OPINION

เมื่อไหร่จะมีแฟน?

สุรพร เกิดสว่าง
7 ส.ค. 2560
และแล้วก็ถึงช่วงสุดท้ายของงานแต่งงาน เจ้าสาวหันหลัง ในมือถือช่อดอกไม้กำใหญ่ผูกโบว์ ทุกคนนับพร้อมกัน หนึ่ง-สอง-สาม และเธอโยนช่อดอกไม้นั้นออกไป
 
ดอกกุหลาบสีชมพูและขาวช่อใหญ่นั้นลอยละลิ่วตกลงในมือของเพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่ง ที่รอรับได้อย่างเหมาะเจาะ แขกในงานเฮกันสนุกสนาน โฆษกปรี่เข้ามาหาหญิงสาวคนนั้น
“ได้ช่อดอกไม้แล้ว ขอถามหน่อยครับ เมื่อไหร่ครับ? เมื่อไหร่?” คำถามตามด้วยเสียงโห่ร้องของเพื่อนๆ
 
“ตอนนี้รอ 37% ก่อนค่ะ” หญิงสาวในชุดเพื่อนเจ้าสาวตอบด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางเสียปรบมือเป่าปาก ดูเหมือนผู้คนในงานไม่ได้ให้ความสนใจกับความหมายที่เธอตอบนัก อีกทั้งฟลอร์เต้นรำกำลังจะเปิดในวินาทีนี้แล้ว...

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในชีวิต ปัญหาระดับคลาสสิกตลอดกาลคือ “เมื่อไหร่ถึงจะยอมหยุดรอ หรือ เลิกความพยายาม และหันมาตัดสินใจเสียที” 
 
เราไม่รู้ว่าจะต้องพยายามเจรจาอีกกี่ครั้ง ถึงจะตกลงกันได้? ไปสัมภาษณ์งานกี่ครั้งถึงจะตอบรับ หรือ สัมภาษณ์ผู้สมัครงานกี่คนถึงจะพอ? ไม่รู้ว่าต้องเลือกดูคอนโดอีกกี่ห้องถึงจะถูกใจ? ไม่รู้ว่าต้องวนรถนานอีกกี่นาทีถึงจะได้ที่จอดที่ดีที่สุด?
 
และ ไม่รู้ว่า ต้องมีความรักอีกกี่ครั้ง ถึงจะพบคนที่ดีจริง?
 
ในสังคมที่ไม่ได้มีการจับแต่งงานหรือ arranged marriage เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่า คู่เดทในอนาคตดีกว่าหรือแย่กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งแต่ละรายผ่านมาแบบบังเอิญหรือ random อย่างไม่มีทางทำนายได้ล่วงหน้า
 
ด้วยเหตุนี้ เราไม่รู้ว่า ต้องมองหาไปเรื่อยๆอีกนานแค่ไหน จึงจะพบกับ “the one” หรือ คนที่เป็นคู่ชีวิตได้ ครั้นจะหยุดมองหา แล้วหันมาใช้ชีวิตกับคู่เดทปัจจุบัน ซึ่งจริงๆก็ยังไม่แน่ใจนัก ก็ทำให้แอบคิดไม่ได้ว่า หากลองเปิดโอกาสให้ตนเองต่อไป อาจจะพบคนทีถูกใจจริงๆก็ได้ แต่นั่นจะควรนานอีกเท่าใด?  นานจนต้องอยู่คนเดียวไปเรื่อยๆจนหมดอายุขัยหรือไม่  

“เราควรจะหยุดรอเมื่อใด?”
 
เรื่องนี้ นักคณิตศาสตร์พอจะมีคำตอบให้แล้ว  อย่างน้อยก็ในเชิงทฤษฎี ว่าด้วย “กฎของ 37%” หรือ “Optimal Stopping”  โดย “stopping” ในที่นี้ หรือ “หยุดรอ หยุดลังเล และหันมาตัดสินใจได้แล้ว” (ตัวเลข 37% มาจาก 1/e  โดยค่า e เป็น base ของ natural logarithm = 2.71828.. Rule of 37% นี้ผ่านการทดลองมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ถือเป็นกฎธรรมชาติของคณิตศาสตร์)
 
วิธี Optimal Stopping บอกว่า
1. ให้เริ่มต้นจากตั้งใจก่อนว่า จะลองทั้งหมดกี่ครั้ง? หรือ ให้เวลาลองนานเท่าไหร่? 
2.  ลองดูไปเรื่อยๆ โดยไม่ตัดสินใจภายใน 37% แรก ของจำนวนเคสหรือช่วงเวลา 
3. จากนั้นเมื่อเลย 37% แรก ให้เลือกเคสดีที่สุดเมื่อเทียบกับเคสที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นอันจบ ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า จะต้องไม่เปลี่ยนใจกลับไปเลือกเคสในอดีต เพราะถิอว่าจบสิ้นไปแล้ว

เช่น หากกำหนดไว้ว่า ในชีวิตนี้ เราจะมองหาคนรักจริงระหว่างที่เราอายุ 18-45 ปี โดยหากยังไม่เจอคนถูกใจเมื่ออายุ 45 ก็จะยอมเป็นโสดไปตลอดชีวิต ตามกฎของ 37% บอกว่า ให้ลองเดทไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่ต้องตกลงปลงใจกับใครจนกว่าเราจะอายุถึง 28 หรือ [37% x (45-18)] +18  จากนั้น เมื่อเราเลยอายุ 28 แล้ว หากไปเจอคนที่ดีกว่าทุกคนที่เคยเดทมาทั้งหมด ก็ให้เลือกคนนี้เป็นคู่ชีวิตเลย
 
นักคณิตศาสตร์บอกว่า วิธีนี้ย่อมดีว่าการเลือกแบบไร้กฎเกณฑ์ หรือเลือกแบบ random  ซึ่งโอกาสที่จะได้คนที่ดีที่สุดมีเพียงหนึ่งในทั้งหมดของคนที่เราคาดว่าจะเดทด้วย เท่านั้น
 
แน่นอนว่า หากคู่เดทคนแรกๆ ก่อน 37% สร้างมาตรฐานไว้สูงมาก คือเป็นคนที่เราถูกใจมาก ก็ย่อมจะทำให้การเลือกครั้งต่อๆมายากขึ้น จนอาจต้องอยู่เป็นโสดไปในที่สุด ซึ่งหมายความว่า การใช้ Optimal Stopping มีความเสี่ยงทำให้เราอาจพลาดสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในช่วงแรก ซึ่งมันอาจจะไม่เกิดซ้ำอีกแล้วก็ได้  ในทางตรงข้าม หากคนแรกๆ เป็นคนไม่เอาไหน มาตรฐานในภายหลังก็จะต่ำไปด้วย และเราก็จะได้คู่ชีวิตที่ไม่ดีนัก
 
Optimal Stopping ยังดูไม่ยุติธรรมกับคนแรกๆที่เข้ามา เพราะถูกกำหนดให้เป็น “ตัวเทียบ” เท่านั้น ไม่ใช่ “ตัวเลือก” หากใช้กฎนี้ คนที่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์คนแรกๆก็ย่อมจะไม่มีทางได้งานเลย ถึงแม้ว่าเขาจะมีความเหมาะสมเพียงใดก็ตาม

นอกจากนั้น การเลือก ย่อมเป็นเรื่องของทั้ง demand และ supply หากตัดสินใจเลือก แต่อีกฝ่ายไม่เอาด้วย ก็ย่อมไม่เกิดอะไรขึ้น ต้องรอต่อไปอีก ส่วนจะย้อนกลับไปง้อคนที่เคยปฏิเสธไปแล้ว ก็เป็นไปได้ยาก และก็ผิดเงื่อนไข Optimal Stopping เพราะกฎนี้มีสมมติฐานว่า เคสที่ในอดีตจบสิ้นไปแล้ว ไม่อยู่ให้เลือกอีกแล้ว เช่น คนที่เราเคยเดท อาจะมีแฟนจริงจังไปแล้ว หรือไม่ก็ไม่ยอมคืนดีง่ายๆ ซึ่งรู้ดีกันว่าส่วนใหญ่ก็จริง
 
แนวคิด Optimal Stopping ยังนำมาพัฒนาให้คำตอบกับแบบ sub-optimum สำหรับคนที่ไม่ต้องการคนที่ดีที่สุด คือเอาแค่ดีพอประมาณ เพราะใจร้อนไม่อยากคอยนาน นั่นคือ แทนที่จะใช้ 37% ขีดเส้นตายในการรอ ก็ใช้ 1/ square n แทน โดยที่ n เป็นจำนวนเคส
 
หรือในทางตรงข้าม สำหรับคนที่ชอบเป็นโสดมากกว่า ไม่เดือดร้อนอะไร โดยคิดว่า ถ้าไม่เจอคนดีจริงๆ ก็รอไปเรื่อยๆได้ และไม่คิดว่าการจบลงด้วยการเป็นโสดตลอดกาลเป็นความเสี่ยง คำตอบที่นักคณิตศาสตร์มีสำหรับคนกลุ่มนี้คือ ให้หยุดเลือกที่  67% แทนที่จะเป็น 37% นั่นคือ ในเมื่อไม่กลัวโสด ก็ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองรอนานๆ เพื่อที่จะได้คนดีจริงๆ 
 
Optimal Stopping ได้ถูกนำมาใช้ใน algorithm ของระบบ IT ช่วยให้ระบบสามารถ “เลือก” option การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงการตัดสินใจเลือกในเรื่องต่างๆ เช่น การตัดสินใจลงทุน การจัดสรรทรัพยากร การคัดเลือก การเลือกซื้อ ส่วนในชีวิตประจำวัน Optimal Stopping ช่วยไม่ให้ตัดสินใจตามอารมณ์หรือ impulsive buying ประเภทเห็นของชอบก็ซื้อเลย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



 ...ไม่ยากนัก ที่จะมองหาเพื่อนเจ้าสาวคนนั้น เพราะช่อดอกไม้อันโตที่เธอกำลังหอบไปที่รถเป็นจุดเด่นเห็นชัด ชายหนุ่มเดินมุ่งไปยังหญิงสาว เขาติดใจเธอตั้งแต่แรกเห็นเมื่อเดินเข้ามาในงานแล้ว และยิ่งเห็นลีลาของเธอบนฟลอร์เต้นรำ ก็ยิ่งต้องสัญญากับตัวเองว่า ต้องทำความรู้จักให้ได้ 
 
ด้วยสายตาที่ส่งมา หญิงสาวรู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่การเสนอช่วยถือของธรรมดา แต่เธอไม่ปฏิเสธ ทั้งสองเดินไปยังรถที่จอดที่ยังอยู่อีกไกล ไกลพอที่ชายหนุ่มจะหยอดการสนทนาเพื่อทำความรู้จัก และเขาชักสนใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละช่วงก้าว ความอ่อนหวานของเธอทำให้เขามั่นใจว่า เขากับเธอจะไม่จบเพียงแค่ระยะเดินไปถึงรถเป็นแน่....
 
แต่ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายไม่รู้เลยว่า จากคำตอบของเธอที่ไม่มีใครสนใจนั้นในงานนั้น เขากำลังจะมีสถานะเป็นเพียงแค่ ”ตัวเทียบแล้วทิ้ง” ใน 37% แรกของเธอเท่านั้นเอง
 
หรือที่จริงอย่างที่หญิงสาวคิดไว้เงียบๆ คือ 67% สำหรับผู้หญิงที่หลากหลายความสามารถ รักอิสระ หวงความเป็นตัวของตัวเอง และไม่ต้องพึ่งใครอย่างเธอ..



 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในแง่ตรรกะของเกม คนพิเศษเหล่านี้คือคนที่ “ไร้เหตุผล” แต่พวกเขาคือคนที่ทำให้สังคมอยู่รอด คนเหล่านี้ยอมที่จะ “แพ้” เพื่อให้คนอื่นส่วนใหญ่ ”ชนะ” อย่างฟรีๆ 
 
Performance review ของหลายองค์กร ยังมีจุดประสงค์สร้างความกดดันพนักงานให้แข่งขันกัน องค์กรหลายแห่งเชิดชูพนักงานดีเด่นโดยการประกาศรางวัล แต่เมื่อเกิดผู้ชนะขึ้นมาคนหนึ่ง ก็เท่ากับที่เหลือคือผู้แพ้และความรู้สึกของ “ผู้แพ้” ที่เป็นพนักงานส่วนใหญ่นั้นเป็นความเสียหายที่มักถูกมองข้ามเสมอ