หลังจากไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมแล้ว เราเดินเล่นชมวิวรอบบริเวณรอบๆ ศาล ซึ่งมีตลาดนัดขายสินค้าสารพัดอย่าง วันนั้นเราสองคนมีความสุขมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิถีชีวิตตอนกลางวันของคนสิงคโปร์ ที่มีแต่ความชุลมุนวุ่นวายของชาวจีนที่แย่งกันค้าขาย แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว ไม่ต่างกับย่านไชน่าทาวน์
ดูท่าทางน้องเล็กจะสดชื่นมากที่ได้ออกมาเห็นโลกภายนอก เธอบอกความรู้สึกเหมือนได้เป็นนักท่องเที่ยวเต็มตัวก็วันนั้นแหละ เมื่อกลับถึงที่พักเฮียไหวเห็นหน้าตาเราสองคนยิ้มแย้ม แกก็พลอยดีใจไปด้วยเพราะเหมือนได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้เรารู้สึกดีขึ้น พร้อมกับบอกให้เราอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปทำงาน เพราะไอ้หมงจะเข้ามารับตอนบ่าย 3 โมง เพื่อไปทำงานในสถานที่แห่งใหม่
เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมง ไอ้หมงก็มารับเราตามที่นัดไว้ จากนั้นก็ขับรถพาเราออกไปนอกเมืองและค่อยๆ ห่างไกลบ้านเรือนผู้คนออกไปทุกที ระหว่างทางที่รถวิ่งไปเรื่อยๆ ฉันเห็นโกดังเก็บของหลายแห่งสลับกับสองข้างทางที่เป็นป่าต้นอ้อสูงท่วมหัวตลอดแนว บรรยากาศคล้ายกับชนบทตามต่างจังหวัด
ตอนนั้นฉันอดใจไม่ไหวที่อยากจะรู้ว่าไอ้หมงมันจะพาเราไปไหนกันแน่ เพราะนั่งรถมาไกลขนาดตั้งเกือบค่อนชั่วโมงแล้วยังไม่ถึงที่หมายสักที ถือว่าไม่ค่อยปกติ จึงต้องถามมันให้รู้เรื่อง
“วันนี้เฮียหมงจะพาพวกอั๊วไปไหนหรอ?”
“ก็ไปทำงานสิ!” ตอบแบบอ้ำอึ้ง
“แล้วไปทำที่ไหนล่ะ ทำไมใกล้จัง?”
“ถึงอั๊วบอกไปลื้อก็ไม่รู้จักอยู่ดี”
ไอ้หมงพูดถูก แต่ก็เป็นคำตอบที่กวนส้นตีนมาก อาจเป็นเพราะมันรำคาญที่ฉันถามเซ้าซี้มากไป ถ้าแบบนี้ก็คงไม่ต้องถามอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะดูท่าว่ามันจะไม่ค่อยพอใจ ฉันกับน้องเล็กก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าวันนี้ไอ้หมงจะพาเราไปรับเวรรับกรรมที่ไหนอีก
กระทั่งถึงที่หมายปลายทาง ไอ้หมงก็ขับรถเข้ามาในแหล่งชุมชนเล็กๆ ลักษณะเหมือนเป็นหมู่บ้านท้องถิ่น มีตลาดนัดพื้นบ้านขายผักขายปลาและผลไม้ต่างๆ มีร้านขายของชำคล้ายกับเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ค่อนข้างเก่าแก่มาก บริเวณนั้นมีตึกสูง 4-5 ชั้น ลักษณะคล้ายแฟลตตำรวจที่ทั้งเก่าทั้งโทรม แล้วไอ้หมงก็ขับรถเข้าไปจอดรถใต้ถุนตึก
จากนั้นก็พาเราขึ้นไปบนชั้น 4 แล้วยืนกดออดที่หน้าห้อง แค่ไม่กี่วินาทีก็มีหญิงไทยวัยประมาณ 30 กว่าปีออกมาเปิดประตูต้อนรับพวกเรา และทันทีที่ประตูเปิดออกกลิ่นหอมฉุยเหมือนใครกำลังปรุงอาหารใส่ปลาร้าก็พวยพุ่งออกมาเตะจมูกฉันอย่างจัง
“สวัดดีเฮีย แหม… มาได้จังหวะทำกับข้าวเสร็จพอดีเลย” ทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อเข้าไปด้านในก็พบกับผู้หญิงไทยวัยรุ่น 4 คน อายุประมาณ 20 กว่าปี กำลังช่วยกันทำกับข้าวอยู่ในโซนห้องครัวที่ไม่มีฝาห้อง จากนั้นก็ช่วยกันจัดเตรียมพื้นที่ตั้งวงอาหาร โดยนั่งกินกับพื้น ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีผู้ชายไทยวัยประมาณ 40 กว่าปี ออกมาทักทายเฮียหมง ทั้งคู่คุยภาษาไทยแบบคนสนิทสนมคุ้นเคยกันดี
เฮียหมงแนะนำให้ฉันกับน้องเล็กรู้จักกับผู้หญิงที่ออกมาเปิดประตูต้อนรับพวกเรา ว่าชื่อพี่ใจ เป็นน้องสาวของยัยจี๋ ส่วนผู้ชายชื่อพี่สันต์ เป็นสามีของพี่ใจ จากที่ได้นั่งฟังพวกเขาคุยกัน ฉันก็พอเข้าใจได้ว่าพี่สันต์มาทำงานเป็นโฟร์แมนระดับหัวหน้าอยู่ในไซด์งานแห่งหนึ่ง
สรุปก็คือทั้ง 3 คนนี้ดองญาติกันเป็นน้องเขยน้องเมียนั่นเอง เราคุยกันได้ไม่กี่นาที พี่ใจก็เชิญไปเข้าวงกินอาหารร่วมกัน
“ทำไมรอบนี้พามาแค่ 2 คนล่ะเฮีย” พี่สันต์เอ่ยถาม
“รออาทิตย์หน้าซิ กำลังจะมาอีก 3 คน” เฮียหมงตอบ
จากการนั่งฟังผู้หญิงทั้ง 4 คน และพี่ใจสนทนาร่วมกันในวงข้าว ฉันก็พอจับใจความได้ว่าสองผัวเมียคู่นี้หารายได้พิเศษจากการทำเซ็กส์ทัวร์ โดยนำสาวๆ ทั้ง 4 คนนี้มาขายบริการให้กับพวกคนงานต่างด้าวชาติต่างๆ ในไซต์งานของตน โดยจะมาในช่วงวันเงินเดือนออก คนงานที่ว่านี้มีทั้งคนไทย อินเดีย บังกลาเทศ และคนจีนแผ่นดินใหญ่
หลังจากทุกคนรับประทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเธอต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปทำงานที่ไหนสักแห่ง ซึ่งฉันยังไม่รู้ แล้วพี่ก็เข้ามาพูดคุยกับเราสองคน
“น้องสองคนมาได้กี่วันแล้ว?”
“อาทิตย์กว่าแล้วค่ะ” ฉันตอบ
“ใช้หนี้หมดหรือยัง?”
“ยังเลยค่ะ เหลืออีกนิดหน่อย” ฉันตอบ
“โอ๊ย...เดี๋ยวคืนนี้พวกเธอก็หมดหนี้แล้วหละ” พี่ใจพูดแล้วยิ้มอย่างมั่นใจ
“ที่นี่แขกเยอะเหรอพี่?”
“มีเป็นร้อย...พวกเธอจะรับกันไหวหรือเปล่าหรอก!?” พี่ใจพูดแล้วหัวเราะเหมือเป็นเรื่องสนุก
ตอนนั้นฉันถือโอกาสสอบถามพี่ใจบ้าง เกี่ยวกับเรื่องงานที่จะให้เราสองคนไปทำในวันนี้ ว่าเป็นงานแบบไหน และต้องไปทำที่ไหน พี่ใจจึงอธิบายคร่าวๆ ว่า วิธีการทำงานก็ไม่ต่างจากเกลัง แต่สถานที่อยู่ในป่าและรับประกันว่าปลอดภัยจากพวกตำรวจแน่นอน
พี่ใจบอกว่าที่นั่นมีลูกค้ารอใช้บริการจากพวกเราเกือบ 300 คน ที่มาทำงานอยู่ในในไซต์งานของพี่สันต์ ซึ่งเรื่องนี้ไอ้หมงไม่เคยบอกให้ฉันรู้ล่วงหน้ามาก่อน
จากนั้นพี่ใจก็พูดทำนองสั่งสอนให้เราอดทนทำงานเหมือนกับสาวๆ ทั้ง 4 คนที่อยู่กับเธอ โดยใช้เวลาทำงานแค่ 3-4 วันก็โกยเงินกลับบ้านไปครั้งละหลายหมื่นบาท พี่ใจยังพูดชื่นชมทั้ง 4 คน ว่าทำงานเก่งเพราะตั้งใจมาหาเงินจริงๆ จึงไม่เลือกแขก รับได้หมดทุกสภาพ ทุกชาติ แถมที่นี่ยังได้ค่าตัวมากกว่าที่เกลัง และไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจทุกวัน
หากฉันกับน้องเล็กอยากได้เงินก้อนโตกลับบ้านก็ไม่ควรเลือกแขก พูดง่ายๆ ว่าให้หลับหูหลับตาทำๆ ไป เพื่อจะได้โกยเงินกลับบ้านไปซะ ฟังแล้วเหมือนนางเป็นผู้หวังดี มีน้ำใจ ที่ให้เรามาทำงานในพื้นที่ของนาง เพื่อจะได้มีเงินกลับบ้าน แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือผลประโยชน์ของนางกับผัวล้วนๆ
เมื่อเฮียหมงพูดคุยธุระกับพี่สันต์เสร็จสิ้นแล้ว ก็เดินมาบอกเราสองคนว่า วันนี้พี่สันต์จะพาไปทำงานในไซต์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก แล้วมันจะกลับมารับตอน 4 ทุ่ม แต่ความรู้สึกฉันมันไม่อยากทำงานที่นี่เลย จึงพูดต่อรองกับไอ้หมงตรงๆ ว่าขอไม่ทำงานที่นี่ได้ไหม เพราะฉันไม่อยากทำงานกับพวกแขกดำที่มีกลิ่นตัวเหม็นๆ
ไอ้เฮียหมงรีบตอบกลับอย่างเห็นแก่ตัวว่าลูกค้าที่นี่มีหลายชาติ ทั้งคนจีนคนไทยปะปนอยู่เป็นร้อย ยังไงก็ให้ฉันไปลองดูก่อน เพราะตอนนี้ตำรวจที่เกลังชุมมาก ถ้าไม่ทำที่นี่ก็ไม่มีที่อื่นให้ทำแล้ว และมาทำแค่วันเดียวเท่านั้น ดีไม่ดีเราสองคนอาจใช้หนี้มันหมดแท็คในวันนี้ก็ได้
อันที่จริงฉันก็ไม่ได้รังเกียจแขกพวกนั้นหรอกนะถ้าต่างคนต่างอยู่ และเข้าใจดีว่าพวกเขาก็มีความต้องการทางเพศเหมือนผู้ชายทุกชาติทั่วไป แต่ที่รับไม่ได้ก็คือเรื่องกลิ่นตัวที่เหม็นฉุนรุนแรงหนักมาก บอกตรงๆ ว่ารับไม่ได้จริงๆ
นี่ถ้าแขกพวกนี้รู้ว่าฉันรังเกียจเรื่องกลิ่นตัวของพวกเขา ฉันเชื่อว่าพวกเค้าก็คงรังเกียจอาชีพขายบริการของพวกเราเช่นกัน ที่ไม่ได้วิเศษไปกว่าอาชีพจับกังหรือคนงานก่อสร้างที่พวกเขาทำอยู่ แต่การที่ฉันจะให้ใครมานอนทับร่างนั้น มันก็เป็นสิทธิ์ที่ฉันเลือกได้มิใช่หรือ? เพราะฉันมีสิทธิ์เลือก!.....






