OPINION

แพะ : เรื่องของ scapegoat

สุรพร เกิดสว่าง
18 ก.พ. 2562
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มากกว่าสองพันปี ในดินแดนตะวันออกกลาง หากเมื่อใดชุมชนชาวยิวให้เบื้องบนโกรธ วิธีที่สามารถแก้ไขได้คือ หาแพะมาตัวหนึ่ง แล้วทำพิธีโยนบาปทั้งหลาย ลงบนแพะตัวนั้น จากนั้นไล่แพะเข้าป่าไป เป็นอันจบ ชุมชนนั้นไม่ต้องรับการลงโทษจากสวรรค์  
 
ในปัจจุบัน คนเราก็ยังนำแนวทางแก้ไขปัญหาทำนองนี้มาใช้อยู่ ทุกคนรู้จัก “แพะรับบาป” หรือที่คนไทยเรียกสั้นๆว่า “แพะ” กันดี
 
แพะจะปรากฏตัวในสถานการณ์ที่มีปัญหา และคุณสมบัติของคนที่เป็นแพะ ก็มักเป็นคนที่ ง่ายที่จะถูกตำหนิ หรือ ชวนให้ถูกตำหนิ ส่วนมีความผิดจริงหรือไม่นั่น เป็นอีกเรื่อง หรืออาจจะไม่สำคัญเลย
 
แพะอาจจะทำผิดจริงหรือเป็นสาเหตุก็ได้  แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้กระทำผิดหรือเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด การที่แพะกลายเป็นตัวแทนของผู้กระทำผิดทั้งหลาย รวมทั้งสาเหตุที่ไม่ใช่ตัวตนบุคคล ทำให้เรื่องราวของแพะเป็นที่น่าสนใจยิ่ง เพราะสามารถบอกได้ถึงค่านิยมและวัฒนธรรมขององค์กรนั้นได้เป็นอย่างดี
 
ในหลายวัฒนธรรมองค์กรไปจนถึงสังคม ปรากฏว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา สิ่งแรกที่คนจะมองหาไม่ใช่วิธีแก้ไข แต่เป็นแพะรับบาป เมื่อเกิดความเสียหายจาก แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝุ่นมลพิษ หรือ ตกเที่ยวบิน รถเสีย ไปสาย ส่งงานไม่ทัน สำหรับบางคน ในใจแวบแรกคือ ต้องตำหนิใครสักคนเป็นสิ่งแรก เรื่องแก้ปัญหาเอาไว้ทีหลัง
 
เราจึงเห็นว่า ในบางสังคม วิกฤติการณ์ทำให้คนหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันและกัน เกิดความสามัคคีกันขึ้นทันใด แต่ในบางสังคม กลับทำให้เกิดการทะเลาะกัน โทษกันไปมาไม่จบสิ้น พร้อมกับปัญหาที่ยังคาราคาซังไปเรื่อยๆ
 
ทำไม การหาแพะ ถึงมีความสำคัญเร่งด่วนกว่า การหาวิธีแก้ปัญหา ไปได้?
 
ในทางจิตวิทยาสังคมอาจบอกว่า mindset ของสมาชิกในสังคมนั้นไม่คิดว่าตนมีความสามารถ หรือมี empowerment ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จึงคิดว่าเป็นเรื่องของคนอื่นที่จะมีหน้าที่แก้ไขให้ทั้งหมด 
 
หรือ อาจเกิดขึ้นในสังคมที่มีการแข่งขันแก่งแย่งกันมาก ต่างคนต่างพยายามเอาตัวรอด ไม่อยากเปลืองตัว ไม่ต้องการช่วยเหลือกัน ระแวงกันและกัน และวิธีที่ง่ายที่สุดคือ โยนความผิดและความรับผิดชอบให้กับแพะไป  
 
ในการบริหารจัดการ การเกิดแพะยังอาจมาจากทัศนะที่ว่า หากไม่สามารถหา “สาเหตุ” ของปัญหาได้ ปัญหานั้นก็จะถือว่าไม่จบ หรือ “เคสนี้ ยังปิดไม่ได้” และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเคสนี้ ก็จะกลายเป็นแพะอีกตัวไปแทน
 
ดังนั้น เพื่อที่จะทำให้จบๆไป จึงต้องสร้างแพะขึ้นมาให้ได้ในเวลาอันสั้น ให้ทันก่อนที่ใครๆจะมองว่า ปัญหาไม่ได้ถูกดูแลแก้ไขเสียที
 
เรื่องของแพะ จึงเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วย  คนที่มีบารมีดี มักไม่มีใครกล้าให้บทแพะอย่างเป็นทางการ (อย่างมากก็อาจมีซุบซิบข้างหลัง) บทบาทของแพะอย่างเป็นทางการจึงมักตกกับคนที่อยู่ในสถานภาพไม่มั่นคงทางการเมืองขององค์กรนั้น งานศึกษาจิตวิทยาพฤติกรรมหลายชิ้นชี้อีกด้วยว่า คนที่เป็นแพะ มักเป็นคนที่คนอื่นเชื่อว่าไม่มีพิษสงพอที่จะโต้ตอบได้
 
การสร้างแพะเพื่อเป็นเป้าให้ใครๆมาโจมตี จึงเป็นวิธีการเมืองที่มักได้ผลเสมอมา ด้วยเหตุว่าทำให้คนมีความฮึกเหิม มีจุดมุ่งมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากใครต้องการถูกนับว่ายังเป็นสมาชิกกลุ่มอยู่ ก็ต้องร่วมกันตำหนิแพะไปด้วย ไม่อย่างนั้นถือว่า “ไม่เข้าพวก”
 


บทความใน Harvard Business Review “Why You Need an Imaginary Scapegat” ชี้ว่า การเกิดแพะมักพ่วงกับ conspiracy thoery ที่บอกว่า คนนั้นคนนี้กำลังคิดร้ายกับกลุ่มของเราอยู่ ซึ่งผลก็คือ ทำให้กลุ่มเกิดความสามัคคีขึ้นมาทันที และจูงใจทำให้เกิดพลังในการต่อสู้เพื่อไปสู่จุดหมายได้ การสร้างแพะจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมพลังกลุ่ม
 
วิธีนี้เป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองทุกประเทศไหนนำมาใช้ ยิ่งในสถานการณ์ที่ตนเองเสียเปรียบ ยิ่งต้องสร้างแพะขึ้นมาช่วยหันเหความสนใจด้วยการให้บทบาทเป็นศัตรูตัวร้าย บทบาทแพะจึงมักตกกับ ชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีอำนาจ แต่ในบางครั้ง ก็ตกกับคนที่มีอำนาจก็ได้ ถ้าหากมีจุดอ่อนให้โจมตี 
 
ในขณะที่ “แพะรับบาป” หมายถึงตัวปัญหาหลอกๆ แต่ “การเกิดของแพะรับบาป” คือปัญหาจริง
 
เพราะการเกิดแพะ หมายความว่า ปัญหาแท้จริงอันซับซ้อนกว่าที่คิด หรือซับซ้อนกว่าที่จะอยากมอง ยังไม่ได้รับการแก้ไข ที่แย่กว่านั้นคือ ถูกมองว่า ปัญหานั้นกำลังได้รับแก้ไขอยู่ หรือ แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะหาตัวจำเลยได้แล้ว
 
และนั่นจะทำให้ไม่มีอะไรดีขึ้นในระยะยาวกับสังคมหรือองค์กรนั้น  บรรยากาศและกลไกทุกอย่างจะเข้าสู่ความเสื่อมถอยในที่สุด พร้อมกับการกำเนิดของแพะอีกหลายต่อหลายตัวต่อๆมา กลายเป็นฟาร์มแพะไป 
 
ในเมื่อการสร้างแพะรับบาปเป็นเรื่องไม่ดี เป็นไปได้ไหมว่า สังคมมนุษย์จะขจัดนิสัยเช่นนี้ออกได้?
 
คำตอบจากนักจิตวิทยาพฤติกรรมคือ ไม่ง่าย และไม่น่าจะได้
 
เพราะ ในทางจิตวิทยาให้คำตอบว่า มนุษย์นั้นชอบที่จะมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็น รูปแบบ หรือ pattern ไม่ว่าจะเป็นภาพอย่างเมฆบนท้องฟ้า ไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน และในประวัติศาสตร์ ที่แม้เหตุการณ์หลายอย่างจะเกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผนหรือ random และไร้รูปแบบ มนุษย์ก็พยายามอยู่เสมอที่จะมองให้ออกเป็นรูปร่างขึ้นมาจนได้
 
เรามองเมฆ เป็นรูปต่างๆ มองการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นว่ามี pattern ด้วยวิธี technical analysis เรามองเหตุการณ์รอบตัวเป็น story ที่มีโครงเรื่องต่างๆ พยายามเชื่อมโยงเรื่องที่ไม่ต่อกัน ให้ต่อกัน เพื่อจะได้มองออกเป็น pattern ที่เข้าใจได้ง่าย และนำมาอธิบายได้  
 
ไม่เพียงแต่เท่านั้น pattern เหล่านี้ยังถูก simplified ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่นเดียวกับที่เราไม่มองเมฆก้อนเดียวเป็นสัตว์หลายตัวซ้อนกัน หากมองออกมาเป็นภาพสัตว์ตัวเดียว ไม่มองเหตุการณ์ซ้อนเหตุการณ์ที่ซับซ้อนเชื่อมโยงกันมากมายในแบบ network ของ event แต่มองออกมาเป็น story เดียว
 
และคำสองคำนี้เอง: “pattern” กับ “simplify” ที่ทำให้เกิด แพะ ขึ้นมา
 
แพะ เป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้ story ที่เราสร้าง มองดู make sense ขึ้นมา หากปราศจากแพะ ตรรกะของ story อาจจะพังทลายและใช้อธิบายอะไรไม่ได้   แพะจึงเป็นจุดศูนย์กลางของ story
 
และนั่นทำให้ การหาแพะรับบาป เป็นสิ่งที่แทบขาดไม่ได้ พบเห็นได้อยู่เสมอ
 
ทั้งที่ในปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ความจริงมีอยู่ว่า สาเหตุมักไม่ได้มีแค่ประเด็นเดียว หากมีหลายสาเหตุที่มาประจวบเหมาะกันในเวลาที่เหมาะเจาะ จนเกิดเป็นสถานการณ์ขึ้นมา มักเรียกว่าสภาพประจวบเหมาะนี้ว่า “perfect storm”
 
แต่นั่นหมายถึงว่า การมองปัญหาต้องใช้ความพยายามและเวลา ซึ่งในหลายๆคนไม่มีให้
 
จึงทำให้คนจำนวนมาก จับยัดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นลงใน template ที่มีอยู่แล้วในใจ ออกมาเป็น pattern ที่ดูสมเหตุผล และมองให้ง่าย หรือ simplify ต่อ โดยให้มีฝ่ายถูกกับฝ่ายผิด มีคนดีและผู้ร้าย มีขาวและดำชัดเจน
 
ลูกค้าหลุดมือ คนที่ถูก blame รายแรกคือ sales ทั้งที่สาเหตุจริงอาจมาจาก ภายในองค์กรของลูกค้าเอง สินค้าของเราที่สู้ไม่ได้ สภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป สารพัดเหตุผล ต่อให้เปลี่ยนพนักงานการตลาด ก็ไม่ได้แก้ปัญหา
 
แต่นั่นเป็นวิธีปฏิบัติที่ใช้กันแพร่หลาย เพราะในแง่ pattern มองง่ายว่า เหตุการณ์ทั้งหมดมาจากการไม่ดูแลลูกค้าให้แนบแน่นพอ และ simplify ว่า สาเหตุก็มาจากคนหนึ่งคน แก้ที่คน ก็จบ เร็วทันใจ ไม่ต้องสะสางสาเหตุให้เสี่ยงต่อการกระทบฝ่ายต่างๆ
 
หรือในทางตรงข้าม เคสของการระเบิดครั้งใหญ่ของแท่นขุดเจาะน้ำมัน British Petroleum ในอ่าว Mexico ที่สร้างความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ และกลายเป็นภาพยนตร์ “Deepwater Horizon” ไม่ได้มีผู้บริหารบนแท่นเจาะต้องรับโทษหนักขนาดติดคุก เพราะศาลพิจารณาว่า เป็นเรื่องของ perfect storm ที่รวมเอา culture ในการบริหารความเสี่ยงที่แย่ๆของบริษัท BP เข้าไปด้วย ไม่ใช่มาจากความผิดตัวบุคคลเสียทีเดียว
 
คนที่เป็น management consultant มักรู้ดีว่า ปัญหาส่วนใหญ่ในองค์การ ไม่ได้เกิดจากคนแต่อย่างเดียว พฤติกรรมคนเป็น by product ของหลายปัจจัย บางคนเล่นตามเกม ตาม culture ขององค์กรหรือกลุ่ม  เพียงแต่ใครจะพลาดถูกจับได้เท่านั้น
 
ถ้าจะหาคนที่ถูกตำหนิ หรือหาแพะให้ได้  ก็น่าจะเป็นคนที่ทำให้ culture กลุ่มไม่ดี และคนนั้นคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนที่มีอำนาจสูงสุดในองค์กร ที่มีสิทธิ์ชี้นิ้วได้มากที่สุด และคนนั้นก็คงเป็น CEO
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประโยคเดียว แต่สามารถตีความไปได้หลายความหมาย ตามแต่วิธีคิด วิธีการมองโลกของคนที่อ่าน
 
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู