‘ณ วันที่ฉันตาย’ เป็นช่วงเวลาที่ไม่ว่าคุณหรือเราต่างหนีไม่พ้น...ขณะที่ร่างกายกำลังดับสูญเหมือนกระจกที่แตกร้าว วาระนั้นจิตของเราคงพรั่งพรูเรื่องราวต่างๆนานาเสมือนเศษกระจกที่ยังสามารถ
สะท้อนเงาให้เห็นได้อยู่ นั่นคือวาระแสดงคุณค่าแห่งชีวิตว่า ‘คุณได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ...คุณได้ให้อะไรกับคนที่คุณรัก และ คุณทิ้งอะไรไว้ให้โลกรำลึก’ แล้วหรือยัง?
“Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.-จงใช้ชีวิตประหนึ่งพรุ่งนี้เป็นวาระสุดท้ายของชีวิต และจงเรียนรู้ให้เหมือนกับเรามีชีวิตนิรันดร์” คำกล่าวของมหาตมะ คานธียังคงซื้อใจคนได้เสมอ หาก ‘ณ วันที่ฉันตาย’ เป็นวาระที่ทุกคนตระหนัก เราจะเห็นผู้คนทำสิ่งที่อยากทำเสียที หลายครั้งเราผลัดวันประกันพรุ่งโดยสะกดจิตตัวเองว่า “เราไม่พร้อม – เราไม่กล้า – เอาไว้ค่อยทำ” หลากหลายสาเหตุที่พยายามฉุดคุณให้อยู่กับที่ (ซึ่งไม่ใช่แค่คุณหรอก...เราก็ด้วย)
เราอยากลองเรียนทำขนม อยากจริงจังกับรายได้เสริม
- เราอยากมีอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้ให้กับตัวเอง
- เราอยากทำสมาธิก่อนนอนให้ได้ทุกวัน
- เราอยากเรียนปริญญาโท และต่อเอก
แล้วถ้าเรื่องคนที่เรารักล่ะ?
- เราอยากร่วมกันเปิดร้านขนมกับแฟน
- เราอยากใช้เวลากับแม่และครอบครัวให้มากขึ้น
- เราอยากให้แม่หยุดทำงาน อยากเป็นคนรับผิดชอบครอบครัวแบบร้อยเปอร์เซ็นส์
แล้วถ้าเรื่องความรับผิดชอบต่อโลกล่ะ?
- เราอยากเข้าร่วมมูลนิธิหาบ้านให้กับหมาแมวจรจัด
- เราอยากลงแรงกายช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อผู้ทุพพลภาพ
หาก ‘ณ วันที่ฉันตาย’ เป็นวันนี้ เราจะเกลียดตัวเองที่ไม่เริ่มทำอะไรสักอย่าง เราจะหาคุณค่าของตัวเองไม่เจอ เราหาความภาคภูมิใจอะไรไม่ได้...แล้วเถาวัลย์ที่เราปลูกมาทั้งชีวิตไม่ได้มีแค่สามชนิดแน่นอน เรายืนยัน อาจจะห้า อาจจะสิบ หรืออาจจะร้อย แล้วอะไรล่ะสามารถกำจัดเถาวัลย์เหล่านี้ที่ค่อยๆกลืนกินจิตของคุณ คำตอบคือ ‘เริ่มทำอะไรสักอย่างสิ’ การเริ่มทำก็เหมือนคุณเอื้อมมือไปหยิบเลื่อยแล้วบรรจงเลื่อยออกทีละเล็กทีละน้อย เลื่อยได้บ้างไม่ได้บ้างก็ช่างมัน...แต่เชื่อว่ามันต้องมีสักเส้นล่ะที่ขาดออก
‘ณ วันที่ฉันตาย’ ไม่ใช่บทความแช่งชักหักกระดูกแต่เป็นการเตือนสติว่าวันนี้คุณได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ...คุณได้ให้อะไรกับคนที่คุณรัก และ คุณทิ้งอะไรไว้ให้โลกรำลึก’ แล้วหรือยัง...ถ้ายังก็เริ่มซะ!
อ่อ!ลืมบอกไป เราโทรไปสมัครคอร์สเรียนทำขนมเค้กแล้วนะ...สวัสดี






