ในชีวิตผู้เขียนเคยได้เห็น ได้สัมผัสกับสีหน้า แววตา และอารมณ์ของนักโทษประหาร ยามที่ต้องเดินออกไปรับโทษประหารของตนเองถึง 7 คน ทั้งยิงเป้าและฉีดยา ภาพเหล่านั้นสะท้อนลึกลงไปในจิตใจและคอยย้ำเตือนกับผู้เขียนเสมอว่า...ที่สุดของชีวิตคนเรา ก็คือ “ความตาย”
เมื่อเอ่ยถึง ความตาย ทุกคนต่างนึกหวาดกลัว และคงคิดว่า.. ไม่ ไม่ ยังไม่ใช่เราแน่.. แต่แท้จริงแล้วทุกคนคงลืมนึกไปว่า ความตาย ไม่มีศาลไหนรับอุทธรณ์ หรือฎีกา ในช่วงชีวิตหนึ่งที่ผู้เขียนได้เคยใช้ชีวิตในเรือนจำบางขวาง ได้พบกับบทกลอนบทกลอนหนึ่งที่ยังคงระลึกได้จวบจนทุกวันนี้ว่า...
“ระลึกถึงความตาย สบายใจนัก มันหักรัก หักหลง ในสงสาร
บรรเทามืด โมหัน อันธการ ทำให้หาญ หายสะดุ้ง ไม่ยุ่งใจ”

บทกลอนเพียงไม่กี่วรรคจากดินแดนประหารในวันนั้น คือ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนผ่านพ้นช่วงเวลานั้นไปได้อย่างไม่ทุกข์กับชีวิตมากมายจนเกินไปนัก มาถึงตรงนี้ผู้เขียนก็อยากเชิญชวนผู้อ่านได้ทำความรู้จัก ผูกมิตร เป็นเกลอกับเพื่อนคนนี้ ที่มีชื่อว่า “ความตาย” ไว้ เพื่อเตือนตนถึงความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต เพราะหากวันใดวันหนึ่งที่เพื่อนชื่อ “ความตาย” เดินทางมาเยือน เราจะได้ไม่ตื่นเต้นหรือทุรนทุรายจนเกินไป
ภายหลังพ้นโทษผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษา และปฏิบัติธรรม ทำให้ค้นพบว่าแท้จริงแล้วพวกเราทุกคนต่างก็คือ นักโทษประหารชีวิต ที่รอวันโดนประหารอย่างน่าสงสารที่สุด เนื่องจากเราไม่มีวันได้รู้ล่วงหน้าเลย ว่าวันประหารนั้นจะมาถึงตัวเมื่อไร บ้างก็ไม่มีเค้าลางปรากฏ บ้างก็ไม่มีการกำหนดเวลานัดหมาย สถานที่ทุกหนทุกแห่งสามารถเป็นแดนประหารได้หมด
และกลับเป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ที่ดูเหมือนจะไม่มีใครทุกข์ร้อนกับสิ่งนี้เลย พวกเราใช้ชีวิตอย่างลืมไปว่าวันหนึ่งจะถึงคิวเราโดนประหาร! หากลองคิดย้อนกลับไปเมื่อ 2600 กว่าปีที่แล้ว เรามีมหาบุรุษอยู่ผู้หนึ่ง ที่ได้ตระหนักว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง และได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาวิธีพ้นทุกข์อันยิ่งใหญ่นี้ให้ได้ จนท้ายที่สุดท่านก็ค้นพบวิธีและทดลองปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จ มีผู้คนมากมายชักชวนกันพิสูจน์และลงมือปฏิบัติตามมาตลอดระยะเวลา 2600 กว่าปีนี้จนเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ ผู้เขียนจึงอยากขอเชิญชวนผู้อ่านทั้งหลายลองพิสูจน์คำสอนของมหาบุรุษผู้นี้ ที่พวกเรารู้จักกันดี ในนาม “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” เพื่อค้นพบความสงบอย่างยิ่ง ความสุขอย่างยิ่ง และเพื่อการพ้นทุกข์อย่างถาวร... สวัสดีครับ






