OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 5

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
18 ก.ค. 2561
ถ้าวันไหนเพื่อนร่วมงานคนใดคนหนึ่งถูกซื้อบริการแล้วไม่กลับที่พัก วันนั้นพวกที่เหลือจะเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข เพราะไม่รู้ว่าถูกพวกยากูซ่าฆ่าทิ้ง หรือถูกนิวกังจับตัวไปกันแน่

ชีวิตในญี่ปุ่นโหดร้ายกว่าที่ใครคิด ต้องอยู่แบบเสี่ยงโชคและเสี่ยงชีวิต เอาอะไรแน่นอนไม่ได้ หรือบางครั้งเพื่อนไม่กลับห้อง 1 คืน พวกเราก็ต้องเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าแล้วแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่นก่อน เพราะถ้าโดนจับ ไม่เกิน 3 วัน พวกนิวกังต้องตามมากวาดเพื่อนร่วมห้องกลับไปด้วยกัน ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงอยู่กันไม่เป็นที่เป็นทาง เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

หลายวันผ่านไปพี่ตาเริ่มพาฉันออกไปเปิดหูเปิดตาสู่โลกกว้างตามสถานที่ต่างๆ ของเมืองนากาโน่ ไปเที่ยวชมสวนแอปเปิ้ล องุ่น สาลี่ สตรอว์เบอรี่ ลูกพลับ และพาไปไหว้พระบนภูเขาสูง เพื่อขอพรให้อยู่รอดปลอดภัยในญี่ปุ่น พี่ตาบอกว่าวัดบนภูเขาแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก มีคนไทยไปกราบไหว้ขอพรเยอะมาก

ตอนนั้นอะไรที่ว่าดี ศักดิ์สิทธิ์ ขอให้บอกเถอะ ฉันจะดั้งด้นตะเวนไปไหว้ทุกแห่งหน หรือแม้แต่วัดตายายที่เป็นรูปปั้นอวัยวะเพศชายหญิง ว่ากันว่าถ้าใครที่มีลูกยากก็จะพากันมาขอลูกที่นี่ และได้ผลกลับไปหลายราย (ความจริงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกูเลย แต่กูก็ไปไหว้ เพื่อขอให้อยู่รอดปลอดภัย!)

ชีวิตประจำวันของฉันและเพื่อนๆ คนไทยที่ในญี่ปุ่นก็ไม่มีอะไรมาก คือกินแล้วก็นอน ตื่นมาแล้วก็ทำงาน คืนไหนไม่ได้งานฉันแสนจะดีใจ เพราะเมื่อกลับถึงห้องพักพี่ตาจะทำอาหารไทยกินตลอด หลักๆ ก็ไม่พ้นส้มตำปลาร้ากับขนมจีนที่ซื้อเส้นมาต้มทำกันเองแบบง่ายๆ นอกนั้นก็เป็นแกงส้ม แกงเผ็ด อาหารง่ายๆ ตามสไตล์ไทยๆ

ฉันเริ่มเรียนรู้วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นที่เป็นไปในแบบเรียบง่ายและดูดีมีเสน่ห์ อีกทั้งความเป็นระเบียบวินัยที่ดูเหมือนว่าสิ่งนี้ถูกปลูกฝังไว้ในสายเลือดคนญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กๆ จนเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก ชวนให้ใครๆ อยากไปสัมผัส

แม้แต่ตัวฉันเองก็เริ่มหลงใหลญี่ปุ่นมากขึ้นจนไม่อยากกลับเมืองไทย เพราะเบื่อความยากจน และเบื่อการแบ่งแยกชนชั้นของคนไทยที่ไม่มีวันเท่าเทียมกันได้ ทั้งๆ ที่คนไทยมีวลีเด็ดประจำชาติที่ว่า คนไทยไม่มีวันทิ้งกัน (แต่ฉันเห็นคนไทยในต่างแดนมักอิจฉาริษยาและฟาดฟันกันเองตลอด)

โดยเฉพาะถ้าใครได้เข้ามาสู้เส้นทางขายบริการหรือเคยติดคุก จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะความประมาทก็ตาม คนๆ นั้นจะไม่มีพื้นที่ยืนในสังคมอย่างเด็ดขาด คำว่าให้อภัย หรือให้โอกาสจึงไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย (แม้แต่คนในครอบครัวยังกลัวกันเอง!)

หนึ่งเดือนผ่านไป ครบกำหนดเบิกเงินส่งบ้านตามสัญญาที่ระบุ ฉันรับเงิน 5 มัง = 1 หมื่นบาทก็รีบจัดการส่งไปให้ทางบ้านทันทีด้วยความปลาบปลื้มใจและตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาไหล ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีปัญญาส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ได้เดือนละเป็นหมื่นบาท ถือว่าไม่ใช่เงินน้อยๆ ใน 30 กว่าปีที่แล้ว

ตอนนั้นฉันคิดไปไกลว่าถ้าใช้หนี้หมดแท็กเมื่อไหร่คงเก็บเงินไม่ถึงปีก็ซื้อบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่อยู่ได้แบบสบายๆ จะได้ไม่ต้องเช่าห้องแถวเดือนละ 1,500 อีกต่อไป สมัยนั้นทาวน์เฮาส์หลังละ 3-4 แสนบาท ทองคำบาทละ 4 พันบาทเอง

กระทั่งสองเดือนต่อมา ฉันก็ได้รับข่าวที่ไม่รู้จะเรียกว่าข่าวดีหรือข่าวร้าย เมื่อมาม่ามาซังโดนตำรวจจับ ด้วยข้อหาอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือนางต้องติดคุกแล้วถูกส่งกลับไต้หวัน ตอนนั้นฉันอยู่ในความดูแลของพี่ตาเพราะใช้แท็กได้ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย

พี่ส้มกับพี่หนึ่งยังเหลือค่าแท็กอีกไม่กี่สิบใบ ทั้งคู่จึงถือโอกาสออกจากสังกัดของมาม่าซังเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่ พี่ส้มชวนฉันให้ไปอยู่ด้วยกันอีกจังหวัดหนึ่ง เธอหว่านล้อมฉันสารพัดแล้วบอกเหตุผลว่ามาม่าซังไม่กลับมาอีกแล้ว จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร

ก็จริงนะ...พี่ส้มพูดถูกจนฉันคิดหนักอยากไปก็อยาก แต่ติดที่พี่ตายังคงทำหน้าที่ดูแลฉันอยู่ จึงไม่กล้าตามพี่ทั้งสองไป กระทั่งสามวันผ่านไปฉันเริ่มคิดนอกกรอบว่าในเมื่อทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง แล้วกูจะรออะไรล่ะ โอกาสมาแล้ว มาม่าซังโดนจับแบบนี้ ก็ถือว่าฉันไม่ได้หนีแท็ก

วันนั้นฉันตัดสินใจ โทรหาพี่ส้มกับพี่หนึ่งเพื่อขอไปอยู่ด้วย โดยไม่บอกให้พี่ตารู้ เพราะเธอเป็นทาสผู้ซื้อสัตย์ของมาม่าซัง ถ้าขอไปดีๆ ก็คงไม่ปล่อยให้ฉันไปแน่ แล้วฉันก็เป็นอิสระ ติดตามพี่หนึ่งกับพี่ส้มไปอยู่มัสสุโมโต้ ซึ่งอยู่ติดกับนากาโน่

ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งที่ร้านสแน็กเล็กๆ ของคนไทย ซึ่งเพื่อนพี่หนึ่งเป็นมาม่าซังอยู่ในร้านนี้ ที่นั่นมีผู้หญิงไทยทำงานประมาณ 4-5 คน แล้วฉันก็ไม่อยากเชื่อว่าหนึ่งในนั้นมีแนนอยู่ด้วย ฉันเล่าให้แนนฟังว่ามาม่าซังโดนจับ แบบนี้ถือว่าฉันไม่ได้หนีแท็ก แต่อย่างไรก็ดีฉันขอร้องแนนว่าห้ามติดต่อบอกพี่ติ๊กเด็ดขาด เพราะเธอต้องมารับฉันกลับไปทำงานใช้หนี้ต่อแน่ๆ จนกว่าจะครบ 5 แสนบาท หรืออาจส่งฉันไปขายต่อให้กับมาม่าซังรายอื่นต่อไป

แต่ในความโชคร้ายมักจะมีความโชคดีแฝงอยู่เสมอ และไม่คิดเลยว่าโลกมันกลมขนาดนี้ เมื่อแนนพูดฉันว่า
 “หนิงกูมีข่าวดีจะบอก…มึงทายซิว่ากูมาเจอใครที่นี้?”
“มึงเจอพี่โอ๋เหรอ หรือว่าอีต่าย?”
“ไม่ใช่…คนนี้ถ้ามึงรู้แล้วจะต้องดีใจสุดๆแน่!!”

แนนตั้งคำถามชวนให้ฉันตื่นเต้นจนลืมเรื่องเครียดเมื่อครู่นี้ไปสนิท แต่คำถามแบบนี้กับคนที่ฉันคิดว่าเจอแล้วจะต้องดีใจขนาดนั้นก็คงไม่มีใครนอกจากเล็ก เพื่อนรักในพัทยา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เพราะเล็กถูกแม่เธอส่งไปอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่ฉันก็ทายมั่วๆ ไปแบบนั้นแหละ

“มึงอย่าบอกนะว่าเจอ อีเล็ก!!”
“มึงรู้ได้ไงวะ?”
“กูทายมั่วๆ”
“เออ…ใช่ กูเจออีเล็ก ซี้เก่ามึง”

แนนพูดจบก็ยกโทรศัพท์ในร้านโทรไปหาเล็กทันที ฉันได้ยินแนนทักทายเล็กไม่กี่คำ เธอก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ฉันคุยต่อ แล้วฉันก็ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง เล็กส่งเสียงทักทายฉันด้วยความตื่นเต้น ส่วนฉันก็น้ำตาแตกด้วยความดีใจ

“เฮ้ยหนิง…ใช่มึงจริงๆ ด้วย มาได้ไงวะ?”
“แล้วมึงล่ะมาได้ไง…ไหนบอกไปซาอุไง”
“ตอนแรกก็จะไปแหละ แต่เค้าเปลี่ยนใจให้กูมาญี่ปุ่น”

เราทักทายกันไม่กี่คำแล้วก็พากันร้องให้ด้วยความดีใจ เล็กจึงตัดบทว่าให้ฉันรออยู่ที่ร้านนั่นแหละ เดี๋ยวเธอจะมารับฉันไปอยู่ด้วย จากนั้นไม่ถึงชั่วโมงเล็กก็นั่งแท็กซี่มารับฉันตามนัด และทันทีที่เราพบหน้ากันต่างก็ร้องให้กอดกันด้วยความคิดถึงเหมือนไม่ได้เจอกันมานานหลายสิบปี ทั้งที่เพิ่งจากกันแค่ 4-5 เดือน

เมื่อเล็กรู้ปัญหาของฉันเกี่ยวกับมาม่าซังโดนจับ เธอบอกว่าจริงๆ แล้วฉันก็ควรเป็นอิสระนั่นแหละ จะไปไหนได้ก็นะ แต่ถ้าผัวมาม่าซังยังอยู่ ฉันก็ต้องทำงานใช้หนี้ต่อไปจนกว่าจะหมดแท็ก เพราะไม่อย่างนั้นผัวมาม่าซังจะตามไปเอาเงินคืนจากพี่ติ๊กได้

เรื่องนี้เล็กบอกว่าไม่ต้องกังวล เดี๋ยวเธอจะคุยกับพี่ติ๊กเพื่อต่อรองจ่ายหนี้สินที่เหลือให้เรื่องนี้จบๆ กันไป เพื่อฉันจะได้ไม่ต้องถูกติดตามเหมือนคนหนีแท็ก เล็กบอกว่าเธอรู้จักพี่ติ๊กดี เพราะเคยเป็นแม่แท็กเธอมาก่อน ตอนนั้นพี่ติ๊กพาเธอมาขายให้กับมาม่าซังคนไทยในจังหวัดนากาโน่ กระทั่งทำงานได้ไม่ถึงอาทิตย์ เธอก็โชคดีมาเจอไอ้กอตัดแท็กให้ (ไอ้กอ = ยากูซ่า)

เล็กเล่าให้ฉันรู้คร่าวๆ ว่าตอนนี้ชีวิตเธอดูเหมือนจะดี มีแฟนเป็นไอ้กอให้เงินใช้อย่างฟุ้งเฟื้อแบบไม่ขัดสน แต่เธอก็ไม่เคยมีความสุขที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผัวคนรุ่นราวคราวพ่อและอยู่ในสถานะเมียน้อย ถึงแม้ 2-3 วันจะมาหาสักครั้ง แต่ก็รู้สึกทุกข์ใจเหมือนถูกกักขังมาตลอด

ตลอดเวลาเธอคิดอยากหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่มีโอกาสไปได้สักที จึงต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้มาตลอด ชีวิตของเล็กมักจะโชคดีแบบนี้เสมอ คือจะมีคนเข้ามารับเลี้ยงตลอดตั้งแต่อยู่พัทยาแล้ว แม้แต่อาพอล์หนุ่มฮ่องกงที่ฉันไปเจอในฮ่องกง ก็เคยส่งเสียเล็กทุกเรื่องยันส่งให้เรียนอีกต่างหาก ประมาณว่าวาสนาขาย Hee ดีจริงๆ

วันนั้นเล็กพาฉันเข้าไปอยู่อพาร์ทเมนท์เดียวกับเธอ แล้วบอกว่ายังไม่ต้องทำงานนะ เพราะผัวไอ้กอกำลังจะเปิดร้านคาราโอเกะให้เธอพร้อมกับซื้อผู้หญิงไทยให้ 3-4 คนมาทำงานในร้าน ดังนั้นเล็กจึงอยากให้ฉันมาช่วยเธอดูแลร้านจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ข้อดีข้อแรกของ LINE Taxi คือ ใช้ง่ายมาก ไม่ต้องโหลดใหม่เลย แค่มีแอป LINE Man ก็พอ...
หลายอย่างที่เรียกว่า “ประสบการณ์” หรือ “experience” นั้น กลับไม่ใช่ เพราะมันเป็นเพียง “exposure” หรือ “การได้สัมผ้ส” แค่นั้นมากกว่า