หลังจากคุยกับกะเทยที่ร่วมผจญภัยมาด้วยกัน พูดคุยได้พักหนึ่งพวกเราต่างก็แยกย้ายกันไป ฉันกับน้องเล็กเดินลงไปตามหาไอ้เฮียหมงที่ด้านล่าง รู้สึกว่าคืนนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดีซะแล้ว เพราะตำรวจออกก่อกวนไปทั่วเมืองเพื่อตรวจจับผู้ค้าบริการแบบผิดกฎหมาย ต้องยอมรับว่ากฎหมายบ้านเขาเข้มงวดกวดขันจับจริงแทบทุกวัน
เมื่อมาถึงด้านล่าง ฉันเห็นไอ้หมงกำลังยืนคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพื่อนมัน แต่มารู้ทีหลังว่าชายคนนั้นเป็นลูกค้าที่ไอ้หมงไปเดินเร่หาให้มาซื้อบริการจากเราสองคน ฉันไม่คิดเลยว่าไอ้หมงมันจะเห็นพวกเราเป็นเยี่ยงทาสหรือผักปลาที่มันจะทำอย่างไรกับชีวิตเราก็ได้ทุกอย่าง
ตอนนั้นฉันมองดูตัวเองเหมือนคนไม่มีคุณค่า แค่ก้าวเข้ามาอยู่ในอาชีพแบบนี้มันก็แย่พออยู่แล้ว แต่การถูกนำมาเร่ขายตามข้างถนนหนทางแบบนี้มันยิ่งกว่าตกต่ำจนแทบไม่น่าเรียกว่าเป็นคนอีกต่อไป
บางครั้งสิ่งที่เราจำยอมต้องเลือก เราก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะมีอะไรเลวร้ายเกินกว่าที่เราคิด เพราะเราผิดเอง ที่เลือกเข้ามาอยู่เส้นทางอุบาทว์สายนี้ มันทำให้ฉันนึกถึงภาพลักษณ์ของกะเทยที่ชื่อเชอรี่และเพื่อนของนาง ที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรูหราราคาแพง ฉีดพรมน้ำหอมด้วยกลิ่นที่สัมผัสได้ถึงรสนิยมความเป็นคนชั้นสูง แม้แต่กระเป๋าที่พวกนางหิ้วมาทำงาน ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังทั้งนั้น
แต่ว่าเบื้องหลังการทำงานของพวกนางนี่ซิ อยากบอกว่าไม่ต่างอะไรจากสัตว์ทั่วไปที่มันนึกอยากจะสมสู่กันโดยไม่จำเป็นต้องเลือกสถานที่เวลาและโอกาส และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แท้ๆ
นี่แหละโลกแห่งมายาของคนที่ย่ำอยู่บนถนนสายกามโลกีย์ มันลึกลับซับซ้อนเกินกว่าที่ใครหลายคนจะล่วงรู้ได้ หากเลือกที่จะเข้ามาอยู่ในอาชีพขายบริการก็ต้องยอมทำได้ทุกอย่างแม้ต้องขายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอด ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจตัวเอง ว่าทำไมโชคชะตาถึงต้องส่งฉันให้มาเจอกับสองผัวเมียคู่นี้ด้วยก็ไม่รู้
เวลาล่วงเลยมาเกือบ 10 วัน เราสองคนยังไม่หมดหนี้สินจากไอ้หมงสักที เพราะมัวแต่วิ่งหนีตำรวจแทบทุกวัน และเป็นเพราะเราเลือกแขก ไม่ยอมทำงานกับพวกแขกดำทุกชาติ ไม่อย่างนั้นอาจหมดแท็กไปนานแล้ว แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันมีสิทธิ์ไม่ใช่หรือ
10 วันที่เราสองคนทำงานอยู่ในสิงคโปร์ ไม่เคยได้ออกเที่ยวที่ไหน ไม่เคยเห็นวิถีชีวิตตอนกลางวันของคนสิงคโปร์ ไม่เคยเห็นธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ เพราะตื่นมาช่วงบ่ายก็ต้องรีบหาอาหารยังชีพ จากนั้นก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน ระหว่างทำงานก็ต้องวิ่งหลบตำรวจ พอใกล้สว่างก็กลับเข้านอน ชีวิตประจำวันก็วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้
การทำงานใช้หนี้ด้วยจำนวน 80 รอบ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ยัยจี๋โม้ให้ฟังว่าอย่างมากไม่เกิน 3 วันก็ใช้หนี้สินหมด แต่นี่ปาเข้าไปอาทิตย์กว่าแล้ว เราสองคนเพิ่งทำงานใช้หนี้ไปได้แค่ครึ่งทางเอง และถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน มีหวังฉันกับน้องเล็กต้องได้กลับบ้านมือเปล่าแน่
ทั้งที่มีความหวังว่าหนี้สินใกล้จะหมดเต็มที คือเหลืออีกประมาณ 30 รอบ เราก็จะเป็นอิสระได้เงินเข้ากระเป๋าเป็นของตัวเองซะที แต่ดูเหมือนจะเลือนรางเหลือเกิน
คืนหนึ่งช่วงเวลาเที่ยงคืน ไอ้เฮียหมงมารอรับเราสองคนที่เกลังไวกว่าปกติอีกเช่นเคย เพราะมันรู้ว่าถ้าดึกมากลูกค้าจะซาลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้ลูกค้าหลายรอบอาจเป็นไปได้ยาก และครั้งนี้มันก็ทำเหมือนที่ผ่านๆ มา คือพาเราไปทำงานต่อนอกพื้นที่เกลังอีกตามเคย
คืนนี้ไอ้หมงขับรถพาเราสองคนไปนั่งที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นตึกสูงประมาณ 3 ชั้น ความกว้างราว 2 คูหา ด้านล่างขายกาแฟและทอดปลาท่องโก๋ขายยามเช้า ดูแล้วก็คล้ายกับบรรยากาศร้านกาแฟที่เมืองไทยบ้านเรา
ส่วนด้านบนเป็นโรงแรมราคาถูก มีพวกแท็กซี่มาเช่าพักกันเพียบ เท่าที่สังเกตลูกค้าที่เข้ามาดื่มกาแฟส่วนใหญ่เป็นพวกขับแท็กซี่ทั้งนั้นและน่าจะเป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงของไอ้หมง
ฉันกับน้องเล็กเริ่มมีอาการหงุดหงิดกับไอ้หมงที่พามานั่งร้านนี้และเดาว่าคืนนี้มันต้องพาเราไปตระเวนทำงานที่นี่แน่ๆ ยิ่งเห็นสีหน้าของน้องเล็กเป็นส้นตีนแบบนี้ก็ยิ่งสร้างความกดดันให้ฉันรู้สึกแย่เข้าไปอีก เพราะต้องคอยพูดปลอบใจเพื่อนตลอดเวลา ว่าอดทนสู้อีกนิดไม่เกิน 3 วันเราก็คงเป็นอิสระ ได้ทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองซะที
แล้วคืนนั้นไอ้หมงก็จัดการยัดลูกค้าซึ่งเป็นเพื่อนขับแท็กซี่กับมันให้ฉันกับน้องเล็กคนละ 2 รอบ ซึ่งเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเราเป็นเด็กแท็กอยู่ในสภาวะที่ต้องปลดหนี้ จึงต้องยอมทำตามคำสั่งมันทุกอย่าง
“กูรู้สึกแย่มากนะ ที่ต้องทำงานกับไอ้พวกขับแท็กซี่!” น้องเล็กกล่าวอย่างน้อยใจชีวิต
“มึงอย่าคิดมากซิ คนขับแท็กซี่ก็คนเหมือนกันน่า”
“กูไม่ได้อยากดูถูกอาชีพใคร แต่หมายถึงดูเราตกต่ำ ยังไงบอกไม่รู้”
“ช่างแม่งเถอะน่า กูว่าก็ยังดีกว่าไปเอากับไอ้พวกแขกดำจับกังตัวเหม็นๆ นะ”
“เออ...กูก็ไม่เข้าใจ ทำไมอีพวกนั้นมันรับกันได้วะ?”
“ก็ตั้งใจมาหาเงินนี่หว่า เจอแขกเหี้ยอะไรก็รับได้หมดแหละ”
ความเถื่อนดิบของงานขายบริการทางเพศมีสารพัดรูปแบบ ไม่มีขอบเขต ไม่มีคำว่าศีลธรรมใดๆ ขอแค่ให้ได้เงินมาเท่านั้นเป็นพอ เพราะเวลามีทรัพย์สินเงินทองมากมายใช้ชีวิตหรูหราก็มีคนเคารพยกย่อง (ผู้หญิงที่ทำตัวไฮโซแต่แอบแฝงขายตัวมีเยอะมากในสังคมปัจจุบัน)
คืนนั้นกว่าเราสองคนได้เวลาหอบร่างกลับไปพักผ่อนก็ปาไปค่อนสว่างตามเคย และเตรียมตื่นมารับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
วันรุ่งขึ้นเฮียไหวเข้ามาปลุกให้เราตื่นตั้งแต่ 10 โมงเช้า ซึ่งฉันยังอยู่ในอาการทั้งง่วงทั้งเพลีย เหมือนเพิ่งจะหลับไปได้ไม่กี่นาที
“วันนี้ลื้อสองคนอยากไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันไหม” เฮียไหวถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เฮียจะพาพวกหนูไปเหรอ?” ฉันถาม
“เดี๋ยวอั๊วเขียนที่อยู่ให้แท็กซี่พาพวกลื้อไป”
“กูไม่ไปนะ...ง่วง” น้องเล็กงัวเงียตอบ
“ไปเถอะน่า ให้เจ้าแม่คุ้มครองพวกลื้อไง จะได้ใช้หนี้หมดไวๆ” เฮียไหวกล่าว
“เจ้าแม่กวนอิมอยู่แถวไหนล่ะ ไกลมั้ย?”
“ไม่ไกลหรอก นั่งรถ 10 นาทีก็ถึง”
เฮียไหวพยายามพูดให้เราสองคนไปกราบไหว้ขอพรกับเจ้าแม่กวนอิมให้ได้ เพราะเห็นว่าเราสองคนดวงไม่ค่อยดี ทำงานก็ไม่ค่อยเป็นสุข ต้องวิ่งหนีตำรวจแทบทุกวัน ทำให้การงานต้องสะดุด ใช้หนี้เถ้าแก่ไม่หมดสักที
ตอนนั้นฉันอยากไปกราบไหว้ท่านมาก เพราะนับถือเจ้าแม่กวนอิมมานานตั้งแต่เข้าวงการ ครั้งแรกที่ไปไหว้ก็ที่พัทยาบนเขา สทร. และไปไหว้อีกครั้งที่เมืองซัวเถา ครั้งนี้จะได้มาไหว้ที่สิงคโปร์อีก ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่นะ วันนั้นฉันพูดกับน้องเล็กว่าเธอสมควรไปไหว้ขอพรท่านนะ เผื่อจะได้พบเจอกับสิ่งดีๆ แล้วน้องเล็กก็ตกลงไปตามที่ฉันแนะนำจนได้
เฮียไหวจึงเขียนสถานที่ศาลพระแม่โพธิสัตว์กวนอิมและที่อยู่อพาร์ตเมนท์เป็นภาษาจีนให้เราพกติดตัวไว้ยื่นให้แท็กซี่ดู จะได้ไป-กลับเองได้
เมื่อ 20 ปีที่แล้วฉันยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ที่ไปกราบไหว้ขอพรกับเจ้าแม่กวนอิม ว่าพรที่ขอท่านก็คือ อยากกลับบ้านมากๆ เพราะไม่อยากทรมานสังขาร ไม่อยากวิ่งหนีตำรวจอีกต่อไปแล้ว ฉันขอพรให้ชีวิตพบเจอแต่สิ่งดีๆ ให้ใช้หมดหนี้ไวๆ และขอให้เจอคนดีๆ เข้ามาในชีวิตจะได้เลิกขายตัวเสียที...






