TALK

คุยกับผู้กำกับฯ "วันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ" ภาพยนตร์กระแส(ด่า)แรงแห่งปี

พิรุณ อนุสุริยา
27 ต.ค. 2560
หากเอ่ยถึงชื่อของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ชื่อ บิ๊ก-พิรุณ อนุสุริยา หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน  แต่ถ้าพูดถึงหนังเรื่อง “วันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ” ก็เชื่อแน่ว่าชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องผ่านหูผ่านตาของท่านในฐานะภาพยนตร์สุดฮอตที่กำลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบอย่างถล่มทลายทันทีที่ออกฉาย  แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เราจึงพลาดไม่ได้ที่จะมาพูดคุยกับเขา  ผู้กำกับที่ถูกกล่าวหาว่า เขาทำให้มาตรฐานวงการภาพยนตร์ไทยตกต่ำคนล่าสุด



อัพเดทกระแสตอบรับของหนังเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย
ก็แรงนะ แต่ก็สนุกดี อันนี้ไม่พูดปลอบใจตัวเองนะ  เราไม่ได้รู้สึกซึมเศร้าว่า โอ้โห คนด่ากูขนาดนี้กูต้องไม่มีที่ยืนในสังคมแล้วแน่ๆ (หัวเราะ) ก็ไม่ได้ขนาดนั้น เราแค่รู้สึก ดีๆๆ ด่ามาเลย คือถ้าจะด่าว่า หนังห่วย ผู้กำกับเหี้ย ทำหนังส้นตีนอะไรออกมา ฯลฯ  คือเราก็รู้กันดีว่าโลกออนไลน์อะ ใครจะพูดอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นคำด่าแบบนี้เรารับได้  แต่เราจะไม่โอเคมากๆถ้ามีใครมาพูดในเรื่องที่มันไม่ใช่เรื่องในหนัง

แล้วเรื่องที่ไม่โอเคสำหรับเราคือ?
ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าที่จริงหนังเรื่องนี้ในตอนแรก ถูกวางไว้ให้เป็นหนัง Found Footage นี่คือข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มโปรเจ็ก นี้เลย แต่พอทำไปทำมา กลายเป็นมันมีข้อขัดแย้งระหว่างนายทุน กับค่ายวิทยุที่เป็นตัวต้นเรื่อง ซึ่งเราก็ไม่รู้เค้าไปคุยกันยังไง ทำให้พอหนังฉายออกไปแล้ว เฮ้ย!  ทำไมไม่ทำตามที่ตกลงไว้กับผู้สร้าง ทำไมไม่เอาเรื่องเล่าในวิทยุมาทำเป็นหนัง ไอ้ผู้กำกับมันเหี้ย มาทำเป็นเรียลิตี้เฉยเลย   ซึ่งไอ้ข้อกล่าวหานี้มันไม่ใช่ไง เพราะจริงๆมันคือข้อตกลงตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเราจะทำหนังแบบนี้  แต่ก็ดันมีหลายคนเอาไปด่าอะไรไม่รู้กันเยอะแยะ เราก็เลยต้องตามไป Defend บ้าง

จริงๆไอเดียตั้งต้นของหนังเรื่องนี้คืออะไร
เอาหล่อๆหรือเอาจริงๆ

เอาแบบหล่อๆ แบบเอาไว้ตอบสื่อก่อนก็ได้ค่ะ
เราอยากทำหนังสยองขวัญ  แนวหนัง Found Footage ก็เลยเอาเรื่องเล่าที่มีอยู่แล้วมาดำเนินเรื่องใหม่

แล้วแบบไม่หล่อล่ะ
คือวันนึง นั่งๆอยู่ นายทุนก็เดินมาถามว่า อยากทำมั้ย มันมีเรื่องเล่าในวิทยุเรื่องนี้อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องเล่าที่ค่ายลูกเสือร้างแห่งหนึ่ง สถานที่มีอยู่จริง เราก็แค่เอาเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึงเข้าไปลองดีในเรื่อง คือเค้ามีไอเดียแบบนี้  พอเราได้ฟังปุ๊บ เราก็รู้สึกว่า นี่มันคดีเด็ดนี่หว่า  เข้าไปในสถานที่ แล้วก็เล่าๆๆเหตุการณ์จำลองไป แต่เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้นไง  มันน่าเบื่อ เราเลยบอกเค้าว่า ทำเป็นหนัง Found Footage เลยดีกว่า เพราะเราก็อยากลอง เมืองไทยยังมีหนังแนวนี้แค่มือปราบสัมภเวสีแค่เรื่องเดียวเอง เพราะฉะนั้นจะแป้กก็ช่าง แต่อยากลองอะไรใหม่ๆ



สรุปว่าทั้งสไตล์และรูปแบบการเล่าของหนัง วันหมาหอนฯ  เป็นความจงใจที่จะทำแบบนี้ล้วนๆ
ก็ไม่ซะทีเดียว เอาจริงๆถ้าจะพูดเรื่องการทำหนัง  Found Footage มันต้องดิบกว่านี้  สั่นกว่านี้  Hand Held โหดกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่นี่คือแบบ… เรียกว่าอะไรดีล่ะ…

ประนีประนอมกับคนดู?
ไม่ใช่ เรียกว่ามักง่ายจะถูกกว่า ทั้งผู้สร้าง ทั้งตัวเราซึ่งเป็นผู้กำกับ ทั้ง Production ทั้งการถ่าย day for night (ถ่ายกลางวันให้เป็นกลางคืน)  คือหลายคนอาจจะไม่เข้าใจ  ว่าการถ่ายฉากกลางคืนในป่า เพื่อ Scene นั้น Scene เดียวมันต้องใช้ไฟดวงใหญ่มาก  แล้วจะต้องใช้เวลาจัดไฟอย่างต่ำจุดละชั่วโมงครึ่งเลย ถ้าย้ายมุม ก็ต้อง  Move ไฟใหม่ การถ่าย day for night  มันก็เลยช่วยให้ง่ายขึ้น ด้วยวันถ่ายทำและงบประมาณที่น้อยมากขนาดนั้น

ที่ว่าน้อยนี่น้อยแค่ไหน พอจะบอกได้มั้ยคะ
บอกไม่ได้  ในการทำหนังถ้างบน้อย ใช้วันถ่ายทำน้อยนี่เค้าจะไม่บอกกันเด็ดขาด  จะมีการบอกก็ต่อเมื่อใช้ทุนสร้างสูง ถ่ายทำกันยาวนานเป็นหนัง Epic อะไรแบบนี้  เพราะถ้าใช้ทุนน้อย แล้วเจ๊ง ก็จะโดนรุมประณามว่า นี่ไง เห็นมั้ย เพราะทุนสร้างมันต่ำไง หนังมันห่วย หนังมันถึงได้เจ๊ง  

แต่ก็เป็นหนังที่ได้เข้าโรงเยอะมากนะ
มันเป็นเรื่องที่เรากะเกณฑ์ไม่ได้ว่าเราจะได้เข้าโรงกี่โรง ได้ฉายกี่รอบ มันมีค่ายที่ใหญ่กว่าเรามาก ที่ตอนหนังเข้าฉาย ได้โรงน้อยกว่านี้แบบไม่น่าเชื่อ  แล้วก็ได้ฉายแค่วันละรอบด้วยซ้ำ ซึ่งสุดท้ายก็เก็บรายได้ไปไม่ถึงล้านเลยก็มี  เพราะฉะนั้นไอ้การจะได้ฉายหลายโรงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สร้าง แต่มันขึ้นอยู่กับโรงหนัง ว่าเค้าจะเอาหรือไม่เอาหนังเรา

งั้นก็แสดงว่าหน้าหนังเราดี  โรงหนังถึงเลือกเรา
อย่าลืมว่าเรื่องเล่าที่ค่ายลูกเสือมันเป็นไวรัลมาก่อน  มันถูกเล่ามานานและมีฐานคนที่รอดูอยู่แล้ว พอมันไม่เป็นอย่างที่เค้าคาดหวัง เค้าก็เลยผิดหวัง

แล้วมันตรงกับความตั้งใจของเราแค่ไหน
ประมาณ 95% ในเชิงเนื้อหาที่ต้องการเล่า ทั้ง Message ที่จะสื่อ แต่ในเชิงเทคนิคภาพ การถ่ายทำ มุมกล้อง แล้วก็การแก้สี อาจจะตรงกับความต้องการเราแค่ 50%  ด้วยทุนสร้าง ด้วยความต้องการของเจ้าของเงินด้วย



จริงๆ “วันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ” ต้องการจะสื่ออะไร
สมมุติอาจารย์ถวัลย์วาดรูป แล้วมีคนไปถามว่า อาจารย์ครับ ภาพนี้จะสื่ออะไรเหรอครับ อาจารย์จะตอบว่า ศิลปะเนี่ย มันไม่มีคำนิยาม มันต้องใช้จิตใจ ใช้ความรู้สึกของคุณเอง อย่าให้ต้องอธิบาย เพราะคำอธิบายมันต่ำเกินไป… แต่ผมตอบได้ (หัวเราะ)  มันเป็นเรื่องของคนกับผี  มันพูดเรื่อง Privacy หรือความเป็นส่วนตัว  คือป่ามันมีอยู่แล้ว ค่ายมันมีอยู่แล้ว คนเข้าไปในที่แห่งนั้นมันเข้า ไปบุกรุก ไปรุกล้ำ  ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ก็เลยโดนอาถรรพ์ถึงตาย จบ

แล้วทำไมผีต้องอาฆาตจนถึงตาย มีเหตุผลมั้ย
คือผีเนี่ย เค้าอยู่ในบ้านของเค้าเฉยๆ อยู่ดีๆวันนึงมีคนบุกเข้ามาในบ้านเค้า แล้วก็มาบอกว่า เฮ้ย กูจะพังบ้านมึงเว้ย รื้อโต๊ะกินข้าวเค้า ล้อเล่นกับข้าวของเค้าพังพินาศหมด คือเรื่องเล่าหรืออาถรรพ์เนี่ยจะมีจริงไม่จริงก็ไม่รู้นะ อาจจะเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาก็ได้ แต่ที่แน่ๆผีเค้าอยู่ของเค้า เค้าไม่ได้อยู่ดีๆจะมาฆ่าคุณ แล้วอีกอย่างที่เลือกให้ตัวละครบุกรุกเข้าไปในค่ายลูกเสือเพื่อถ่ายหนังถ่ายรายการเนี่ย เพราะข้อเท็จจริงมันคือ ไม่ว่ากองถ่ายอะไรจะไปใช้สถานที่ ไหนก็ตาม  ที่นั่นจะหายนะ(หัวเราะ)  คือจะต้องทำบ้าน ทำสถานที่เค้าเละตุ้มเป๊ะไปหมด เราก็เลยอยากจะเอามาเล่าในหนังเรื่องนี้  แต่ถ้าคนดูจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรนะ

คำวิจารณ์อะไรที่ได้รับเยอะที่สุด
หนังผีประสาอะไรวะ ผีแม่งโคตรน้อยเลย ไม่เห็นมาหลอกเลย  ดูไม่รู้เรื่อง มัวเล่าบ้าอะไร ทำไมไม่เจอผีซักที แต่ก็อย่างที่บอกไป เราไม่อยากทำหนังวิ่งหนีผีไง หนีแบบผีไล่ฆ่าอะไรแบบนั้นเราไม่เอา คือพูดตรงๆเลยคือเราสุดกับมันมากนะหนังเรื่องนี้ ก่อนทำเรามีไปรีเสิร์ช แล้วอย่างหนัก ทั้งเรื่องราวและสถานที่ ก็มีคนดีเบตกันมาเยอะแยะเลย เช่นว่าคนเล่ากุเรื่องนี้ขึ้นมารึเปล่า มีคนเข้าไปลองของแล้วจู่ๆผีเข้า อะไรแบบนี้ แล้วก็มีอีกกลุ่มนึงเข้าไปท้าพิสูจน์ แล้วก็บอกว่าที่ตรงนั้นไม่เห็นมีอะไร เค้าปั่นจักรยานกันทุกวัน บ่อน้ำนั้นก็เต้นแอโรบิกกัน (หัวเราะ)  เราเลยคิดว่า ในเมื่อเรื่องมันมาถึงจุดนี้แล้ว เรายังจะทำหนังแบบเชื่อว่าผีมีจริงอยู่อีกเหรอ หนังเรื่องนี้แม่งโคตรสื่อสารกับโลกนี้เลย ว่าสุดท้ายเรื่องผีห่าเหวอะไรก็เป็นเรื่องมุขปาฐะ หรือเรื่องที่เล่าต่อๆกันมา จริงไม่จริงเราก็ไม่รู้



อ่าว ทำหนังผี ฟังชั่นความน่ากลัวของหนังผีก็ต้องมีสิ
เราก็ว่าเราก็ทำแล้วนะในตอนท้าย หรือมันน้อยไปวะ(หัวเราะ) เราก็มีกลับไปดูแบบตั้งใจอีกครั้งในโรงฯนะ เราก็รู้สึกจริงๆแหละว่าครึ่งแรกของหนังมันไม่เอาคนดูเลย แต่ครึ่งหลังก็โอเคเลยนะ(หัวเราะ)

หลายคนจะพูดถึงตอนจบของเรื่องนี้กันเยอะ ส่วนใหญ่จะไม่ชอบ แต่ก็มีนักวิจารณ์บางคนชื่นชม  
เอางี้ดีกว่า ตอนจบของเรื่อง อันนี้พูดแบบไม่กลัวสปอยล์เลยนะ(หัวเราะ) ที่มีตัวละครพี่หมีมาพูดตอนท้าย อันนั้นคือความต้องการของนายทุนล้วนๆ ซึ่งเราไม่อยากได้เลย เราไม่ได้ต้องการให้ตัวละครมาสอน มาสรุปอะไรท้ายเรื่องแบบนี้  แต่มันก็จำเป็น แล้วก็มีอยู่ฉากนึงตรงกลางเรื่องที่มันหายไป  ถ้าคนที่ดูแล้วคงจำได้ มันจะมีตัวละครนายทุนพูดว่า เอาผีเยอะๆดิ ผีน้อยไป ทำหนังผีมันต้องมีผีเยอะๆดิ  แล้วเด็กๆก็พูดว่า อ้าวพี่ เราตกลงกันแล้วหนิว่าจะทำหนังท้าทายผีแบบนี้  แล้วพี่มาพูดทีหลังแบบนี้ได้ไง  นายทุนก็ตอบกลับไปว่า เฮ้ย มึงพูดอะไร กูเป็นคนให้เงินมึงมาทำนะ เด็กก็ตอบว่า ให้เงินกูแล้วไงวะ มึงคิดว่าให้เงินกูแล้วจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเหรอวะ เพราะมีคนอย่างมึงไง วงการหนังไทยมันถึงไม่เจริญ…เสร็จแล้วฉากนี้ก็ถูกตัดออก(หัวเราะ)

รู้สึกยังไงที่ฉากนั้นถูกตัด เรายังโอเคอยู่มั้ย
ก็โอเคแหละ เราคิดแค่ว่า ใจความหลักมันยังคงอยู่ ถึงแม้มันจะยังค้างคาใจอยู่ ยังเสียดายว่ามันน่าจะมีScene นั้น Message มันถึงจะครบถ้วนในความรู้สึกเรา

แล้วถ้าไม่ถูกตัดออก  คิดว่าคนจะด่าน้อยลงมั้ย
ก็ไม่(หัวเราะ) อีกแง่การที่เค้าแก้หนังเราด้วยการใส่ Sound ใส่CG ผีเข้าไป มันก็เป็นการประนีประนอมกับคนดูมากขึ้น  คือเราเหมือนผู้กำกับหนัง Indy ที่ต้องมาทำหนัง mass อะ ที่จริงเรามีความตัวกูของกูเยอะ แบบ.. ก็กูอยากทำแบบนี้อะ ดูไม่รู้เรื่องเหรอ เรื่องของมึงดิ  กูต้องการเล่าแบบนี้ กูไม่ได้มีหน้าที่มาอธิบาย…อะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่พอต้องมาทำหนัง mass นะ หนังผีนะ อ่ะ ก็จัดให้ อยากให้ผีมา ผีก็โผล่ ผีขี่คอก็มี มาหมด(หัวเราะ)

คิดว่าอะไรทำให้คนด่าเรามากที่สุด
เค้าผิดหวัง  เราว่าเค้าคาดหวังสูง  เพราะด้วยความที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่ามาก่อน  เค้ามีภาพในหัวอยู่แล้ว แต่เราดันทำออกมาแบบ.. ลืมภาพเหล่านั้นไปได้เลย  มันไม่เหมือนกับเรื่องเล่า  มันก็เลยเหมือนกับว่าหนังมันทำลายความเชื่อของเค้า



โดนกระแสด่าขนาดนี้ นายทุนว่ายังไงบ้าง
เราว่าเค้าเครียด อีกอย่างคำด่ามันรุนแรงมาก อาจจะด้วยความที่มันคือโลกอินเตอร์เน็ต แล้วคนวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเภทด่าโดยไม่ใช้เหตุผล  ถ้าเป็นประเภทใช้หลักการทำภาพยนตร์มาด่า เช่นหนังมันไม่ดีเพราะบท เพราะองค์ประกอบ เพราะอะไรก็ว่าไป มันก็โอเคไง  แต่นี่ส่วนใหญ่คือด่าด้วยอารมณ์ ด่าเอามัน บางเพจก็ด่าเรียกยอดไลก์ เราว่านายทุนเค้าก็คงเครียดที่กระแสด่ามันแรงขนาดนั้นตั้งแต่วันแรก เค้าก็กลัวคนไม่มาดูเหมือนกัน   

แต่ในขณะเดียวกัน คนก็มาดูเพราะคำด่าเยอะเลย
มันก็อาจจะมีบ้าง ในมุมที่คนสมัยนี้ชอบที่จะผสมโรง อะไรนะ หนังห่วยเหรอ ไปดูดิ๊ จะได้เอามาด่าด้วย ซึ่งสำหรับเรา เราไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับนายทุนเค้าคงกลัว มันเลยมีเรื่องที่นายทุนไปคุยกับเพจต่างๆว่าขอให้ด่าน้อยลงได้ไหม แล้วกลายเป็นว่าเพจเหล่านั้นก็เอามาแฉลับหลังว่า โห่ย ดูดิ ทำหนังห่วยแต่มาขอร้องให้พวกกูไม่ด่าว่ะ ทำไมไม่รู้จักทำหนังให้ดี อะไรแบบนี้ ซึ่งเราว่ามันไม่โอเคมากๆ มันไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย ไอ้การมาทำเป็นแฉ มาพูดอะไรลับหลังแบบนี้  มันเหมือนคะนอง เรียกสาวกมารุม  เราโกรธมาก แล้วเราก็ด่าในเฟซบุกเรา ซักพักก็มีเพจบางเพจโทรมาหาเรา พี่ครับ ผมขอโทษ เราก็แบบ มึงจะขอโทษกูทำไม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไปขอโทษคนที่เค้าไปขอมึงให้หยุดด่าดีกว่ามั้ย เราบอกว่า จะมาด่าหนังเราเหี้ยห่ายังไงก็ได้ แต่สิ่งที่มึงมาพูดลับหลังแบบนี้แม่งผิดทั้งจรรยาบรรณ ทั้งมารยาททางสังคม ทั้งสัมมาคารวะ เรารู้สึกว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้



เราได้อะไรจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้บ้าง
สมมุตว่าหนังมันดี มันได้เงิน เราก็คงเป็นอีกแบบอะ  มันจะมีอีโก้เวลาคนมาชม เราแค่คิดว่า การเป็นผู้กำกับไม่ควรหลงใหลกับคำเยินยอให้มาก แรกๆเรานี่แชร์คำด่าหนังตัวเองทุกวัน แต่นายทุนโทรมา บอกว่า เมเจอร์เค้าตามเฟซบุกเราอยู่ แล้วเค้าไม่โอเคที่เราทำแบบนั้น(หัวเราะ)  คือคำด่ามันทำให้เราเรียนรู้ว่า  การเป็นผู้กำกับมันก็แค่นี้เองนี่หว่า เรามักจะถูกสอนกันมาว่า โอ้โห การเป็นผู้กำกับมันยิ่งใหญ่  ได้เดินพรมแดง ได้ลงนิตยสาร ได้รางวัล ได้ให้สัมภาษณ์เท่ๆ  เราเพิ่งเข้าใจฟีลของพจน์ อานนท์ ว่าเออ การทำหนังแล้วโดนด่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง

หนังดีในความรู้สึกบิ๊กเป็นยังไง
การที่คนจะบอกว่าหนังเรื่องนึงไม่ได้มาตรฐาน เค้าสามารถพูดได้  เพราะถ้าผู้ชมเค้าเห็นแล้วว่า เฮ้ย ทำไมแม่งถ่ายแบบนี้ มุมบ้าอะไร ซูมแบบนี้ได้ไง  ทำไมแม่งไม่จัดไฟ แบบนี้คือหนังห่วย เอามาฉายโรงได้ด้วยเหรอ เค้าสามารถพูดได้... แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าพูดถึงความเป็นศิลปะ มันก็ต้องแล้วแต่การตีความ เราเป็นคนเชื่อใน Content  ดูที่หัวใจสิ ว่ามันพูดอะไร  อีกอย่างคือโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เรารู้สึกว่า นี่แหละคือยุคทองของพวกกู ยุคที่ใครก็เป็นเจ้าของสื่อได้  มันหมดแล้วยุคศักดินา มึงต้องเป็นใครมาก่อน มึงต้องสืบเชื้อสายตระกูลอะไร ต้องมี Connection เป็นใคร ไม่มีแล้ว  This is our time. ฌอน ปาร์กเกอร์ บอกไว้ (หัวเราะ) มันหมดยุคของการตัดสินคนอื่นแล้ว

ถึงจะโดนด่าขนาดไหน  แต่ก็ได้ข่าวว่าหนังไม่ขาดทุน
อย่าลืมว่าประชากรในประเทศไทย กรุงเทพฯไม่ใช่ทั้งหมด แล้วในอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็เป็นคนกรุงเทพฯ เอางี้ จะยกตัวอย่าง Scene นึง จากเรื่องบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม พอดีวันนั้นเรากินข้าวอยู่ร้านอาหารตามสั่งบ้านๆเลย  ในเรื่องมีตอนนึงที่พี่หม่ำโดนเตะ แล้วไปโดนวิทยุ วิทยุก็เปิดขึ้นมาเป็นเพลงหมอลำ แล้วพี่หม่ำก็ลุกขึ้นมาเซิ้ง แล้วก็ต่อยไปเซิ้งไปอยู่อย่างนั้น  เชื่อมั้ย ป้าเจ้าของร้านข้าวขำจนตะหลิวร่วงเลย คือมัน Touch เค้าไง มันคืออะไรง่ายๆแบบนี้

รู้สึกกดดันมั้ย สำหรับการทำหนังเรื่องต่อไป
กูโดนด่าขนาดนี้แล้ว แม่งไม่มีอะไรทำร้ายกูได้ละล่ะ(หัวเราะ) เรายังไปตอบคนดูที่มาด่าในเพจเมเจอร์เลยว่า ขอโทษนะครับที่เรื่องนี้มันห่วย ยังไงฝากติดตามเรื่องต่อไปด้วยนะครับ จะทำให้ดีขึ้นครับผม  คือเราคิดว่า สมมุติเค้าด่าเราห่วย การกระทำที่แย่ที่สุดคือการด่าเค้ากลับว่า มึงดูไม่รู้เรื่องเอง แน่จริงมึงมาทำหนังสิ.. เราแค่คิดว่า ถ้าหนังเราห่วย เค้ารู้สึกไม่พอใจ ไม่คุ้มค่าตั๋ว เราก็ขอโทษเค้าดีกว่า



รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือประชดเสียดสี
อืมม… ลึกๆแล้ว ตัวตนเราก็คงจะบอกว่า ช่างแม่ง เพราะเราตามใจทุกคนไม่ได้ กูเลือกแล้วว่าจะทำแบบนี้ แต่เข้าใจมั้ย การตอบแบบนี้มันก็เหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ มันไม่มีอะไรดีขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าเค้าบอกว่าหนังเราห่วย เราก็เลยเลือกที่จะยอมรับ ขอโทษครับผมอาจจะเก่งไม่พอ แต่ให้โอกาสผมเถอะครับ เรื่องหน้าลองมาดูอีกที ดูซิว่าจะมีอะไรดีขึ้นรึเปล่า(หัวเราะ)

บิ๊กมองว่าหนังมันอยู่ผิดที่มั้ย  สมมุติว่าวันหมาหอนฯฉายที่ลิโด้หรือเฮ้าส์  คือ Position ตัวเองไปเลยว่าเป็นหนังอินดี้  คิดว่า “คืนหมาหอนฯ” จะถูกด่าน้อยลงมั้ย
ไม่นะ ไม่เลย เราอยากได้ความ mass นะ ชอบไม่ชอบไม่เป็นไร เราอยากให้มันอยู่ในสายตาคนหมู่มาก  ดีกว่าทำหนังสุดยอดมาก คำรางวัลเพียบ แต่คนดูนิดเดียว ถ้าเลือกได้เราขอ mass ไว้ก่อน เรื่องหน้าคนดูต้องการผีห้อยหัว ผีบีบคอ ผีอะไรต่อมิอะไร เดี๋ยวกูจัดให้ครบเลยจ้า(หัวเราะ)

ฝากอะไรสำหรับคนที่ดูแล้วไม่ชอบ
ก็ขอบคุณที่อุตส่าห์ซื้อตั๋วไปดู ถ้ารู้สึกว่าไม่สนุกก็ด่าได้ เรารับฟังความเห็น แล้วก็คิดว่าเรื่องหน้าจะทำให้ดีขึ้น

แล้วคนที่ยังไม่ได้ดู
ถ้ากลัวว่าจะไม่สนุกก็ไม่ต้องมาดูหรอก เพราะมันก็เป็นภาระของเค้าเปล่าๆที่ต้องถ่อสังขารจากบ้านมาดู แต่ถ้าคุณเห็นคนด่าๆๆๆกันแล้วอยากรู้ว่า  ไอ้หนังนี้มันเหี้ยขนาดนั้นเลยเหรอวะ หรืออยากมาดูเพื่อผสมโรงด่า ก็เรียนเชิญนะครับ

ที่บอกว่าขอแก้ตัวเรื่องหน้านี่ จะมีให้ติดตามอีกเมื่อไหร่
รอคำถามนี้มานานแล้ว ฝากหนังเรื่องใหม่ด้วย เรื่อง Love rain ถ่ายเสร็จไปตั้งแต่ก่อนวันหมาหอนฯจะฉายอีก  น่าจะฉายช่วงวาเลนไทน์  แล้วก็มีอีกเรื่องชื่อ Before and After ที่กำลังจะถ่ายทำ ยังไงก็ลองอีกซักครั้งละกัน อย่าคิดว่าชื่อพิรุณจะเป็นของแสลงเลยนะครับ(หัวเราะ)


 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
ชนิกา สุธัมมสภา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
จับเข่าคุยกับผู้กำกับฯภาพยนตร์สุดฮอต “ฉลาดเกมส์โกง”