OPINION

เรื่องเล่าจากอากง ตอนส่งท้าย

หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
27 มิ.ย. 2561
“ลื้อมีอะไรต้องทำก็ไปทำนะ ไม่ต้องห่วงอากง”

ช่วงที่อากงของฉันเริ่มป่วย คำพูดเหล่านี้คือคำพูดที่มักจะได้ยินจากปากของอากงเสมอ แกค่อยๆเริ่มเดินเหินได้ลำบากขึ้น พวกเราลูกหลานจึงพยายามไปนั่งเป็นเพื่อน ที่โต๊ะอ่านหนังสือพิมพ์หน้าบ้าน ที่นั่งประจำของแก เพื่อชวนคุย หรือกระทั่งนั่งเฉยๆอยู่ข้างๆ เพราะไม่อยากให้แกรู้สึกเหงาจนเกินไป หากแต่ใครเผลอนั่งนานเกินห้านาทีแล้วไม่มีอะไรทำ ไม่ได้พกหนังสือไปอ่าน หรือไม่ได้คุยกับแกเรื่องข่าวรอบโลกที่แกมีข้อมูลแน่นอย่างที่สุด แกก็จะบอกให้ไปทำอย่างอื่นที่ต้องทำ

อากงเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ คำสอนจากอากงที่พวกเราจำแน่นฝังใจมาตลอดตั้งแต่จำความได้ คือ “เราทุกคนย่อมมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตต้องดำเนินต่อ ใครมีหน้าที่อะไรต้องทำ ก็ไปทำ”

กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต..

ในขณะที่ร่างกายของอากงอ่อนล้าอย่างมากจากกระบวนการรักษาทางการแพทย์ ทุกคนในบ้านยังคงได้เห็นภาพแกค่อยๆจับโต๊ะ ค้ำไม้เท้า เพื่อพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นได้ รวมถึงวินัยและความพยายามในการหมั่นเดินออกกำลังกายทุกๆชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายฟื้นคืนให้ได้มากที่สุด อากงพูดเสมอว่า ทุกคนมีหน้าที่ มีการงานที่ต้องรับผิดชอบ ไม่อยากให้ใครต้องมาเหนื่อยดูแลแก แกจึงพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าพวกเราจะเต็มใจและมีความสุขอย่างมากที่ได้ดูแลแกก็ตาม

อากงมักใช้การกระทำเป็นคำสอน มิใช่สอนด้วยคำพูดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น กระทั่งกว่าสิบปีที่ผ่านมา กับการเริ่มดูแลสุขภาพด้วยการไปเดินออกกำลังกายที่สวนแถวบ้านทุกวัน อากงเริ่มจากตนเอง เริ่ม..เพื่อให้ทุกคนในบ้านเห็นเป็นแบบอย่างและทำตาม จนกระทั่งทุกวันนี้ สมาชิกในบ้านของฉันล้วนออกกำลังกายกันทุกคน

ด้วยคำสอนของอากงที่ให้เราทุกคนพึงอยู่กับปัจจุบัน และ “เข้าใจ” ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อากงบอกเสมอว่า หากเราใช้ความเข้าใจในการแก้ไขปัญหา เราจะไม่จดจ่ออยู่แต่กับความโชคร้าย หรือกับเรื่องที่ไม่ดี หากแต่จะ “เข้าใจ” ว่าทุกเรื่องราวทั้งหมด มันก็คือเรื่องธรรมดา หากป่วย ก็เข้าใจและรักษา หากเจ็บปวดจากการรักษา ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่การรักษาจะทำให้เราเจ็บปวด และหากรักษาไม่ได้ ก็จงเข้าใจ ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่อง “ธรรมดา” เพราะสิ่งเหล่านี้ มันคือกระบวนการหนึ่งของการมีชีวิต ก็เท่านั้น

พูดถึงการ “เข้าใจ” ในทุกสถานการณ์ของชีวิต ทำให้ฉันอยากหยิบยกการทำ “กงเต็ก” มาเล่าสู่กันฟัง ตั้งแต่จำความได้ ฉันเคยมีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีนี้หนึ่งครั้ง และก็เข้าใจแต่เพียงว่า การทำกงเต็ก คือการที่ลูกหลานคนจีนร่วมกันทำพิธีเพื่อร่วมส่งบุพการีไปยังสรวงสวรรค์ แต่แท้จริงแล้ว การทำกงเต็ก ไม่ได้ทำเพื่อผู้ที่จากไปเท่านั้น แต่ทำ เพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

กงเต็ก มาจากคำจีนสองคำ กง หมายถึง การกระทำ ทำให้ เต็ก หมายถึง บุญกุศล ดังนั้น กงเต็กจึงหมายถึงการทำบุญกุศลโดยลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ ถือเป็นพิธีส่งดวงวิญญาณให้เดินทางไปยังสรวงสวรรค์ โดยมักประกอบพิธีในวันที่ 6 หลังการสวดอภิธรรมศพตามพิธีของชาวพุทธทั่วไป จะว่าไปแล้ว พิธีการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และในชีวิตของลูกหลานจีนคนหนึ่งอาจมีโอกาสเห็นเต็มที่แค่สองหรือสามครั้ง เพราะผู้ที่จะรับกงเต็กได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่เสียชีวิตหลังอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงต้องผ่านการแต่งงานและมีบุตรหลานมาแล้วเท่านั้น หากอายุต่ำกว่า 50 ปี จะไม่มีการจัดพิธีกงเต็ก เพราะถือว่าเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร


(ตัวอย่างปรัมพิธี)
 
พิธีนี้ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวจีน ที่แสดงให้เห็นว่าชาวจีนมีความเชื่อในเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณอย่างมาก มีการจัดนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีทางศาสนา ใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมง บ้างก็ตั้งแต่เช้าถึงดึก บ้างก็ตั้งแต่บ่ายถึงดึก แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบ้านว่าจะจัดพิธีแบบเต็มเครื่องแค่ไหน สำหรับครอบครัวของฉัน เราร่วมกันทำพิธีกงเต็กตั้งแต่บ่ายถึงราวสี่ทุ่ม และมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้

1.พระจีนเริ่มสวดเปิดมณฑลพิธี อัญเชิญเหล่าพระพุทธองค์ เทพยดา มาสถิต เพื่อเป็นสักขีพยานในการประกอบพิธีและเพื่อความเป็นสิริมงคล

2.เริ่มพิธีเชิญวิญญาณผู้ตายมาร่วมพิธีชำระดวงวิญญาณ มีการนำห้องน้ำกงเต๊กมาวาง ประกอบด้วยอ่างขาวใส่น้ำสะอาด และผ้าขนหนูสีขาว โดยพระสงฆ์จะสวดเจริญพุทธมนต์เชิญดวงวิญญาณมาร่วมในพิธี มีการยกโคมวิญญาณมาให้พระท่านถือ ถือเป็นการสวดเชิญวิญญาณมาเข้าร่วมในพิธี นอกจากนี้ ลูกชายคนโตยังจะเป็นผู้เชิญกระถางธูปไปยังห้องน้ำเพื่อชำระดวงวิญญานให้สะอาดเตรียมฟังพระสวด พิธีนี้มีความหมายเพื่อชำระอกุศลกรรมของผู้ตาย ที่อาจกระทำไว้โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจในช่วงที่มีชีวิตอยู่ บัดนี้ ลูกหลานของผู้ตายได้อาศัยความกตัญญูมาขอขมากรรมเหล่านั้นแทนท่าน

3.พิธีไหว้บรรพบุรุษ อย่างที่รู้กันว่าคนจีนให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษมาก เมื่อมีคนในครอบครัวถึงแก่กรรม ก็ต้องจุดธูปแจ้งข่าวให้บรรพบุรุษให้รับทราบ เผื่อได้ไปเจอกันและอุทิศส่วนกุศลไปให้

4.พิธีบูชาพระเจดีย์ ในพิธีนี้ พระสงฆ์สวดมนต์นำดวงวิญญาณผู้มรณะเดินเวียนประทักษิณรอบพระเจดีย์ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพบูชาพระเจดีย์และพระพุทธองค์

5.พิธีการข้ามสะพานกงเต็กของลูกหลาน คือการที่พระสงฆ์จีนพาดวงวิญญาณมาส่งยังเขตแดนสวรรค์ โดยมีลูกหลานตามมาส่งด้วย ส่งเสร็จก็ต้องข้ามกลับ และทุกครั้งที่ข้ามสะพาน ลูกหลานทุกคนต้องโยนเหรียญลงในอ่างน้ำ ถือเป็นการสอนให้ลูกหลานรู้ว่า หากวันหนึ่งเราตายไป จะชื่อเสียง หรือเงินทองมากมาย ก็ต้องทิ้งทั้งนั้น ไม่สามารถนำไปด้วยได้ 

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เครื่องแต่งกายของลูกหลานในงานขณะประกอบพิธีจะถูกแบ่งแยกด้วยรายละเอียดของเสื้อผ้า สีของหมวก และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ โดยลูกชาย ที่หมายถึงลูกชายของผู้ตายและหลานชายคนแรกที่เกิดจากลูกชายคนโต จะใส่ชุดผ้าดิบด้านใน ตามด้วยชุดผ้ากระสอบ ประกอบด้วยเสื้อ หมวกทรงสูง เชือกคาดเอวที่มีถุงผ้าเล็กๆ ห้อย และไม้ไผ่เสียบไว้ที่เอวที่เปรียบเสมือนคบเพลิงส่องทางขณะเดินทางไปฝังศพ

ลูกสาวที่แต่งงานแล้วและลูกสะใภ้ จะใส่ชุดผ้าดิบด้านในตามด้วยชุดผ้ากระสอบ ใส่กระโปรง และมีเชือกคาดเอวที่มีถุงผ้าเล็กๆ ห้อย ส่วนหมวกจะเป็นทรงสามเหลี่ยม ส่วนลูกสาวที่ยังไม่แต่งงานก็แต่งคล้ายกัน ต่างกันตรงที่ไม่ใส่กระโปรงเท่านั้น

ลูกเขย หลาน และเหลน ใส่ชุดสีขาวเหมือนกัน ต่างกันที่สีของหมวก และเฉพาะลูกเขยเท่านั้นที่จะมีผ้าผืนยาวสีขาวสำหรับพันรอบเอว และใส่หมวกสีขาว ส่วนหลานใน (ลูกของลูกชาย) ใส่หมวกสีขาว หลานนอก (ลูกของลูกสาว) ใส่หมวกสีน้ำเงิน เหลนใน (หลานของลูกชาย) ใส่หมวกสีฟ้า และสุดท้าย เหลนนอก (หลานของลูกสาว) ใส่หมวกสีชมพู


(ตัวอย่างการแต่งกายของลูกชาย และลูกเขย)


(การแต่งกายของลูกสาวที่แต่งงานแล้ว และลูกเขย)

ดังที่บอกในตอนต้นว่า การทำกงเต็ก ไม่ได้ทำเพื่อผู้ที่จากไปเท่านั้น แต่เพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย “ซือเฮีย” พระจีนอาวุโสผู้ประกอบพิธีให้กับครอบครัวของฉันบอกว่า การทำกงเต็ก ถือเป็นการร่วมกันชำระกิเลสของทั้งคนที่ยังมีชีวิตและผู้ที่จากไป เพราะนอกจากที่ลูกหลานจะมาร่วมกันชำระกิเลสให้กับดวงวิญญานในพิธีแล้ว ยังได้มีโอกาสทบทวนการกระทำที่ผ่านมาของตนเอง ได้มีสติ พึงระลึก อยู่กับลมหายใจ ย้อนมองการใช้ชีวิตของตนเองที่ผ่านมา และชำระกิเลสจากใจตนเช่นกัน กิเลสที่เกิดจากการมีชีวิต ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ที่ทุกคนไม่อาจหลีกพ้น พิธีกงเต็กจะคอยเตือนใจคนที่ยังอยู่ว่า ในวันที่เราลาลับจากโลกนี้ไป เราไม่สามารถเอาทรัพย์สินเงินทองที่หาได้ติดตัวไปกับเราด้วยได้เลย สิ่งเดียวที่จะติดไปกับเราได้ คือจิตวิญญาน และสิ่งเดียวที่จะหลงเหลือให้คนข้างหลังได้ระลึกถึง คือคุณงามความดีเท่านั้น อย่างเช่นเรื่องราวและคำสอนของอากงของฉัน จากนี้ต่อไป ไม่ว่าจะทำอะไร ฉันจะมีข้อคิดและคำสอนของอากงอยู่ด้วยเสมอ และจะไม่มีวันเลือนหายไปตามกาลเวลา ตามร่างที่ดับสูญเป็นแน่..
 
ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%8A%E0%B8%81
About the Author
เป็ดที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วทุกแบบ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักพากย์.. แต่ตอนนี้กำลังสนุกกับบทบาทใหม่ในฐานะพิธีกร New Gen ของเจาะใจ พ่วงด้วยบทบาทเบื้องหลังใน Johjaionline.com แบบเต็มตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แขกไม่ใช่ผัว มันก็แค่มา Yes แก้เซ็ง หน้าที่ของพวกเราคือรีบๆ ทำงานรีบเก็บเงินจะได้เลิกอาชีพนี้ ไม่ใช่ขาย Hee ไปยันแก่ตาย
 
ลองทบทวนอีกที ว่าทุกวันนี้ คุณเก็บสิ่งที่ควรเก็บจริงๆหรือเปล่า