OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 7

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
29 มี.ค. 2561
พอพูดจบมันก็เดินเลี่ยงออกไปที่อื่น ปล่อยให้เราสองคนยืนงงกับความเห็นแก่ตัวของมัน ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่สำหรับฉันถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะตั้งแต่อยู่วงการนี้มาก็ยังไม่เคยทำงานจับแขกตามดิสโก้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าจับกันอย่างไร ต้องพูดแบบไหน ลูกค้าจึงจะซื้อบริการ ยิ่งน้องเล็กด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่

“มึงดูความเหี้ยของไอ้หมงซิ จู่ๆ ก็เอาเรามาปล่อยไว้อย่างนี้ มันบ้าหรือเปล่าวะ” น้องเล็กเริ่มบ่น
“มันให้เงินกูไว้ 20 เหรียญ บอกว่าเผื่อจ่ายค่าดริ้งค์”
“งั้นเราแดกเบียร์อย่างเดียว แขกเขิกไม่ต้องจับแม่งหรอก” น้องเล็กนำเสนอ

จากนั้นเราก็พากันเดินสำรวจพื้นที่หากินบนชั้น 3 ที่ไอ้หมงพามาส่ง ซึ่งมีสถานบันเทิงกึ่งเทคกึ่งผับเปิดประชันแข่งกันหลายห้อง บริเวณหน้าร้านทุกร้านจะมีผู้หญิงไทย จีนหลายสิบคนเดินเพ่นพ่านไปทั่วทั้งฟลอร์ ลักษณะเหมือนเดินจับแขก ส่วนลูกค้าที่เข้ามาเที่ยวมีทั้งคนฝรั่งและคนจีน ซึ่งก็ดูเหมือนจะมาเที่ยวหาซื้อบริการเช่นกัน

เสียงเพลงแต่ละร้านเปิดแข่งประชันกันดังลั่นไปทั่วทั้งฟลอร์ บางร้านก็มีเทคนิคเอาใจผู้หญิงไทยด้วยการเปิดเพลงไทยและเพลงลูกทุ่งล่อให้สาวไทยเข้าไปเที่ยว ฉันยังจำได้ดีว่าตอนนั้นเพลงพริกขี้หนู ของพี่เบิร์ด ธงไชย กำลังฮอตไม่ว่าจะไปประเทศไหนก็ได้ยินเพลงนี้ตลอด

ขณะเดินวนไปวนมา เราสองคนก็กลายเป็นเหยื่อถูกพนักงานหน้าผับแย่งกันต้อนเข้าร้าน แล้วเราก็ถูกดึงเข้ามาในบาร์แห่งหนึ่ง พร้อมกับถูกบังคับให้สั่งเบียร์คนละขวด แต่ร้านนี้มีคนเข้าไปเที่ยวน้อยมาก เท่าที่นับได้น่าจะแค่ 20 คน ลักษณะเหมือนเป็นพวกวัยรุ่นเข้ามามั่วสุมกันมากกว่า

สภาพแวดล้อมในบาร์ค่อนข้างสกปรก เพราะแสงไฟที่ส่องสว่างแวบๆ ทำให้ฉันมองเห็นผนังกำแพงมีการพ่นสีสเปรย์เป็นรูปภาพต่างๆ ดูแล้วเลอะเทอะเกอะกัง อีกทั้งกลิ่นอับเหม็นสาบที่รุนแรงมากเหมือนมีรังแมลงสาบเข้ามาอาศัยอยู่เป็นกองทัพ ผสมกับกลิ่นบุหรี่และควันลอยคละคลุ้งจนรู้สึกอึนๆ เอียนๆ เวียนหัว

ขณะที่เรากำลังนั่งดื่มเบียร์ฟังเพลงไปเรื่อยๆ และดูพวกวัยรุ่นโชว์ลีลาแดนซ์กันอย่างเมามันส์ กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 10 กว่านาที บ๋อยหน้าตี๋ก็เดินเข้ามาสะกิดฉัน แล้วพูดกรอกหูเป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษอย่างดังว่า

“ยูคนไทยใช่ไหม?”
“ใช่...” ฉันพยักหน้าตอบ
“ตอนนี้โปลิศกำลังมาที่นี่นะ...ยูโกที่อื่นก่อนนะ”
“อ้าว... มาทำไมล่ะ?”
“มาจับผู้หญิงทำงาน”
“มันพูดว่าอะไร?” น้องเล็กตะแบงเสียงถามฉันด้วยสีหน้างงๆ
“มันบอกว่ามีตำรวจมาที่นี่”
“ห๋า...ตำรวจมาอีกแระ!! ทำไมไปที่ไหนก็มีแต่ตำรวจวะ?”

เมื่อฟังบ๋อยพูดจนพอเข้าใจ เราสองคนก็รีบเผ่นออกจากร้านเพื่อตั้งหลักหาทางหนี ขณะนั้นฉันเห็นเพื่อนๆ ร่วมอาชีพหลายสิบคนต่างวิ่งให้เจ้าละหวั่นไปทั่วทุกฟลอร์ เพื่อหาทางหลบหนีเอาตัวรอด

คืนนั้นฉันกับน้องเล็กจึงเหมือนซวยซ้ำซวยซ้อน ไม่ต่างจากหนีเสือมาปะจระเข้ ไม่รู้ว่าจะวิ่งหนีไปหลบที่ไหน เพราะไม่คุ้นเคยสถานที่ จึงวิ่งวนอยู่บนชั้น 3 ตามคนโน้นทีตามคนนี้ที เพราะหาทางออกไม่เจอ ขณะที่คนอื่นๆ หนีเอาตัวรอดกันไปหมดแล้ว

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงคนไทยตะโกนมาที่เราสองคน แค่ฟังเสียงจริตจะก้านก็รู้เลยว่าต้องเป็นกะเทยไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ 

“เธอๆ มานี่…มานี่ ตามฉันมาบนนี้” คือกะเทยไทยคนหนึ่งใส่กระโปรงเดรสสั้นจู๋ นางกวักมือเรียกเราสองคนให้วิ่งขึ้นบันใดเลื่อนตามนางไปบนชั้น 4

วินาทีนั้นฉันไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมนางถึงมาช่วยเรา แต่ด้วยที่ยังคิดอะไรไม่ออกจึงต้องวิ่งตามนางไปอย่างอัตโนมัติ ฉันเห็นท่าวิ่งของกะเทยไทยรายนี้หนีตำรวจไปหาที่หลบซ่อนตัวอย่างคล่องแคล่วและชำนาญทางเป็นอย่างดี เดาว่านางคงเคยวิ่งมาหลบซ่อนตัวแถวนี้เป็นประจำแน่

นางวิ่งนำหน้าพาเราสองคนวิ่งไปทางประตูหนีไฟแล้วพาเข้าไปแอบในห้องเก็บของใต้บันได ลักษณะคล้ายเป็นห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดของพวกแม่บ้าน โดยพวกเราสามคนต้องเข้าไปยืนเบียดตัวติดกันอยู่ในพื้นที่แคบมาก แถมยังมืดตึ๊ดตื๋อ มองอะไรไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงหายใจรดใส่กันเบาๆ

ตอนนั้นฉันตื่นเต้นมาก เหมือนพวกเรากำลังเล่นซ่อนแอบและคิดไปถึงไอ้หมง ว่าเป็นเพราะมันแท้ๆ ที่ทำให้เราต้องมาผจญภัยแบบนี้ แล้วมันจะรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ชะตากรรมพวกเราเป็นอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านไปไกล กลัวว่าตำรวจจะมากระชากประตูแล้วจับพวกเราส่งกลับเมืองไทย

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราสองคนคงดวงซวยสุดๆ เพราะฉันไม่มีเงินติดตัวสักบาท ถ้ากลับถึงบ้านก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปซุกหัวนอนที่ไหน สรุปว่าฉันมาสิงคโปร์เพื่อทำงานหรือมาวิ่งหนีตำรวจกันแน่ คิดแล้วก็ท้อแท้ ทำไมชีวิตกูต้องเข้ามาอยู่ในวังวนแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นซะที

กระทั่งเวลาล่วงเลยไปประมาณ 20 นาที เสียงใครคนหนึ่งคล้ายเสียงกะเทยดังแว่วมาที่พวกเรา
“อีเชอรี่...หล่อนอยู่ไหนออกมาได้แล้วค่ะ!”
“กูอยู่นี่โว้ยเพื่อนสาว” 

กะเทยที่ซ่อนตัวอยู่กับฉันตะโกนขานรับแล้วเปิดประตูออกมาสู่ความสว่าง และทันทีที่ได้เห็นแสงสว่าง ฉันก็ได้เห็นใบหน้าของกะเทยทั้งสองอย่างถนัดตา ทั้งคู่อายุน่าจะถึง 30 ปี แต่ทั้งสวย ทั้งขาว นมเป็นนม แถมผิวพรรณก็ดูดีกว่าผู้หญิงแท้หลายเท่า เห็นแล้วก็อดอิจฉาพวกเธอไม่ได้

เมื่อเห็นหน้าตาสองสาวชัดๆ สิ่งที่เห็นต่อมาคือซากถุงยางอนามัยใช้แล้ว ทิ้งเกลื่อนกราดอยู่ตามพื้นทางเดินใกล้ห้องเก็บของและตามใต้ซอกบันได เชอรี่เห็นฉันกับน้องเล็กจ้องมองสิ่งเหล่านี้ด้วยสีหน้าฉงน นางทำทีเป็นหัวเราะและพูดยอมรับออกมาอย่างไม่อาย ว่าซากหลายชิ้นในจำนวนนั้นมีผลงานของเธอกับเพื่อนๆ รวมอยู่ด้วยเช่นกัน

เชอรี่พูดให้ฟังว่าบางครั้งการทำงานในสถานที่แห่งนี้ ก็ต้องอาศัยความว่องไวเพื่อให้ได้ลูกค้าวันละหลายรอบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้พื้นบริเวณนี้เป็นที่บำบัดความใคร่ชั่วคราวให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อบริการจากพวกเธอ

วันนั้นฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับเชอรี่และรับรู้เรื่องราวของพวกกะเทยที่เข้ามาหากินอยู่ที่สิงคโปร์ว่ามีมานานแล้ว และมีแต่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการแปลงร่าง เสริมหน้าอก บางคนก็แปลงยันช่วงล่าง บางคนก็ไม่แปลง เพราะลูกค้าที่สิงค์โปรก็ชอบพวกกะเทยมีงู หมายถึงรูปลักษณ์เป็นหญิงแต่คงไว้ซึ่งอวัยวะเพศชาย

เชอรี่เล่าว่า นางกับเพื่อนๆ กะเทยอีกหลายคนพากันมายึดพื้นที่ในดิสโก้แห่งนี้เป็นที่ขายบริการมานานปี ด้วยวิธีแบบไปๆ มาๆ ทุก 2-3 เดือน โดยแต่ละครั้งที่เข้ามาจะได้วีซ่าท่องเที่ยว 14 วัน - 1 เดือน
นางบอกอีกว่าสาเหตุที่ต้องใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นที่บำบัดความใคร่ให้แก่ลูกค้า เพราะลูกค้าบางคนไม่ต้องการให้พวกนางไปที่ห้องพัก บางคนก็ไม่อยากเสียเงินค่าโรงแรม และบางครั้งพวกนางก็ต้องเข้าไปให้บริการลูกค้าในห้องน้ำตามผับตามบาร์

ถึงแม้ว่าราคาค่าตัวจะถูกกว่าออกไปให้บริการข้างนอก แต่อย่างไรซะทุกคืนก็ต้องได้ลูกค้าแน่นอน บางคืนพวกนางก็หาเงินได้เป็นหมื่นบาท พอเป็นค่าตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยได้แบบสบายๆ

ฉันฟังเรื่องราวของกะเทยที่ชื่อเชอรี่แล้วบอกไม่ถูก เพราะนางบอกว่าเกือบทุกครั้งที่เดินทางเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ นางมีเงินแค่เฉพาะค่าตั๋วรถทัวร์และเงินติดตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาท สภาพจึงไม่ต่างจากยาจกจนตรอก แต่หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือนพวกนางก็หอบเงินก้อนโตกลับไปใช้ที่เมืองไทยอย่างราชา

แถมบางครั้งยังใจป้ำ ซื้อสินค้าแบรนด์เนมอย่างเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้ากลับไปใส่อวดโชว์เพื่อนๆ ที่เมืองไทย โดยไม่มีใครรู้ว่าเปลือกนอกอันสวยงามเหล่านั้น พวกนางต้องใช้ศักดิ์ศรีความเป็นคนเข้าแลกเพื่อให้ได้มาภาพลักษณ์ที่ดูดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะคนส่วนใหญ่มักปกป้องภาพลักษณ์มากกว่ารักษาเกียรติ….
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เมื่อทุกคนต่างคิดอย่างมีเหตุผล โดยเชื่อว่า มีคนที่โง่กว่าให้เป็นฐาน คนที่โง่กว่าก็เลยจะไม่มี ทุกคนจึงกลายเป็นคนโง่หรือ the fools เสียเอง นั่นคือ ความมีเหตุผลในระดับบุคคล เมื่อมารวมกันเข้า กลับกลายเป็นความไร้เหตุผลในระดับมหาชน
 
คนที่เป็นพวกแหกกฎ กบฎ หรือ rebel ถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ทำให้อะไรใหม่ๆเกิดขึ้น และระบบขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเรื่องที่สมควรจะ rebel