาร แต่เราจะรักษาสิทธิ์อย่างไรที่จะให้เกียรติคนอื่นด้วย ถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม มันไม่ใช่การโลกสวย แต่มันคือวิถีของการอยู่ร่วมกันแบบเคารพกัน  แต่จะว่าไปก็จริงนะ คำว่ามีกล้อง น่ากลัวกว่ามีปืนอีก ในโลกออนไลน์ยุคนี้(หัวเราะ) ปืนมันผิดกฎหมาย แต่กล้องไม่ผิด

อย่างเรื่องบางเรื่องที่ดูเหมือนจะดราม่ารุนแรงมากในโลกออนไลน์ เอาเข้าจริง เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆมันกลับไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น หรือบางครั้งการที่มีคลิป ก็ไม่ได้บอกได้ทั้งหมดอีกว่าเรื่องมันเป็นมายังไง  
            เรื่องนี้น่าสนใจมาก พี่จะยกตัวอย่างเรื่องดราม่าแย่งสามีที่เกิดขึ้นเรื่องนึง  ซึ่งพี่ตามอ่านทั้งสองฝ่าย (หัวเราะ) ก็มีหลายเพจที่เล่นเรื่องนี้  วันดีคืนดีก็มีคนบอกว่า ตอนนี้เรื่องถึงเพจแหม่มโพธิ์ดำแล้ว ถ้าถึงแหม่มโพธิ์ดำเมื่อไหร่ เดี๋ยวมันจะต้องถึงเพจโหลกแดง ซึ่งถ้าเรื่องถึงโหลกแดง ฝ่ายนั้นต้องไม่รอดแน่ๆ …เราก็โห! นี่มันน่ากลัวกว่าตำรวจ กว่าผู้พิพากษาอีก เรื่องในครอบครัวคนอื่นเราจะไปรู้ดีกว่าเค้าได้ยังไง  คือเรื่องแบบนี้จะสนุกถ้าเราเสพผ่านๆ ตราบใดที่เราไม่อิน ไม่ไปแสดงความเห็นอะไร อีกอย่างคือเรื่องความน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ มันขึ้นอยู่กับว่าเรารู้ว่าเค้าเป็นใครด้วยรึเปล่า อย่างทำไมจ่าพิชิตในเพจ Drama-Addict พูดอะไรคนก็เชื่อ แค่บอกว่าน้ำอันนี้ของดอยคำมันอร่อยว่ะพวกมึง วันรุ่งขึ้นคนซื้อตามกันหมดเชลฟ์เลยนะ เพราะอะไรล่ะ ไม่ใช่แค่เพราะเค้ามีลูกเพจเป็นล้าน  แต่เพราะเค้าเป็นหมอ  เราก็เลยเชื่อ หรืออย่างบางเพจที่แม้จะพยายามทำคาแรกเตอร์ให้กากๆ หยาบคายมึงๆกูๆ แต่ด้วยเนื้อความบางอย่างที่มันโชว์ภาวะชนชั้นกลางให้เห็น มันก็ดูออกว่าจริงๆแอดมินก็ต้องมีการศึกษาระดับนึง  คนก็ไม่ได้คิดหรอกว่ามันกากจริง อย่างเพจอิเจี๊ยบเลียบด่วนอย่างเนี๊ยะชัดเลย คนถึงได้ติด พูดอะไรคนก็เชื่อ
            เรื่องคลิปก็เหมือนกัน บางทีเราเห็นคลิปเหตุการณ์ซักเหตุการณ์ เราก็มีอารมณ์ร่วมตามที่เราเห็นเนอะ แต่นั่นคือทั้งหมดจริงๆเหรอ? แล้วเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นล่ะ?  สิ่งที่อันตรายที่สุดในโซเชียลมีเดียคือการตัดต่อ มันกลายเป็นว่ามีความจริงอยู่หลายชุด เหมือนราโชมอน



อย่างนี้เราจะเชื่ออะไรได้แค่ไหนคะในโลกออนไลน์
            ไม่ต้องเชื่อใคร เชื่อตัวเองก่อน โดยเฉพาะอะไรที่เป็นข่าว แรกๆพี่จะแนะนำให้เช็คกับทีวีด้วย เพราะอย่างน้อยทีวีมันเห็นภาพ เห็นหน้าเห็นตา มีหลักฐานชัดเจน  ไม่ได้มั่วเอาง่ายได้เหมือนโลกออนไลน์ แต่มาระยะหลังๆนี่ทีวีก็มาเอาเรื่องในออนไลน์ไปออกไง (หัวเราะ) พี่ก็เลยคิดว่ายังไม่ต้องรีบเชื่ออะไรทั้งนั้น อ่านจากหลายๆที แล้วรอไปก่อนค่อยสรุป  ที่สุดแล้วถ้าเรามีวิจารณญาณเพียงพอ โลกออนไลน์ทำอะไรเราไม่ได้หรอก แค่ต้องมีสติ ถ้าจะเสพโลกโซเชียลมีเดียต้องยอมเหนื่อยที่จะมองให้ครบทุกด้าน และเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์

อย่างนี้ภูมิคุ้มกันในโลกออนไลน์ให้ของคนสังคมจะเกิดได้ยังไงบ้างคะ
            มันมีเรื่องของ Media Literacy ที่เราต้องรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่ใช้โซเชียลมีเดีย อันนี้เน้นเลย เพราะคนแก่จะไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันในสื่อออนไลน์ อ่านเจออะไรก็มักจะเชื่อหมด แล้วก็แชร์อะไรกันเยอะแยะในไลน์ บางทีก็ทำตาม แม่พี่ยังเอาเหล้าผสมอัญชันทาหัว แล้วก็โชว์พี่ใหญ่เลยว่าผมดก(หัวเราะ)  มันมีบทความนึงที่พี่ไปอ่านเจอแล้วชอบมาก เค้าบอกว่าเรื่องต่างๆที่เกิด จะต้องมีสองมุมมองเสมอ คือมุมมองของผู้ร่วมเหตุการณ์ และมุมมองของผู้สังเกตการณ์  นั่นแปลว่าอะไร ผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเข้าข้างมุมมองตัวเอง ดังนั้นสื่อจะต้องเป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น คือต้องหาข้อมูลทุกด้าน ต้องไม่อิน เมื่อไหร่ก็ตามที่สื่อทำตัวเป็นผู้ร่วมเหตุการณ์ สื่อจะลำเอียงทันที  ผู้เสพก็เหมือนกัน อินเมื่อไหร่ก็เชื่อเมื่อนั้น อย่างที่บอกไปว่าเราต้องเปิดรับข้อมูลจากทุกด้าน

ให้สมกับที่เราจะก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 แล้ว…?
            คืออะไรเหรอคะ?  0.4 ยังพอเข้าใจ พี่ได้คู่มือมาอ่านด้วยนะ นั่งอ่านมานานละยังไม่เข้าใจเลย เราว่าเราเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆนะ เอ๊ะ ทำไมเรื่องนี้เราไม่เข้าใจ .. สำหรับเรามันน่ากลัวตรงที่ว่า การทำอะไรที่ไม่เน้น Process  แต่มองแต่ผลลัพธ์ มันก็ไม่ต่างจากการชวนทำขายตรง ที่ทุกคนจะพุ่งเข้ามาบอกว่าทำแล้วเราจะรวย เราจะได้นู่นได้นี่ โดยที่เรายังไม่รู้เลยว่าเราต้องทำอะไร 


 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง :  วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ : กรีฑา
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการที่เดิมการวิ่งเป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อออกกำลังกาย แต่วันนี้การวิ่งกลายเป็นเป้าหมายและความฝันของเขา
ผู้หันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง มาเป็น ครูสอนดำน้ำ(diving instructor) ให้กับโรงเรียนสอนดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่เกาะเต่า อันเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำชั้นดีอันดับต้นๆของโลก