OPINION

เสพติดเหตุผล

เม่น - สุรพร เกิดสว่าง
15 พ.ค. 2560
“ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค ที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไร คนทั่วไปไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร จนกว่าเราจะทำให้เห็นเอง” : Steve Jobs
 
นั่นคือคำตอบของ Steve Jobs ต่อคำถามที่ว่า “Apple ทำ market research อย่างไร ถึงทำให้ iPad ประสบความสำเร็จ?”
 
Jobs เป็นคนที่ไม่ค่อยให้ราคากับการทำ focused group ใน market survey เท่าใดนัก เขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่ลูกค้าตอบเป็นความจริง  และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความกังขาว่า การทำ market survey โดยการสอบถามเหตุผลจาก focused group ของผู้บริโภคอย่างที่นิยมทำกันนั้น มันได้ผลจริงหรือ? เหตุผลที่ตอบมานั้นเป็นเหตุผลแท้จริง หรือ เป็นแค่การประดิษฐ์ขึ้นมาเฉพาะหน้า เมื่อผู้ถูกถามจำต้องตอบอะไรสักอย่างออกไป ?
 
ในการทดลองระดับคลาสสิคทางจิตวิทยา โดย Timothy Wilson แห่ง University of Verginia นำเอาภาพเขียนมาให้คน 2 กลุ่มเลือกเอากลับไปบ้าน  กลุ่มแรก ให้เลือกเสร็จแล้วหยิบกลับบ้านไปเลย กับ กลุ่มที่สอง ต้องเขียนเหตุผลอธิบายก่อนว่า ทำไมถึงเลือก ถึงจะหยิบเอากลับบ้านไปได้
 
สามสัปดาห์ต่อมา Wilson ทำการสัมภาษณ์ถึงความพอใจภาพของแต่ละกลุ่ม พบว่า กลุ่มคนที่เลือกแล้วเอากลับ โดยไม่ต้องให้เหตุผลใดๆในการเลือกนั้น ยังชอบภาพนั้นอยู่เหมือนเดิม  แต่กลุ่มคนที่ต้องบรรยายถึงเหตุผลก่อนเอากลับบ้าน กลับไม่ค่อยชอบภาพนั้นเอาเสียแล้ว และรู้สึกว่าตนตัดสินใจผิดไป ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
 
ทำไมคนที่ไม่ต้องสาธยายเหตุผลให้ใครฟัง ยังรู้สึกพอใจการตัดสินใจที่ทำไปเหมือนเดิม ส่วนคนที่ต้องอธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ กลับไม่พอใจกับการตัดสินใจนั้นในภายหลัง ?  การต้องเขียนอธิบายเหตุผล น่าจะช่วยให้การตัดสินใจให้ชัดเจนขึ้น และมีตรรกะขึ้น ไม่ใช่หรือ?
 
น่าประหลาดใจว่า คำตอบคือ “ไม่ใช่”  : และปรากฏว่า ยิ่งบรรยายเหตุผล ยิ่งกลับทำให้ตัดสินใจพลาด!
 
Wilson อธิบายว่า ด้วยความเชื่อ “การมีเหตุผลเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” ทำให้คนเรามัก “ประดิษฐ์เหตุผล” ขึ้นมาสนับสนุนการตัดสินใจนั้น โดยไม่รู้ว่า สิ่งที่พูดบรรยายออกมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองคิดจริง และไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง  ธรรมชาติคนมักสับสนระหว่าง “การตัดสินใจจริงๆ จากเหตุผล”  กับ “การประดิษฐ์เหตุผลขึ้นมา แล้วค่อยว่าตามนั้น” โดยคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า คนที่ต้องอธิบายเหตุผลจะรู้สึกในเวลาต่อมาว่า ที่ตัดสินใจไปนั้นไม่เข้าท่า ก็เพราะนั่นไม่ใช่การตัดสินใจที่แท้จริงของเขา หากเป็นการเล่นบทตาม “เหตุผล” ที่เขาจำต้องประดิษฐ์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นักจิตวิทยาเรียกปัญหานี้ว่า “Introspection IIusion” หรือ ภาพลวงจากการคิดเอง
 
การทดลองอีกเคสหนึ่ง โดย Wilson เขาให้คนเลือกถุงน่องที่ตนชอบมากที่สุด แล้วอธิบายเหตุผลประกอบ ปรากฏว่า แต่ละคนที่เลือกถุงน่องชิ้นโปรดขึ้นมา สามารถอธิบายได้ถึงความแตกต่างของผิวผ้าและการทอได้เป็นอย่างดี รวมถึงว่า ถุงน่องที่เลือกนั้นมีรายละเอียด แตกต่างจากถุงน่องอื่นอย่างไร
 
แต่ที่คนเลือกไม่รู้คือ ถุงน่องที่ถูกนำมาให้เลือกนั้น เป็นชุดเดียวกันทั้งหมด เหมือนกันทุกประการ ไม่มีผิดเพี้ยน
 
Wilson สรุปว่า เมื่อคนถูกบังคับให้อธิบายเหตุผล สิ่งแรกที่เขากังวลคือ “เหตุผลที่พูดมาต้องดูดี” ดังนั้นเขาจึงประดิษฐ์เหตุผลที่น่าเชื่อถือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ออกมา และก็ตัดสินใจตามนั้น  ส่วนเหตุผลที่แท้จริงนั้น เขาอาจไม่รู้ หรือ ไม่มีเลยก็ได้
 
และนั่นอาจเป็นสาเหตุว่า บ่อยครั้งที่ในที่ประชุม เราอาจให้เวลาหมดไปกับการหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อให้ดูดี มากกว่าใช้เวลาวิเคราะห์การตัดสินใจจริงๆ โดยเฉพาะยิ่งเมื่ออยู่เป็นกลุ่มแล้ว ยิ่งมีความกดดันที่ต่างคนต่างต้องพยายามแสดงความมีเหตุผลให้เป็นที่ประจักษ์  ซึ่ง “ดูดี” อาจกลายเป็นสิ่งที่แต่ละคนให้ความสำคัญมากกว่า “ถูกต้อง” ด้วยซ้ำไป และทำไปโดยไม่รู้ตัวเสียด้วย
 
เป็นไปได้ว่า ยิ่งเราพยายามมี “เหตุผลดีๆ” มากเท่าไหร่ เราอาจจะยิ่งหลงทาง ตัดสินใจผิดมากขึ้นเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเหตุผลเทียมที่เราสร้างขึ้นมาเอง
 
ที่คนเราต้องทำเช่นนี้ ก็เพราะสังคมต้องการเหตุผลและคำอธิบายในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่ไม่ต้องการตรรกะอย่าง ความรัก ความศรัทธา ไปจนถึงเรื่องเต็มไปด้วยตรรกะอย่างวิทยาศาสตร์
 
แต่มนุษย์สามารถอธิบายได้ทุกเรื่องจริงหรือ?
 
ใน artificial intelligence หรือ AI ว่าด้วย nueral network ที่เลียนแบบการทำงานของเซลล์ในสมองนั้น ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า ในระดับลึกของ nueral network ระบบหาคำตอบมาได้อย่างไร ระบบจะทำการหาคำตอบด้วยการประมาณน้ำหนักของ probability หรือความน่าจะเป็น ในหลายๆเส้นทาง และคำนวณต่อเนื่องไปเรื่อยๆตามเส้นทางและชั้นของ nueral network จนกระทั่งได้คำตอบที่มีความน่าจะเป็นสูงสุด เส้นทางการคำนวณอันมากมายซับซ้อนนี้ ยังเป็น black box ที่แกะไม่ได้
 
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่เราต้องการใช้ AI มนุษย์คงต้องอยู่กับ black box ของ AI ที่ยังอธิบายไม่ได้นี้ต่อไป  และนั่นบ่งบอกว่า คนเราคงไม่สามารถยืนกรานที่จะอธิบายเหตุผลกับทุกสิ่ง ถึงแม้ความพยายามอธิบายเหตุผลในทุกๆอย่าง ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สังคมคาดคั้นก็ตาม  
 
โดยเฉพาะบางครั้ง เหตุผลที่ทรงพลังที่สุด กลับเป็นเหตุผลที่คาดคั้นอย่างไรก็อธิบายไม่ได้ และอาจไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วย
 
นักปีนเขาและปีนหน้าผารู้จักกันดีถึงประโยคคลาสสิคของ Gorge Mallory ในปี 1924 ที่ตอบคำถามนักข่าวว่า ทำไมเขาถึงต้องการเสี่ยงชีวิตพิชิตยอดเขา Everest  คนอย่าง Mallory ไม่ได้สาธยายถึงเหตุผลมากมายมาสนับสนุนการตัดสินใจของเขา เมื่อเขากล้าที่จะพิชิต Everest เขาก็กล้าที่จะให้คำตอบจากใจ เพียงว่า “Because it is there.”
 
ในเรื่องของ ความรัก ก็เช่นกัน บางทีในงานแต่งงาน ควรจะเลิกสัมภาษณ์คู่บ่าวสาวว่า “รักกันเพราะอะไร?” ได้แล้ว เพราะยิ่งทั้งคู่พยายามอธิบายเหตุผลต่อหน้าแขกมากมาย ดีไม่ดี อาจทำให้ เกิดปัญหา Introspection Ilusion อย่างการทดลองเลือกรูปภาพ ในคืนส่งตัวได้
 
สู้ตอบว่า “Because she/he is there.” แล้วรีบตัดเค้ก จะดีกว่า 
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในแง่ตรรกะของเกม คนพิเศษเหล่านี้คือคนที่ “ไร้เหตุผล” แต่พวกเขาคือคนที่ทำให้สังคมอยู่รอด คนเหล่านี้ยอมที่จะ “แพ้” เพื่อให้คนอื่นส่วนใหญ่ ”ชนะ” อย่างฟรีๆ 
 
“เธอไม่สบอารมณ์อย่างมาก ไม่รู้จะเรียกว่าอาการหึงหวงหรือไม่ แต่มักจะมีเรื่องทุกครั้ง บางครั้งเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมา หรือพูดถึงเรื่องในอดีตบ้าง ก็จะเสียบรรยากาศทันที”    ฝ่ายชายถอนใจ “บางครั้งก็ถูกถามว่า ทำไมไม่อยู่กับปัจจุบัน จะเลือกใครแน่?”