แต่การลุกฮือของประชาชนไม่ได้จะสำเร็จทุกครั้งไป ชาวบ้านบางระจันโดนพม่าตีป้อมแตกฉันใด ชาวเมืองมาดริดก็โดนฆ่าตายเรียบฉันนั้น เพราะในวันต่อมา นายพลมูแรทสั่งการว่า ใครก็ตามที่ถือปืนหรือถืออาวุธใดๆ ก็ตาม จะต้องถูกประหารชีวิตทันใดนั้น นายพลมูแรทคิดว่าการใช้กำลังจะสามารถหยุดความวุ่นวายนี้ได้ แต่เขาคิดผิดมหันต์ เพราะหลังจากที่ประชาชนทั่วสเปนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่มาดริด ก็เกิดการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านทั่วสเปน ในช่วงเวลาเพียงแค่สองวัน มีทหารฝรั่งเศสตายไป 150 นาย และชาวสเปนกว่า 500 คน ในวันที่ 3 พฤษภาคม 1808 สเปนก็กลายสภาพเป็นนรกบนดินในชั่วข้ามคืน
กลับมาที่โกยา ลุงทำงานเป็น Courte Painter หรือศิลปินในวังในตอนที่เหตุการณ์เดือนพฤษภาเกิดขึ้น และถึงแม้โกยาจะเจ็บปวดกับเหตุการณ์นี้แค่ไหน เขาก็สลัดหน้าที่การงานของตัวเองไม่ได้ (แหงล่ะ คนมันต้องกินต้องใช้ อุดมการณ์กินไม่ได้แหละนะ) โกยายังคงวาดรูปให้ข้าราชบริภารในวัง รวมทั้งทหารฝรั่งเศสที่เข่นฆ่าชาวสเปน จนกระทั่งสเปนได้รับอิสรภาพคืนจากฝรั่งเศสในปี 1814 เจ้าชายเฟอร์ดินานด์กลับมาครองราชย์ในฐานะกษัตริย์สเปน โกย่าก็ออกจากวังมาอยู่ในบ้านนอกกรุงมาดริด
โกยาได้รับการว่าจ้างคนจากในวังให้วาดรูปเพื่อเอาไปฉลองการกลับมาของพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่เจ็ด โกยาเลยวาดภาพ The Second of May 1808 แต่แทนที่ลุงจะวาดภาพเกี่ยวกับราชวงศ์ โกยาเลือกที่จะวาดชาวเมืองที่ลุกขึ้นสู้ในฐานะฮีโร่ไร้นาม ทั้งรูปคือเหตุการณ์ที่ชุลมุนอลหม่านไปหมด คนนั้นแทงคนนี้ คนนี้ลากคนนั้น แน่นอนว่ารูปนั้นไม่พอพระทัยพระเจ้าเฟอร์ดินานด์มาก แล้วก็เลยไม่ได้รับการจัดแสดงเลยจนกระทั่งหลายปี แล้วก็หลายรัฐบาลต่อๆ มา
สองเดือนต่อมา โกยาวาดภาพ Third of May 1808 เป็นภาคต่อของภาพ The Second of May 1808 เล่าถึงเหตุการณ์ต่อจากคืนที่เกิดการประท้วง ในเช้ามืดของวันที่ 3 พฤษภาคม ประชาชนชาวสเปนกลุ่มหนึ่งกำลังโดนทหารชาวฝรั่งเศสประหารชีวิต ประชาชนที่ถูกตีจนแตกพ่าย กระจัดกระจายด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ระหว่างที่ทหารฝรั่งเศสเรียงแถวประหารชีวิตชาวบ้านตรงนั้น

แสงจากตะเกียงแบ่งภาพเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งซ้ายที่แสงจับจ้อง สว่างสุดในภาพ ส่วนฝั่งขวามืดกว่า เราเห็นทหารหันหลังเรียงแถวกันเป็นเหมือนกำแพง ถ้าหรี่ตาดู สิ่งแรกที่เราเห็นคือชายเสื้อขาวที่ชูมือ แสงที่จับจ้องมาที่ชายที่คุกเข่า กำลังจะโดนยิง หน้าตาที่คล้ำของเขาบอกว่า ชายคนนี้เป็นเพียงแค่คนงานธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แสงไฟเน้นให้เสื้อสีขาวและกางเกงสีอ่อนของเขาเด่นขึ้นมา รูปร่างของเขาเหมือนไม้กางเขน และถ้านึกถึงไม้กางเขน ก็จะนึกถึงใครอื่นไม่ได้ นอกจากพระเยซู
ถูกต้องค่ะ โกย่าต้องการจะสื่อว่าชายคนนี้เป็นเหมือนตัวแทนของการเสียสละ แบบเดียวกับที่ศิลปินในยุคก่อนๆ วาดภาพพระเยซูถูกตรึงกางเขน เพียงแค่ว่า ในรูปนี้ พระเยซู คือคนธรรมดา ถ้าสังเกตดีๆ ที่มือของผู้ชายคนนั้นมีรอยเหมือนเป็นรูอยู่ เหมือนกับที่พระเยซูถูกตอกมือเพื่อตรึงกางเขน เป็นเครื่องยืนยันว่า ชายคนนี้เป็นสัญลักษณ์ของพระเยซูจริงๆ
ถ้าหรี่ตาต่อ ตาเราจะไล่จากใบหน้าชายเสื้อขาว วนไปทางซ้ายที่เพื่อนของเขา วนมาทางด้านล่างที่ชายหัวล้าน ลงมาที่ศพที่นอนตายอยู่บนพื้น แล้วแสงจากตะเกียงจะดันให้เราหันไปมองทหารที่เรียงแถวกัน จากนั้นกระบอกปืนที่จับแสงไฮไลท์จะยิงกลับมาที่ใบหน้าของชายเสื้อขาว ที่มองกลับมาที่กระบอกปืน เกิดเป็นการเคลื่อนไหวที่กลับไปกลับมา ทางฝั่งซ้ายที่สว่าง เราจะเห็นใบหน้า และสีหน้าของผู้คนชัดเจนมาก เรารีเลทกับเขาได้ว่าเขาอยากจะบอกอะไร เขาจะตะโกนว่าอะไร ถ้าเราอยู่ตรงนั้น เราจะรู้สึกยังไง แต่อีกฝั่งนึงที่มืด ทหารยืนเรียงหน้ากระดานหันหลังให้คนดู ทำให้เรามองไม่เห็นหน้าของเขา โกยาตัดเอาความรู้สึกของทหารเหล่านี้ออกไป และทำให้เป็นแค่เครื่องจักรที่ถูกรับคำสั่งมาจากเบื้องบน เป็นเหมือนกำแพงมืดๆที่ล้อมประชาชนเหล่านี้อยู่
แสงไฟจากตะเกียงของทหารฝรั่งเศส ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นแหล่งแสงในภาพ แต่มันสื่อด้วยว่า นายพลมูแรทต้องการจะจัดการความวุ่นวายนี้ให้เสร็จเร็วที่สุด ซึ่งตะเกียงดวงนั้นเป็นเหมือนสิ่งที่บอกว่า พวกมึงรีบๆ จัดการงานนี้ให้เสร็จภายในคืนนี้ซะ
ในยุคที่ศิลปะฝั่งนึงของยุโรปเชิดชูทหารเป็นผู้กล้า โกยาที่เป็นศิลปินจากประเทศที่ถูกรุกราน กลับเชิดชูเหยื่อเป็นผู้กล้า โกยาวาดรูปทั้งสองรูปนี้เหมือนเป็นการกล่าวคำขอโทษต่อประชาชนชาวสเปนที่เขายังรับใช้ชาวฝรั่งเศสที่รุกรานและเข่นฆ่าชาวสเปน สองรูปเป็นเหมือนการอีโวขั้นก้าวกระโดดของสไตล์ของโกยา (สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นโปเกม่อน อีโวแปลว่าแปลงร่าง แบบเลื่อนขั้น กลายเป็นอีกอย่าง อัพเวล) เพราะตาโกยานี่มีความสามารถมากเลยนะ แต่พอรูป Third of May ออกมานี่โดนด่ายับเลยค่ะ เพราะเป็นรูปแรกๆ ที่เชิดชูเหยื่อ โกย่าโดนด่าด้วยว่าหันหลังให้ศาสนาเพราะวาดคนธรรมดาเป็นพระเยซู เพราะเมื่อก่อน คนทั่วไปไม่ค่อยได้เห็นงานศิลปะกันหรอก เขาก็ทำมาหาแดกกันทั้งนั้น วันหยุดไม่มีใครไปดูรูปศิลปะกันหรอก คนที่เสพย์งานศิลปะก็จะมีแต่คนชนชั้นสูงๆ ทั้งนั้น
ถ้าเทียบ Second of May กับ Third of May เราจะเห็นมู้ดที่ต่างกันลิบลับเลย ในขณะที่ Second of May มีฝีแปรงที่ชัดเจน กล้ามเป็นกล้าม เสื้อยับเป็นรอยริ้วๆ รูปนี้มีสีที่ให้อารมณ์เหมือนรูเบนส์หรือภาพวาดคลาสสิคภาพอื่นๆ เอาไปวางไว้ในมิวเซียมก็คงกลืนๆ ไปกับรูปคนอื่นๆ แต่หลังจากรูปนี้ โกย่าก็เริ่มเข้าด้านมืดไปเลย เพราะ Third of May มีฝีแปรงที่ปล่อยกว่า เสื้องี้ ใบหน้างี้ ที่เหมือนปาดปื้นๆ เร็วๆ ถามว่าเพราะโกยารีบหรอ? อยากให้รูปเสร็จเร็วหรอ? หรือโกย่าชุ่ย? ปล๊าว ไม่ใช่เว้ย เคยถ่ายรูปแล้วขยับตัวมั้ย แล้วเราจะเห็นภาพเป็นหวืบๆ ไม่ชัดใช่มั้ย? เออ นั่นแหละ มันให้เอฟเฟคเดียวกัน
หมายความว่า ถ้ารูป Second of May คือรูปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันคือรูปที่ถึงแม้ว่าทุกอย่างในรูปจะดูเหมือนเคลื่อนไหวอยู่ มันช่างเกิดขึ้นยาวนาน กว่าจะฟัน กว่าจะแทง โอย แต่รูป Third of May เล่าการกระทำที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น การฆ่าที่เฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มันคือแอคชั่น เสื้อที่เบลอๆ เหมือนกับว่าชายคนนั้นเพิ่งยกมือ คิ้วที่ปาดอย่างรวดเร็ว บอกว่าเขาเพิ่งเบิกตาออกมา มันเกิดขึ้นแปปเดียว รวดเร็ว พอๆ กับกระสุนปืนที่ยิงเข้าร่างชาวสเปนคนนั้น
แต่ถึงโกยาจะเชิดชูเหยื่อและทำให้เขาเด่น ชายคนนั้นไม่ได้ออกมาสวยงาม เขาหมดสภาพ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความกลัว เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่กำลังจะโดนยิง เสื้อผ้าเขาหลุดลุ่ย โกยาต้องการจะทำให้เห็นว่า นี่คือใบหน้าของฮีโร่ที่แท้จริง
ฮีโร่ตัวจริง ไม่ใช่ชายอกสามศอกในชุดเครื่องแบบประดับประดาไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่ชายที่มีผ้าคลุมพลิ้วไสวสวยงาม เขาไม่ได้ถูกเชิดชูโดยชาวเมือง แต่ฮีโร่ คือชายชาวบ้านธรรมดา และสุดท้าย ไม่ว่าการเสียสละของเขาจะยิ่งใหญ่แค่ไหน เขาก็ถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็น ไม่มีใครจดจำชื่อเขา ไม่มีแม้แต่งานศพ กลายเป็นเพียงกองศพที่โดนจัดการในเช้าวันต่อมาของวันที่ 3 พฤษภาคม 1808
ในสงคราม ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นฮีโร่ มีแต่ผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ ทุกคนในล้วนเป็นเหยื่อของสงครามและโครงสร้างสังคมทั้งนั้น






