พี่บาสรู้ตัวมั้ยคะว่าเดี๋ยวนี้ดังขึ้นมากๆ
ดังหรือดำฮะ (หัวเราะ) แหม นี่ถามแบบว่า “เจาะใจ” เลยเนอะ จากใจจริงๆเลยนะ พี่เขินว่ะ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ คือโดยสันดาน เราเป็นคนขี้อาย ไม่งั้นพี่ก็คงหาทางเป็นดาราไปนานแล้ว คือพอเราเป็นคนขี้อาย เราก็รู้ตัวว่าเหมาะกับงานเบื้องหลังมากกว่า
แต่ก็รู้มาว่า พี่บาสก็เคยอยู่หน้ากล้องเหมือนกัน
มีบ้างฮะๆ ช่วงวัยรุ่น ช่วงทำมาหากิน แต่ท่าทางไม่น่ากูเกิลเจอนะ(หัวเราะ) นานละ ถ้ายังมีฟิล์มอยู่ น่าจะโดนปลวกกินไปหมดละ ตอนนั้นเราก็วัยรุ่นอะเนอะ ใครมีอะไรให้ทำได้ตังกินหนมเราก็ทำ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ตัวตนเรา ทำก็ไม่เต็มที่ สุดท้ายก็ไม่ใช่เราคนเดียวที่ซัฟเฟอร์ ทีมงานก็ซัฟเฟอร์ แบบว่าผู้กำกับก็เหนื่อยกับเรา เลยขอไม่ทำตรงนั้นดีกว่า
จากวันนั้น (Countdown-หนังเรื่องแรก) จนวันนี้ เราทำหนังมาสองเรื่องเท่านั้น แต่คนพูดถึงทั้งตัวพี่บาส และงานของพี่เยอะมากๆ คิดว่าเพราะอะไรคะ
จริงๆทุกวันนี้ พี่ไม่ได้แพลนชีวิตนะ ว่าอายุเท่านี้ ชั้นต้องทำหนังกี่เรื่อง ทุกอย่างมันมาตามธรรมชาติ มันออร์แกนิคมากๆเลย แต่ขอแค่มีงานให้ทำ ไม่ว่าจะเอ็มวี จะไวรัล ขอแค่เป็นงานที่เราแฮปปี้ และลูกค้าแฮปปี้ที่จะใช้เรา อย่างหนังสองเรื่องนี้ก็ด้วยเหมือนกัน คือสไตล์และรสนิยมการทำหนังของเราอาจต้องใช้เวลานิดนึง อย่าง Countdown มันก็เป็นหนังที่ดูโหดๆมีความดาร์ค มี thinking ที่ค่อนข้างชัดเจนและเถรตรง ก็เลยทำให้เข้าถึงยากนิดนึง
หนังของพี่บาสมีสไตล์เฉพาะตัวที่โดดเด่น แต่มันก็คือสิ่งที่สังเกตได้ว่าแตกต่างจากวิธีคิดของคนไทยหรือความชอบของคนไทยโดยมากอยู่มากเหมือนกันนะคะ
พี่ว่าอันนี้มันเป็นความสวยงามของงานศิลปะนะ มันควรจะมีความแตกต่างที่จับต้องได้ เช่นถ้าแพรวบอกว่า หนังไทยโดยมากจะมีตอนจบที่ชัดเจน จะรักกัน จะเลิกกัน จะตาย ก็ต้องชัดเจน ถ้าพี่ทำได้ พี่ก็อยากทำนะ พี่ก็อยากเคลียร์ความรู้สึกคนดูเหมือนกัน แต่พี่มีความเชื่อและความชอบที่ว่า ดูหนังเรื่องนึงจบแล้ว เราต้องได้คิดต่อ หนังจบแล้วสามารถทำให้คนดูไปต่อยอดได้ เหมือนเวลาเราดูภาพเขียนในมิวเซียม คนเขียนไม่ได้มาอธิบายว่า ทำไมวาดภาพนี้แบบนี้ๆ ทำไมใช้สี ใช้แปรงแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้ว ภาพๆนั้น มันส่งความรู้สึกบางอย่างกลับมาให้เรา และไอ้ความรู้สึกนั้นแหละ ที่เราควรจะนำไปต่อยอด ไปพัฒนา
แล้วเวลาดูหนัง มีความรู้สึกแบบ.. อยากแก้ตอนจบมั้ย
ไม่นะ พี่โอเคมากๆ ด้วยความที่เราทำงานเยอะ และตอนนี้เริ่มแก่(หัวเราะ) กลับบ้านไปก็ชอบเลือกดูหนัง โรแมนติก คอมเมดี้ วันก่อนเพิ่งดู Just like heaven พี่ไม่เคยปฏิเสธนะ พี่ก็รู้สึกว่าหนังแต่ละประเภทมีความสวยงามของมัน เราไม่สามารถจะเปรียบเทียบหนังที่มีไดเร็กชั่นต่างกันได้ แต่ในการทำหนัง เราต้องรู้ตัวตนว่าจริงๆเราชอบอะไรกันแน่ อะไรที่เราอยากใช้เวลาสองปีกับมัน แล้วเอาจริงๆพี่เป็นคนไม่ดูละคร แต่มีวันนึง พี่ไปเดินตลาดแล้วเห็นแม่ค้าร้อยพวงมาลัยนั่งดูละคร แล้วเค้าก็ยิ้มเขิน หัวเราะในฉากที่พระเอก นางเอก จีบกัน ล้มหน้าชนกัน พี่ได้เห็นประกายในตาเค้าแล้วรู้สึกว่า มันไม่ต่างกันเลย กับตอนที่เราดูหนังของ Martin Scorsese จุดนี้นี่แหละ ทำให้เรารู้สึกว่า นี่มันเป็นศิลปะที่ส่งผลต่อคน มันมีคุณค่าในแนวทางของมัน รสนิยมไม่มีถูกผิด ถ้าพี่ทำได้พี่ก็อยากทำหนังรักโรแมนติกแบบพี่โต้ง บรรจง (ผู้กำกับแฟนเดย์) นะ แต่ว่าสุดท้าย เราก็ต้องไม่โกงตัวเอง ไม่งั้นเราจะกลายเป็นงานก๊อปเกรดเอ เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ของงานเราจะแมส ไม่แมสยังไง เราก็ไม่ได้ไปมองตรงนั้น แค่ทำสิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด
นอกจากภาพยนตร์แล้ว งานไวรัลของพี่บาสก็มีหลายงานที่โดนมากๆ พี่บาสพอจะสรุปทางของผู้บริโภคคนไทยได้มั้ยว่า ส่วนใหญ่แล้วเขาชอบเสพงานแบบไหน
พี่ว่าคนไทยชอบอะไรชัดเจน ถ้าเศร้าก็เศร้าให้สุด ตลกก็คือตลกชัดเจน หรือถ้าจะตั้งคำถามอะไร ก็ต้องตั้งให้ชัดเจน ตอนที่พี่ทำไวรัลแรกๆแล้วต้องกำกับซีนร้องไห้ พี่ก็จึ๊กกึ๋ยนะ แบบ.. นี่กูต้องบิ๊วขนาดนี้เลยหรอวะ อย่างตอนกำกับจูนจูน (น้องสาวแท้ๆ) ฉากที่จูนเห็นเด็กครั้งแรก พี่ก็เอาแค่จูนเศร้าๆ อึ้งๆ ไม่ได้ร้องไห้ แล้วพี่ก็โอเคในแบบนั้นแล้ว แต่สุดท้าย ลูกค้าอยากให้ร้องไห้ออกมาเลย พี่ก็คิดนะว่า มันต้องถึงขั้นร้องไห้เลยหรอ คือจะบอกว่า ในการทำไวรัลชิ้นนั้น มันผ่านการถกเถียงกันมาเยอะมากๆ แต่ว่าสุดท้าย พอลองถ่ายแบบที่จูนจูนร้องไห้ออกมา แล้วลองตัดต่อและให้คนรอบตัวดู เราก็ได้ค้นพบว่า ไอ้ความชัดเจนตรงนี้ พอมันไปโดนกับรสนิยมคนดูส่วนมากในเมืองไทย มันทำให้ไอเดียและแมสเสจที่เราต้องการจะบอก ถูกส่งไปถึงเค้ามากขึ้น คือรสนิยมมันไม่มีผิดถูกนะ แต่ก็ต้องรู้ตัวเองว่า ณ ขณะนี้ เราทำงานไวรัลอยู่ เราต้องสื่อสารแมสเสจและอารมณ์บางอย่าง ทำยังไงก็ได้ให้มันไปถึงคนดูที่เขามีรสนิยมแบบนี้ให้ได้ คือพี่ว่ามันเป็นเรื่องรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และในสนามแบบไหน
ตอนที่ทำ Countdown พี่บาสมีประเด็นเรื่องความชอบ ไม่ชอบของคนดูในหัวบ้างไหม คือด้วยความที่ตอนจบมันก็ไม่ได้ชัดเจน และไม่ได้เอาใจคนดูมาก ตอนนั้นเรามีโจทย์เรื่องพวกนี้บ้างไหม
ไม่มีเลย ตอนนั้นฟรีมาก มือใหม่ไฟแรง เรายึดมั่น ถือมั่นกับตัวเองมากๆ คืออย่างที่บอก ของแบบนี้มันไม่มีผิดถูกนะ มันคือเรื่องของรสนิยม แต่สุดท้ายแล้ว เวลาพี่ทำงานมาเรื่อยๆ ก็เริ่มจะรู้ว่า คนเสพชอบอะไรไม่ชอบอะไร ทีนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนของเราแล้วแหละ ว่าเราอยากจะเดินเข้าไปหาเขารึเปล่า หรืออยากจะกวักมือเรียกเขาเข้ามา ซึ่งเขาไม่เข้ามาหรอกนะ (หัวเราะ) เราจึงต้องหาจุดตรงกลางที่เราก็เดินไปหาเค้าได้ โดยที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง มันเป็นการเรียนรู้มาเรื่อยๆ
อึดอัดไหมคะ
แรกๆมีบ้าง ช่วงไปทำโฆษณาสองสามงานแรก ก็มีถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า แต่พอเริ่มเข้าใจมัน ก็เริ่มมองเห็นแง่ความงามของมัน แล้วก็ได้รู้สึกว่า มันเป็นงานศิลปะอย่างนึงนะ หนังโฆษณา เอ็มวี หรือไวรัล พูดเผินๆเหมือนจะเหมือนกันแต่จริงๆแล้วมันไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละงาน เข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วเสิร์ฟตรงนั้นให้ได้

พี่บาสว่าคนไทยเปิดใจรับแนวทางของหนังใหม่ๆมากขึ้นบ้างไหม
พี่ว่าคนไทยพร้อมนะ คนไทยรออยู่ แค่คอนเทนต์ใหม่ที่คอนเน็กกับเค้าได้ด้วย คนไทยพร้อมจะเปิดรับในสิ่งใหม่และเค้าสามารถรู้สึกกับมันได้ด้วย เพราะคนไทยดูหนังด้วยความรู้สึก มันไม่เหมือนแบบคนบางชาติ บางกลุ่ม ที่ดูหนังที่มีอาร์ตได สวยๆ ดูแล้วคิดเยอะ มี Sub Text โน่นนี่ เราดูว่า ภาพตรงหน้า สร้างความรู้สึกอะไรกับเรา จะอารมณ์ไหนก็ได้ ขอแค่สื่อสารอารมณ์เหล่านั้นออกมา
แปลว่าในหนังเรื่องเดียว เราจะตามใจทุกคนไม่ได้
ไม่ได้ (หยุดคิด) เอ.. หรือ อาจจะได้นะ แต่น่าจะเป็นโจทย์ที่ยากมากๆ ซึ่งพี่เชื่อว่าผู้กำกับหลายๆคนพยายามทำอยู่นะ โดยเฉพาะผู้กำกับยุคใหม่ พอมีตัวอย่างให้เห็นเยอะขึ้น อย่างหนังพี่เต๋อ นวพล ที่มีอาร์ตได และมีอารมณ์อยู่ด้วย หรือพวกไวรัลยุคใหม่ พี่มันกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี
พี่บาสว่าความเหมือนของการทำโฆษณาแบบไวรัล กับหนัง คืออะไรคะ
ไวรัลมันคือโฆษณาที่มีคอนเท้นต์ มีเล่าเรื่อง มันก็เลยเหมาะกับผู้กำกับหนัง พี่ว่าพี่โชคดีที่เกิดมาในยุคนี้นะ แต่สุดท้ายแล้ว ไวรัล มันก็คือการทำงานที่มีลูกค้าอยู่ดี นั่นหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะเล่าเรื่องยังไงก็แล้วแต่ แมสเสจในการขายของมันต้องออก ต้องชัด ส่วนจะบอกเล่าด้วยมู้ด โทนแบบไหน ค่อยไปว่ากันอีกที ส่วนหนัง มันฟรีกว่า คือพอขายบทผ่านแล้ว แมสเสจมันถูกเกลามาตั้งแต่ตอนบทแล้ว ที่เหลือคือไม่มีใครมาคุม ไม่มีใครมาบอกว่าต้องถ่ายยังไง เฟรมยังไง คือมันมีการมาถกกันบ้าง แต่ GDH (สมัยก่อนคือ GTH) ก็ค่อนข้างให้ สเปซการทำงานกับผู้กำกับเยอะมากๆ เรื่องนี้ (ฉลาดเกมส์โกง) ก็เหมือนกัน
คือภาพจำของของผู้กำกับ GTH มันค่อนข้างชัดว่าจะต้องเป็นเด็กนิเทศ จุฬาฯ
แต่พี่ไม่ใช่จ้ะ(หัวเราะ) ของพี่เนี่ย มันคือเริ่มตั้งแต่ตอนยู่นิวยอร์ก ก็ทำหนังสั้นมาเรื่อยๆ แล้วพอหนังมีโอกาสมาฉายที่เมืองไทย อะ เอาตรงๆเลย คือแฟนเก่าพี่เป็นเด็กนิเทศ จุฬาฯ แล้วเค้าเป็นคนจัดการเอาหนังสั้นที่พี่ทำกับเพื่อนๆมาฉายที่นี่ แล้วพอดีน้องหมู ชยนพ (ผู้กำกับเมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ) ได้ไปดูแล้วชอบ ก็เลยเอาให้พี่เก้งดู สุดท้าย หนังสั้นเรื่องนั้น ก็ได้มาพัฒนาต่อยอดเป็น Countdown ก็เป็นความโชคดี คือต้องขอบคุณหมูจริงๆ เพราะถ้าเค้าไม่ได้ดูหนังเรื่องนั้น หรือว่าถ้าเค้าดูแล้วเค้าไม่ได้สนใจ ไม่ได้เอาไปบอกต่อพี่เก้ง พี่วรรณ (ผู้ใหญ่ของทาง GTH) พี่ก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ พูดแล้วก็น้ำตาจะไหล(หัวเราะ) จริงๆสัญญากับหมูหลายรอบแล้วจะเลี้ยงข้าว ผ่านมาสี่ปี หมูเปลี่ยนแฟนมาสามคนละยังไม่ได้ไปเลย
แล้วพี่บาสเปลี่ยนมากี่คนแล้วคะ
(หัวเราะ) เดี๋ยวก่อน ใจเย็น
ที่บอกว่าไปอยู่นิวยอร์ก คือไปเรียนทำหนังหรือเปล่าคะ
ชีวิตนี้พี่ไม่เคยเรียนทำหนังเลย ไม่มีตังค์ คือเรียนหนังที่โน่นราคามันโหดมากๆ สองล้านนี่เฉพาะค่าเรียนนะ ซึ่งถ้าคุณเรียนแบบฟูลไทม์ คุณจะไม่มีเวลาไปทำงานร้านอาหาร เพื่อมาซัพพอร์ตค่ากินอยู่ สองล้านค่าเรียน แล้วไหนจะค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าอุปกรณ์ มันบวกๆๆๆไปเรื่อยๆ สุดท้ายพอเราคำนวณแล้ว ก็ยอมรับความจริงว่ะ เลยมาลองดูสาขากราฟฟิค ดีไซน์ ซึ่งเป็น Second best (ความชอบที่สุดอันดับสอง) ของเรา แล้วก็ทำหนังไปด้วย

เล่าเรื่องการทำหนังที่โน่นหน่อยได้ไหมคะ ทำส่งประกวดหรือเปล่า
แรกๆนี่ทำโดยที่ไม่รู้เลยนะว่าจะไปส่งประกวดที่ไหน ทำแค่รู้สึกว่า พอใช้ชีวิตอยู่ไปสักสองสามปี เจอเหตุการณ์โน่นนี่ ทะเลาะกับเพื่อน เลิกกับแฟน อาม่าตาย ตกงาน ไม่มีตังค์กินข้าว ทั้งหมดนี้มันประดังประเดเข้ามาในสามปีแรก พอผ่านเหตุการณ์พวกนี้มาได้ เราก็ได้อยู่ในจุดที่นิ่ง ที่เข้าใจธรรมชาติความเปลี่ยนแปลงของชีวิต พอเริ่มตกตะกอนบางอย่างได้ เราก็เริ่มรู้สึกว่า อยากทำในสิ่งที่เรามาที่นี่เพื่อทำมัน ต่อให้ไม่ได้เรียนก็ตาม ก็เลยเริ่มทำหนังเอง ตัดเอง ให้เพื่อนดู ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนก็ถ่ายคลิปมา ตัดเป็นเอ็มวี แล้วก็ค่อยๆพัฒนามาเรื่อยๆ ส่วน Countdown เวอร์ชั่นหนังสั้น นี่คือเกิดจากพอเราเริ่มรู้จักคนเยอะขึ้น แล้วก็มีเพื่อนๆคนไทยที่เป็นศิลปินในแขนงต่างๆ ก็เลยอยากรวมตัวกันจัดงานแสดง ที่มีไทย อาร์ตติส ที่อยู่ที่โน่นหลายๆสาขา มาแสดงงานร่วมกัน ส่วนพี่ก็ทำ Countdown กับเพื่อน
ถ้าวันนั้นไม่ได้โดนเรียกกลับมาทำ Countdown คิดว่าตอนนี้จะอยู่ที่ไหนบนโลก และทำอะไรอยู่คะ
อยู่เมืองไทยนี่แหละ แต่ไม่ชัวร์ว่าทำอะไรอยู่ คือตอนที่ได้ทำ Countdown เนี่ย พี่อยู่นิวยอร์กมาสี่ปีครึ่งแล้ว แล้วก็มีแพลนจะกลับไทยอยู่แล้ว คือตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกว่า ถ้าอยู่ไปเรื่อยๆ มันจะเลยจุดของวัย แล้ว Passion ก็จะหมดไป แทนที่ด้วยภาระที่มากขึ้นแทน เราเลยกลัวว่า เราจะไปสู่จุดนั้น แต่ก็โชคดีที่ GTH โทรมาตามพอดี เพราะก่อนหน้านั้นก็ยังไม่มีแพลนชัดเจน มีแค่คิดว่า กลับไปคงเหนื่อยหน่อยในการหว่านแหสมัครงาน
พอหนังเรื่องแรกผ่านไป ชีวิตดีขึ้นเลยไหมคะ
ไม่เลย ถ้าพูดกันตรงๆ Countdown มันไม่ได้ประสบความสำเร็จนะ
แต่ได้รางวัลสุพรรณหงส์นะ (สาขาบทภาพยนตร์/นักแสดงนำชาย/ลำดับภาพยอดเยี่ยม)
รางวัลมันไม่ได้เป็นตัวฟันธงทุกอย่างนะ สำหรับพี่ พี่ถือว่ารางวัลมันคือโบนัส แล้วพอตอนนั้นหนังมันไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบที่คาดไว้ พี่ก็เป๋เลยเหมือนกันนะ ก่อนหน้านี้เคยนึกว่าการทำหนังเรื่องนี้ มันจะเปลี่ยนชีวิตเรา มันจะทำให้เรามีความมั่นคงในอาชีพการงานมากขึ้น แต่ผลปรากฏว่า มันไม่ใช่เลย มันง่อนแง่นกว่าเดิมเลย โดยเฉพาะด้านความรู้สึก พี่จำได้เลยว่า หลังหนังเข้าฉาย แล้วเราได้รู้แล้วว่า หนังมันจะไม่สำเร็จในหลายๆแง่มุม ช่วงนั้นคือช่วงปีใหม่ที่ทุกคนกำลังร่าเริงพอดี พี่ก็ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน กับครอบครัว ตอนแรกไปก็เฮฮา แต่ขากลับ ขับกลับคนเดียว เชื่อมั้ยว่า ร้องไห้ตั้งแต่เพชรบุรีจนถึงกรุงเทพฯ เพราะเรารู้สึกว่า แล้วเราจะยังไงต่อ ซีนแบบว่า ถนนโล่งๆตรงๆ ตอนเย็นๆ ความคิดที่ว่า กูจะขับรถไปไหนวะ ชีวิตกูจะไปไหนวะ นั่นแหละ ร้องไห้แบบพังเลย แล้วก็ใช้เวลาเกือบเดือน กว่าจะกอบกู้ความรู้สึก แล้วหางานทำต่อไปได้
ตอนนั้นรู้รายได้แล้ว?
ใช่ รู้ตัวแดงแล้ว ยอดมัน 26 ล้าน ขาดทุนเกือบสิบล้าน คิดดูความรู้สึกคนทำงานออฟฟิศ ทำงานขาดทุนสิบล้านนี่ แม่งเครียดนะเว้ย คือมันมีความรู้สึกผิดและอีกหลายๆอย่างปนเปกันไปหมด แต่… พอมองย้อนกลับไป มันคือเรื่องที่ดีนะ มันคือทุกขลาภเลย ถ้าเราไม่มีจุดนั้น พี่ว่าพี่จะไม่ได้ผ่านจุดระลึกตน รู้สึกตัว คือตอนนี้พี่อยู่ในจุดที่รู้สึกว่า ผ่านมาหมดแล้ว หมายถึงว่า ทำงานที่คนโอเคก็มี งานที่คนด่า ก็มี แล้วสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด มันไม่มีอยู่จริง คนจะด่า จะชม มันไม่มีอยู่จริงว่ะ มันเป็นเรื่องมายา ผ่านมาแล้วผ่านไป สิ่งที่มีอยู่จริงคือตัวงานที่เราทำ ความทุ่มเท แรงกายแรงใจของเรา และคนที่อยู่ข้างๆ ครอบครัว พี่น้อง.. นี่แหละคือสิ่งที่มีอยู่จริง คนอื่น แคร์ได้ประมาณนึง แต่อย่าให้มันมีผลกระทบจนเราทำอะไรต่อไม่ได้
ซึ่งก็รวมถึงคำชมด้วยหรอคะ
คำชมน่ากลัวกว่าคำด่านะ ถ้าเรารู้ไม่เท่าทันมัน คำชมเหมือนแบบขนมหวานที่แบบ รู้ตัวอีกที ฟันผุหมดปากอะ
ย้อนนิดนึง ในตอนที่เราผิดหวังร้องไห้ ขับรถแบบไม่รู้ไปทางไหน โมเม้นท์นั้น มันทำให้เราคิดยังไงกับชีวิต
นี่พี่ไม่เคยบอกใครเลยนะ (หัวเราะ) คือตอนนั้นพี่รู้สึกว่า เราต้องหางานทำ แล้วเหนือสิ่งอื่นใด ก็บอกตัวเองว่าต้องเก่งกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากกว่านี้ ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้มากกว่านี้ ช่วงแรกๆ ใครจ้างทำอะไร จะกระจิ๊บกระจ้อย ทำหมดเลย ใช้มันเป็นบทเรียนในการพัฒนาตัวเอง
ฉลาดเกมส์โกง นี่คือการทำหนังใหญ่ครั้งที่สองที่ค่ายเดิมให้โอกาสเราอีกรอบ หลังจากที่เรื่องแรกไม่ได้ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ รู้สึกยังไง
รู้สึกดีที่แบบ เราไม่ได้มีคอนเนกชั่นสายตรงขนาดนั้น แต่มาอยู่ตรงนี้ได้ แล้วก็รู้สึกขอบคุณมากๆที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสเราทั้งๆที่หนังเรื่องแรกมีผลลัพธ์แบบนั้น ผู้ใหญ่ให้โอกาสเรา เราก็ต้องให้โอกาสตัวเองในการทำต่อไป ตอนแรกนี่พี่เก้งโยนบิ๊กไอเดียมาให้แค่ “เด็กกลุ่มนึงที่โกงข้อสอบระดับชาติด้วยการใช้ไทม์โซน” ประโยคเดียวเลยจากพี่เก้ง แล้วเราก็ได้มองเห็นช่องทางที่จะทำให้มันเป็นมากกว่าหนังวัยรุ่น พี่เคยคิดว่าไม่อยากทำหนังวัยรุ่นแล้วนะ เพราะรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว ไม่ค่อยคอนเน็กเท่าไร (หัวเราะ)

หนังเล่าเรื่องการโกงข้อสอบแบบนี้ แล้วมันจะคอนเน็กกับคนวัยอื่นที่ไม่ใช่วัยเรียนยังไง
การสอบเป็นแค่กิมมิกนึง แต่หลักใหญ่ใจความของมันคือ ลอกข้อสอบคือการโกง โกงคือการทริกกี้ เพราะงั้นพี่คิดว่า คำว่าโกง มันน่าจะคอนเน็กได้กับทุกคน เราเกิดและเติมโตมาขนาดนี้ เราต้องเคยผ่านช่วงเวลาในโรงเรียน ผ่านคำว่าลอกข้อสอบ จะเป็น คนทำ หรือคนดู ก้แล้วแต่ และพอตีความว่า โกง มันกว้างมากนะ มันกินพื้นที่ของชีวิตเยอะกว่าการอยู่ในห้องสอบอย่างเดียว ก็เลยตีความแบบนั้นฮะ
โกงด้วยไทม์โซน ฟังดูน่าตื่นเต้น แต่พี่ไม่คิดว่าข้อสอบมันจะมีหลายชุดหรอคะ
มันมาจากเหตุการณ์จริงนะ และเป็นเด็กไทยด้วยที่ทำ แล้วพอหาข้อมูลมาเรื่อยๆก็พบว่า ไม่ใช่แค่เด็กไทย แต่มีเด็กประเทศอื่นๆในเอเชียที่ทำแบบในหนัง บินไปนิวซีแลนด์ แล้วส่งข้อสอบกลับมา หรือในอเมริกาเอง ที่แบบบินข้ามรัฐ แล้วใช้ความต่างของเวลาแต่ละรัฐมาโกง คือตอนนี้มันไม่มีข้อมูลที่ฟันธงชัดเจนหรอกนะว่า ข้อสอบจะมีกี่ชุดหรือยังไง ทาง College Board ก็กั๊กข้อมูลมากๆเพราะไม่อยากให้คนเดาทางข้อสอบได้ แต่มันเคยมีคนทำสำเร็จมาแล้วจริงๆ
ถ้าหนังเรื่องนี้ออกฉายแล้วทำให้มาตรฐานการสอบสูงขึ้น พี่จะว่ายังไง
พี่ก็ต้องขอโทษน้องๆด้วย (หัวเราะ) แต่จริงๆแล้วนี่ก็เป็นประเด็นนึงในการทำหนังเรื่องนี้เหมือนกันนะ เช่นถ้าอาจารย์มาดูแล้วรู้เท่าทันนักเรียนมากขึ้นก็ดีไป แต่สิ่งที่หวังมากกว่านั้นคือ เด็กๆที่มาดูแล้วได้คำตอบว่า การโกง มันไม่ใช่เรื่องดีอยู่แล้ว น้องๆควรจะทำหรือเปล่า
แล้วถ้าเค้าได้ไอเดียไปโกงล่ะ
ก็ยินดีด้วย (หัวเราะ) ไม่หรอก พี่ว่านี่มันก็เป็นหน้าที่ของศิลปะในหนัง แต่เราในฐานะคนทำต้องชัดเจนกับตัวเอง ว่าไม่ได้ส่อไปทางนั้นแน่นอน เรามีวอยซ์ที่ชัดเจนในการทำหนังเรื่องนี้ ว่าเรากำลังจะบอกอะไร ที่เหลือถ้าคนดูจะต่อยอด ไปในทางบวกหรือลบ อันนี้ก็แล้วแต่คนฮะ
คำถามสุดท้าย ถ้ามีคนเดินเข้ามาบอกว่า เป็นผู้กำกับต้องเท่ขนาดนี้เลยไหมคะ จะบอกเค้าว่าไง
ก็ถ้ามันช่วยในการขายหนังได้ ผมก็โอเคฮะ



