OPINION

เสื่อม

สุรพร เกิดสว่าง
16 ก.ค. 2561
“คุณรู้หรือเปล่า ดร เซลดอน ว่าคุณกำลังพูดถึงอาณาจักรที่อยู่ยืนมาถึงหนึ่งหมื่นสองพันปี ผ่านมาแล้วหลายชั่วอายุคน ที่มีประชากรอยู่อย่างผาสุกและเป็นปึกแผ่นถึงหนึ่งพันล้านล้านคน....แล้วนี่. คุณยังทำนายอีกหรือว่า มันจะล่มสลาย?” 
 
ในนิยายสุดคลาสสิคชื่อดัง “Foundation Series” (1942) ของ Isaac Asimov เล่าถึงโลกอนาคตที่มีอาณาจักรมโหฬารปกครองครอบคลุมทั้งกาแล็กซี่ ท่ามกลางความรุ่งเรืองอย่างขีดสุด ไม่มีใครมองว่าอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นั้นกำลังเสื่อมถอย ยกเว้นนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ นาม Hari Seldon ที่สามารถใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงพิสูจน์ว่า อาณาจักรกำลังเข้าสู่ยุคเสื่อม และจะล่มสลายในที่สุด
 
Seldon พยายามหาวิธีที่จะกู้สถานการณ์ที่ไม่มีใครมองเห็นนี้ไว้ โดยพยายามย่นระยะยุคมืดที่จะเกิดขึ้นให้เหลือไม่เพียงกี่ร้อยปี   แต่ว่าผู้มีอำนาจมองไม่เห็นว่า อาณาจักรที่ก้าวหน้าขนาดนั้นจะผันแปรไปสู่ขาลงได้อย่างไร... 


 
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของความเสื่อมถอยนั้น อาจไม่ใช่ผลสุดท้ายของมัน หากอยู่ที่การซ่อนอาการไว้ ไม่สามารถรับรู้ได้โดยง่าย เสมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ทุกอย่างยังดำเนินไปเหมือนทุกวัน หรือ ดีกว่าทุกวันด้วยซ้ำไป
 
เพราะในเวลาที่ดูเหมือนอะไรก็ดีไปหมดนี่เอง ที่จุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยเริ่มทำงาน 
 
ในช่วงที่เศรษฐกิจดี เงินหาง่าย มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนกล้าที่จะเสี่ยงในเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยง หรือกล้าที่จะทุ่มหมดหน้าตักในเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสขาขึ้น โดยไม่กระจายความเสี่ยงไปยังเรื่องอื่น ถ้าเปรียบเป็นโต๊ะพนันรูเลทในคาสิโน ก็คือเอาชิปทั้งหมดเลื่อนมากองไว้บนตัวเลขตัวเดียว
 
อย่างเช่น ประเทศอาร์เจนตินา เคยเป็นดาวรุ่งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ถูกจัดอยู่ใน 10 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของโลกอย่าง อังกฤษ สหรัฐ และยังร่ำรวยกว่า ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี เสียอีก แต่ท่ามกลางความรุ่งเรืองนี่เอง อาร์เจนตินาหมกมุ่น focus อยู่กับสินค้าส่งออกเกษตรไม่กี่รายการ และกับคู่ค้าไม่กี่ราย ซึ่งในยามขาขึ้นย่อมทำเงินได้มากมายมหาศาล พร้อมกับเศรษฐกิจที่โตอย่างรวดเร็ว
 
แต่ท่ามกลางเงินที่ไหลมา อาร์เจนตินาไม่ได้ดูพื้นฐานให้แข็งแกร่ง คนจำนวนมากอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งตอนนั้นก็ไม่จำเป็นนักสำหรับแรงงานเกษตร อีกทั้งเงินกู้และเงินทุนที่ได้มาง่ายๆก็มาจากต่างชาติ จนคนในประเทศไม่จำเป็นต้องเก็บออม
 
เมื่อสงครามโลกเกิดขึ้น และเงินทุนต่างชาติหายไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น อาร์เจนตินาไม่ได้เตรียมตัวที่จะยืนได้ด้วยตนเอง หากพึ่งพาคนอื่นและโชคจากสินค้าเกษตรขาขึ้น 
 
ซึ่งถ้าถามว่า ในห้วงเวลานั้น การหันมาลงทุนการศึกษาในประเทศ กับการออมเงินเก็บไว้ เป็นตรรกะกับสิ่งเป็นอยู่ในวันนั้นหรือไม่ คำตอบก็อาจจะ “ไม่” เพราะนั่นเท่ากับว่าจะเสียโอกาสทองที่จะกอบโกยในวันนั้นไป
 
หรือใครมองเห็นไกลในวันข้างหน้า ก็อาจกลายเป็นผู้แพ้ในวันนั้นไปก็ได้่ เพราะคนอื่นจะแซงหน้าไปหมด ดังนั้น จึงไม่มีใครอยากจะมองไกล เพราะการมองไกลคือผู้แพ้ในวันนี้ทันที แต่ถ้าไปกับคนอื่น อาจจะเป็นผู้ชนะก็ได้ หรือไม่ถึงกับชนะ ก็ยังมีโอกาสได้รวยมากขึ้นในวันนี้
 
Charles Hugh Smith ผู้เขียนหนังสือเศรษฐกิจหลายเล่ม รวมถึง “Why Things Fall Apart” บอกว่า อาณาจักรต่างๆพังทลายก็เพราะ
 
1.ส่วนต่างๆของระบบ เช่น หน่วยงานท้องถิ่น หันมาสนใจแต่ตนเอง ไม่ทำหน้าที่สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นๆและส่วนกลาง พูดง่ายๆคือ แยกตนเองเป็นอิสระ ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี ยังดูเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายปกครองก็ตาม 
2.มีความนิยมหรือเสพติดผู้นำแบบประชานิยมหนักๆ  
3.ไม่สนใจแนวคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่หวงสถานภาพตนเอง กอดไว้ไม่ปล่อย  
4.สังคมยึดติดกับของเดิมเพราะเสียดายที่ลงทุนไปแล้ว (sunk cost) ก้มหน้าก้มตาใช้วิถีเดิม ทั้งๆที่ก็เห็นแล้วว่าไม่รอดแน่ 

ด้วยเหตุนี้ หากจะทำให้ได้งานเท่าเดิม สังคมนั้นต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ต้นทุนทุกอย่างในสังคมแพงขึ้น ต่อให้ขยายขนาดการผลิต ก็ไม่ได้ผลผลิตมากขึ้นอย่างที่หวัง เพราะความไร้ประสิทธิภาพกลายเป็นโรคระบาดไปทั่วเสียแล้ว อีกทั้งในความเสื่อมถอยนี้ ทรัพยากรต่างๆถูกดึงมาพยุงระบบเดิมๆให้อยู่ได้ แทนที่จะนำไปใช่้ประโยชน์สร้างสรรค์อย่างอื่น
 
ความเสื่อมถอยเริ่มก่อตัวอย่างเงียบๆ และยังไม่ส่งผลเสียอะไรออกมา ความสนใจแต่ตัวเองเป็นหลัก ไม่มีใครมองเห็นปัญหาที่เกาะกินอยู่ ก็ช่วยให้กลไกของความเสื่อมทำงานใน background ไปได้เรื่อย หรือถ้ามองเห็นประเด็น ก็ยังไม่เห็นผลเสียปรากฏ ทำให้ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหา  
 
อาจพูดได้ว่า ความเสื่อมถอยมาจากทัศนะว่า “ตัวใครตัวมัน” จนไม่สนใจอะไรนอกจากตนเอง ทุกคน ณ เวลานั้น ที่สำคัญคือ ทุกคนที่มีส่วนทำให้สังคมพัง ทำไปด้วยตรรกะอย่างมีเหตุผลเสียด้วย เพราะไม่มีใครอยากเสียเปรียบใคร  ใน game theory บอกไว้ว่า หากรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งพยายามจะเอาชนะเราให้ได้ ก็ต้องโต้ตอบด้วยการเอาชนะเหมือนกัน แพ้หรือชนะค่อยว่ากันอีกที แต่ขอสู้ไว้ก่อน
 
และนั่นทำให้ ความเสื่อมถอยเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นสัจจธรรมอย่างหนึ่ง
 
เงื่อนไขนี้ใช้ได้หมดตั้งแต่บรรดาอาณาจักรโบราณทั้งหลาย มาจนถึงประเทศสมัยใหม่ รวมไปถึงองค์กร กลุ่มคน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ของคนสองคน
 
คนทำงานที่กำลังขาขึ้น ทุกอย่างดูดีก้าวหน้า ราวกับว่าเส้นกราฟความก้าวหน้าจะต่อ slope ไปได้เรื่อยๆ ด้วยความมั่นใจ ทำให้เขากล้าเสี่ยงที่จะกู้ยืมมาใช้จ่าย กลายเป็นว่า ยิ่งมีรายได้มาก กลับยิ่งมีหนี้มากจนวิกฤติ ความเสี่ยงเหล่านี้ ในยามขาขึ้นอาจมองไม่เห็น ทั้งที่ก็เห็นได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่าเราไม่ต้องการเห็น ไม่อยากให้อะไรมา “spoil the party”
 
นั่นคือ หากความเสื่อมจะเกิด มันมักจะเริ่มเกิดตรงจุดที่เรารู้สึกว่าดีที่สุด ถ้ารู้สึกถึงความเสื่อมได้เมื่อไหร่ แสดงว่ามันเกิดผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว
 
ในชีวิตคู่ก็เช่นกัน นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ชี้ว่า ปัญหาถ้าจะเกิด มักเกิดขึ้นในช่วงที่สวีทสุด คือตกลงเป็นแฟนกันแล้ว เพราะหลังจากนั้นแต่ละฝ่ายจะถามหาความมั่นคง และหันมาดูว่าตัวเองจะได้อะไรบ้างจากความสัมพันธ์นั้นหลังจากได้ “ให้” มาเกือบตลอด
 
แน่นอนว่า สำหรับบางคู่ คำตอบที่ได้อาจไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะยังไม่ถึงขั้นที่คาดหมายไว้ หากตามมาด้วยการไม่พยายามหาวิธีเข้าใจกัน แต่ยืนยันในสิ่งที่คิดว่าควรได้ ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ดีๆที่มีอยู่ เริ่มเข้าสู่ stage ที่ถดถอยลง จนมีคำกล่าวว่า เมื่อเริ่มเป็นแฟนกัน นั่นอาจจะเป็น the beginning of the end ก็ได้
 
ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับเงื่อนไขของ Smith ว่าด้วยการล่มสลายของอาณาจักร นั่นคือ ความเสื่อมถอยเริ่มจาก เมื่อแต่ละฝ่ายนึกถึงตนเองเป็นหลัก อันเป็นเงื่อนไขที่ใช้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะกับคนหลายล้าน หรือคนเพียงไม่กี่คน หรือคนเดียว
 
ในเมื่อ ธรรมชาติของความเสื่อมถอย ดูจะเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เสมอ วิธีที่ดีที่สุดคือ หาทางจัดการกับมันให้ soft landing หรือ อย่างน้อย ก็ให้เป็นเพียงขาลงชั่วคราว ที่รอขาขึ้นต่อไป 
 
นักจิตวิทยา Douglas LaBier อธิบายเรื่องขาลงในเรื่องความสัมพันธ์ว่า หลายคู่ไป settle ในสภาพที่เขาเรียกว่า “functional relationship” คือ ความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันได้นาน เพราะยังมีประโยชน์ต่อกันอยู่ แต่ไม่ได้รักกันมากมายเหมือนแต่ก่อน 
 
แต่ LaBier บอกว่า ยังมีทางกลับมาขาขึ้นใหม่ได้ ด้วยมุมมองที่เรียกว่า “creative indifference”
 
นั่นคือ การจินตนาการว่า เราเป็น “บุคคลที่สาม” ที่สังเกตการณ์อยู่อย่างไร้อารมณ์ใดๆ แล้วเราจะมองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตามด้วยความเข้าใจในภาพรวมที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีนี้เราจะไม่พยายามปกป้องตนเองหรือแก้ตัว และไม่รู้สึกโกรธ เพราะ creative indifference ที่ไร้อารมณ์ ทำให้เราไม่เอาอารมณ์มาเป็นสาระจนเกินไป และแน่นอนว่า มองเห็นความเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นว่ามาจากจุดไหน
 
ความคิดของ LaBier ก็คือการหาความเห็นจากคนนอกนั่นเอง เช่นเดียวกับองค์กรที่มองปัญหาไม่ออกแก้ไขไม่ได้เพราะพวกเดียวกันเองทั้งนั้น จึงต้องให้ consultant ข้างนอกมาช่วย เพียงแต่ “คนนอก” ในที่นี้ก็คือการปรับทัศนะเล่นบทบาทบุคคลที่สาม
 
แต่วิธีนี้ย่อมเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับระดับสังคมหรือประเทศที่มีปัญหาลุยแก้ปัญหาตัวเองอย่างไร้อารมณ์ได้ ส่วนใหญ่เมื่อความเสื่อมถึงจุดเลวร้ายที่สุด จนหมดเวลา ไร้ทางเลือกอื่น เมื่อนั้น ปัญหาถึงเริ่มได้รับการแก้ไข
 
หรือไม่ก็มีมือภายนอกหรือบุคคลที่สามยื่นเข้ามาแก้ไขปัญหาแทน แต่ก็แลกด้วยการกลืนอาณาจักรนั้นไปเลย หรือถ้าเป็นในยุคปัจจุบันก็ต้องแลกกับการสูญเสียอิสระทางนโยบายไป
 
ดังนั้น ก่อนจะไปถึงจุดนั้น วิธีลดความเสื่อมถอยที่ดีที่สุดคือ มองหาคนอย่าง Hari Seldon ในสังคมหรือในตัวตนเราก็แล้วแต่ และรีบปรับเปลี่ยนแก้ไขในยามที่อะไรๆก็ยังไม่เกิดปัญหา ซึ่งยามนั้นก็คือ ช่วงเวลาที่เราคิดว่าแสนจะราบรื่นนั่นเอง
 
ความเสื่อมถอยที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะกลายเป็นเพียงขาลงสั้นๆ ที่รอขาขึ้นรอบต่อไปเท่านั้น
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
พอเข้าเลขสาม คนรอบข้างและสังคมที่อยู่ก็เปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงบทสนทนาในมื้ออาหาร แม้แต่มื้อธรรมดาก็เปลี่ยนไป ทำให้คนรอบข้างที่เคยเป็นเพื่อนหรือคนวัยเดียวกัน ถูกขยายวงกว้างให้เราได้พูดคุยกับคนที่โตกว่า ทั้งในบทบาทการทำงาน
social media นี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิต หรือแกนกลางของขีวิตไปโดยปริยาย กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตถูกโยงมารวมศูนย์ที่เวทีนี้ ในเมื่อคนอื่นๆมีชีวิตที่น่าสนใจ แล้วเราจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็คงรู้สึกไม่ดี จึงต้องหาทางใช้ชีวิตให้น่าสนใจบ้าง