OPINION

เป็นตามเขาว่า : เรื่องของ metaperception

สุรพร เกิดสว่าง
10 ก.ย. 2561
ตั้งแต่ย้ายงานใหม่มา เธอได้แต่ปลอบใจตนเองว่า ที่ต้องเลิกดึกๆเลยเที่ยงคืนและต้องมาทำงานเสาร์อาทิตย์นั้น คงเป็นเพียงช่วงแรกเท่านั้น ที่สำคัญ เธอไม่อยากทำให้เจ้านายที่อุตสาห์ไปทาบทามเธอมาผิดหวังกับตัวเธอว่าเป็นคนไม่สู้งานหรือขยันไม่พอ
 
วันนี้ก็อีกเช่นกัน เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์หมดไปกับการประชุมที่ยืดยาว แต่ถ้านั่นทำให้เธอยังดูดีในสายตาของเจ้านายคนใหม่ของเธอ ก็ดูเหมือนจะคุ้ม คุ้มที่จะละทิ้งการออกกำลังกายและนอนให้พอ คุ้มที่จะทิ้งสังคมนอกที่ทำงาน ด้วยเหตุว่าเจ้านายยกย่องเธอต่อหน้าผู้คนอื่นไว้มาก และเธอไม่อยากให้ใครต้องผิดหวัง ไม่อยากให้ใครสบประมาทด้วยว่า เธอทำไม่ได้
 
ไม่ว่าจะต้องแลกกับสุขภาพที่ทรุดโทรม และ ความใฝ่ฝันในชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยมีก็ตาม 
 
เพราะความเห็นเจ้านายเธอมองนั้น กลายเป็นตัวตนหรือ identity ของเธอไปแล้ว และเธอต้องรักษามันไว้อย่างถึงที่สุด


 
ภาพที่เรามองตนเองหรือ self perception มีอิทธิพลมาจากคนรอบข้างอยู่ระดับหนึ่ง ถ้าคนอื่นมองเราว่าเราเก่งกาจสามารถ เราก็อาจรับเอาภาพพจน์นั้นมาเป็นตัวตนหรือ identity ของเราอย่างมีความสุข และพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาภาพดีๆนั้นไว้  ในทางตรงข้าม ถ้าคนอื่นมองเราว่าไม่ได้เรื่อง ไม่เก่ง เราก็อาจจะรับเอาความเห็นนั้นมาเช่นกัน และเชื่อตามนั้นอยู่ลึกๆ ถึงแม้ว่าโดยฉากหน้าเราจะเถียงว่าไม่ใช่ๆ
 
ทางจิตวิทยาเรียกการที่คนเรา “เอาความเห็นคนอื่นที่มีต่อตัวเรา มาเป็นภาพลักษณ์ที่เรามองตัวเอง” หรือ “เป็นตามเขาว่า” ว่า  “metaperception”
 
Metaperception เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ด้วยว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงต้องการ feedback จากผู้คนรอบข้างอยู่ตลอดเวลาว่าเราเป็นอย่างไร ทำตัวถูกไหม ได้รับการยอมรับหรือเปล่า เพื่อที่จะได้มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเข้าสังคมให้เหมาะสม  
 
Metaperception อาจถูกสะสมจากชีวิตประจำวัน เช่นเมื่อเด็กที่เล่นกีฬาเก่งมักถูกชมเชย เขาจะเพิ่มความเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความมั่นใจว่าตนมีความสามารถทางด้านกีฬานั้นๆ และให้ความสนใจการเล่นกีฬานั้นอย่างจริงจังจนได้ดีไปเลย หรือ เด็กที่มีคนคอยทำอะไรให้ตลอดเวลา ไม่ต้องช่วยตนเอง ก็จะเกิดความรู้สึกว่า ตนเองไม่ค่อยมีความสามารถ คนอื่นไม่ไว้ใจ ทำให้ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง และกลายเป็นคนทำอะไรไม่สำเร็จขึ้นมาจริงๆ
 
มีงานศึกษาลงใน Journal of Consumer Research (Summers และทีมงาน) พูดถึงการทดลองเกี่ยวกับการโฆษณาว่า หากคนเห็นโฆษณาสินค้าแพงปรากฏบนเว็บและคิดว่าโฆษณานั้นจงใจ target ที่ตัวเขา ก็จะอยากซื้อสินค้านั้นมากขึ้น เพราะเมื่อถูกมองว่าเป็นคนมีเงิน ก็เลยอยากทำตัวแบบคนมีเงิน คือซื้อของแพง ส่วนคนที่คิดว่าโฆษณาไม่ได้ target เฉพาะเจาะจงมาที่เขา ก็จะมองผ่านๆไปอย่างไม่สนใจ
 
นั่นหมายความว่า แค่คนอื่นคิดว่าเราเป็นคนอย่างไร เราก็อาจจะทำตัวให้สอดคล้องตามความเห็นนั้นๆ  ซึ่งเป็นได้ทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบ ถึงแม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว เราอาจไม่ใช่คนอย่างนั้นเลย
 
และนั่นหมายถึงว่า ภาพที่เรามองตนเองอาจไม่ใช่ความเป็นจริงก็ได้ หากแล้วแต่คนอื่นจะมองเราอย่างไร เข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกอย่างไร เต็มไปด้วยความ bias อคติต่างๆ สารพัดปัจจัยที่แฝงอยู่  
 
ถ้าคนอื่นมองเราดีกว่าที่เป็น และเราเกิดความเชื่อมั่นในตนเองจนเป็นพลังฝ่าฟันอุปสรรคสำเร็จ ก็คงเป็นเรื่องที่ดีไป แต่จะเป็นปัญหาขึ้นมาทันที ถ้าเราเกิดคิดว่าเราเก่งเกินความจริงตามนั้น  หรือในทางตรงข้าม หากคนมองเราแย่กว่าความเป็นจริง และคล้อยตาม ก็อาจจะทำให้เราสูญเสียความมั่นใจในตนเองไปโดยไม่จำเป็น
 
นอกจากนั้น เป็นธรรมชาติคนเราที่จะอ่อนไหวกับทัศนะด้านลบ โดยจะเก็บมาคิดหมกมุ่นเป็นเวลานานด้วยอารมณ์ที่รุนแรง จึงไม่น่าประหลาดใจว่า metaperception มักดูดเอาเรื่องไม่ดีทั้งหลายมาเป็น self identity  มากกว่าจะเป็นเรื่องดีๆ
 
และนั่นทำให้คนเราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง เพราะเท่ากับว่า ความเป็นตัวตนของเราไปถูกชี้กำหนดโดยคนอื่น ทั้งๆที่คนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้จักเราดีพอ
 
อีกทั้งเป็นไปได้ว่า แต่ละคนที่พร้อมใจกันมองเราในแง่ลบนั้น ที่จริงพวกเขาอาจไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เพียงแต่เป็นปักใจการเชื่อตามๆกันโดยอิทธิพลกลุ่ม เช่นเมื่อคนหนึ่งในที่ทำงานเห็นว่าเราไม่มีความสามารถ คนอื่นในกลุ่มนั้นก็อาจจะคล้อยตามทันทีโดยไม่ได้คิด และแสดงออกต่อเราในลักษณะดูแคลนเหมือนๆกันหมด ทั้งนี้เป็นไปตามธรรมชาติของจิตวิทยากลุ่มที่ว่า มนุษย์มักจะเชื่อไปในทางเดียวกัน เพียงเพื่อจะได้เข้าพวก
 
นอกจากนั้น ความเห็นคนอื่นที่มีต่อเราในแง่ลบอาจเป็นเพียงเรื่องเฉพาะเหตุการณ์ หรือ circumstancial เป็นความผิดพลาดในเรื่องนั้นเวลานั้น แต่ด้วยความที่อ่อนไหวกับภาพที่เป็นลบ ทำให้ตีความไปว่าภาพลบจากเหตุการณ์ย่อยๆนั้นคือภาพที่ติดตัวของเราไป 
 
เมื่อเราอ่อนไหวกับ metaperception เราจะพยายามปกป้องตัวเองด้วยวิธีต่างๆ โดยการแก้ตัวเกินความจำเป็น กลายเป็นอาการอาการร้อนตัวหรือ oversensitive  โดยเฉพาะความรู้สึกว่ามีคนคอยจับผิดอยู่ จะยิ่งทำให้เกิดความประหม่าและยิ่งทำผิดพลาดมากขึ้น ผลคือคนก็ยิ่งเห็นความผิดพลาดมากขึ้น และต่อว่าเรามากขึ้น และนั่นจะทำให้เรายิ่งดูแย่ขึ้นมาจริงๆ ทั้งที่โดยแก่นแท้แล้วเราไม่ได้มีปัญหาขนาดนั้นเลยแต่แรก
 
ความรู้สึกระแวงต้องคอยปกป้องตนเองตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกแย่ไปกับตัวเองมากไปกว่าเดิม จนอาจเกิดอาการเกลียดตัวเอง ตีค่าตัวเองต่ำ
 
ปัญหายังไม่จบแค่นั้น William Swann แห่ง University of Taxas at Austin อธิบายว่า คนที่มี perception กับตัวเองเป็นลบอยู่แล้ว จะยิ่งอ่อนไหวกับความเห็นที่เป็นลบมากยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจร negative feedback หรือ vicous circle  เมื่อมีใครมองเราในแง่ลบ แม้เพียงนิดเดียวและไม่ได้สำคัญอะไร เราก็อาจนำมาขยายความหมายใหญ่โต เพื่อเป็นการสนับสนุนความเชื่อว่า เราเป็นคนแย่อย่างนั้นจริงๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
 
จนถึงระดับหนึ่ง เราอาจหวังเพียงแค่ขอให้คนอื่นชอบเราก็พอแล้ว ไม่ต้องยอมรับ ไม่ต้อง respect ก็ได้  ผลก็คือ เราจะเป็นคนที่ “ยอมคน” แทบทุกอย่าง ทำยังไงก็ได้ให้คนชอบ เปิดโอกาสให้ถูกเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา
 
และนั่นทำให้คนที่รู้ถึงจุดอ่อนนี้มักจะใช้วิธีสร้างเงื่อนไขในการชักใยหรือ manipulate ว่า “ถ้าทำตามอย่างที่เขาต้องการถึงจะถือว่าเป็นคนดี” ทำให้คนที่อ่อนไหวกับ metaperception จำต้องปฏิบัติตามนั้นเพื่อรักษาความรู้สึกดีๆกับตัวเองไว้ โดย manipulator ที่มีความสำคัญในชีวิต อย่างเช่นเจ้านายหรือแฟน จะค่อยๆเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ระมัดระวังไม่ให้มากเกินไปจนผู้ที่ถูก manipulated จะรู้สึกโกรธและหันมาต่อต้านได้ แต่ให้กดดันมากพอที่ manipulator จะได้ประโยชน์สูงสุดในขณะที่ผู้ถูก manipulated ก็ยังมีความเกรงใจ และโหยหาการยอมรับจาก manipulator อยู่
 
metaperception เป็นเรื่องที่อ่อนไหว บางครั้งเราก็รู้ชัดว่า self perception แย่ๆที่เรามองตัวเราอยู่เป็นเรื่องไร้เหตุผล แต่รู้ทั้งรู้ก็ยังยากทีจะลบล้างความคิดแบบนั้นเกี่ยวกับตัวเราออกไปได้ 
 
บทความใน Psychology Today โดย Michael Formica เล่าว่า สมัยเด็กเขาถูกครูต่อว่าต่อหน้าเพื่อนในห้องเรียนว่าในชีวิตนี้ไม่มีทางเก่งคณิตศาสตร์ได้ ถึงแม้ทุกวันนี้เขาจบปริญญาเอกทางคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังประหม่าในการคิดเลขง่ายๆอย่างการแบ่งทิปหรือบวกเลขอยู่ ซึ่งคล้ายกับโจทย์ในห้องเรียน
 
Metaperception จึงชี้ว่าคนเรานั้นมีความเปราะบางมากในเรื่องของการมองตนเอง โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ยังไม่สามารถใช้เหตุผลมาโต้แย้งความเห็นเหล่านั้นได้ และนั่นทำให้หลายคนเติบโตมาบนภาพลักษณ์ที่เป็นลบและส่งผลกับชีวิตทั้งหมดในเวลาต่อมา หลายคนกลายเป็นที่ดูดซับเอาความเห็นด้านลบทั้งหลายเข้าตัวจนเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง 
 
ในเมื่อ metaperception อาจจะเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตได้ การรู้จักระมัดระวังในการกลั่นกรองความเห็นรอบข้างเกี่ยวกับตัวเราจึงเป็น skill ที่จำเป็น ไม่เช่นนั้น self perception ของเราอาจเต็มไปด้วยเรื่องหลอกๆ และก็ใช้ชีวิตไปตามนั้น
 
นักจิตวิทยาบอกว่า วิธีจัดการกับ metaperception อยากแรกสุดอยู่ที่ว่า เราควรแยกให้ออกระหว่าง “ความเห็น” กับ “ความจริง” อย่าคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน
 
เราควรมอง “ความเห็น” อย่างที่มันเป็น คือเป็นทัศนะจากคนคนหนึ่งที่ผ่านตัวแปรที่เรามองไม่เห็นอย่างมากมายมาก่อนจะเป็นคำพูด และไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงความเห็นคนรอบข้างที่มีกับตัวเราได้
 
ความสามารถที่จะแยกสองอย่างนี้ได้นั้น Caroll Izard แห่ง University of Delaware บอกว่า ขึ้นอยู่ “ความสามารถในควบคุมอารมณ์” คนที่ยังสามารถนิ่งได้ แม้ถูกรุมล้อมเล่นงาน จะมีสมาธิที่จะวิเคราะห์กลั่นกรองได้ว่า ความเห็นเหล่านั้นตั้งอยู่บนความจริงหรือไม่ มี hidden agenda หรือ bias หรือไม่ แต่ถ้าน่าจะจริง ก็จะสามารถนำคำตำหนิเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่เจ็บปวด
 
เมื่อนั้นถึงอาจจะเรียกได้ว่า เราเป็นเจ้าของตัวเราได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ถูกใครคนอื่นมากำหนด
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู

รักมีพลังมากมายมหาศาล สร้างโลกใบใหม่ได้ และทำลายโลกใบเดิมของเราได้เหมือนกัน