พอพูดจบมันก็เดินเลี่ยงออกไปที่อื่น ปล่อยให้เราสองคนยืนงงกับความเห็นแก่ตัวของมัน ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่สำหรับฉันถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะตั้งแต่อยู่วงการนี้มาก็ยังไม่เคยทำงานจับแขกตามดิสโก้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าจับกันอย่างไร ต้องพูดแบบไหน ลูกค้าจึงจะซื้อบริการ ยิ่งน้องเล็กด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่
“มึงดูความเหี้ยของไอ้หมงซิ จู่ๆ ก็เอาเรามาปล่อยไว้อย่างนี้ มันบ้าหรือเปล่าวะ” น้องเล็กเริ่มบ่น
“มันให้เงินกูไว้ 20 เหรียญ บอกว่าเผื่อจ่ายค่าดริ้งค์”
“งั้นเราแดกเบียร์อย่างเดียว แขกเขิกไม่ต้องจับแม่งหรอก” น้องเล็กนำเสนอ
จากนั้นเราก็พากันเดินสำรวจพื้นที่หากินบนชั้น 3 ที่ไอ้หมงพามาส่ง ซึ่งมีสถานบันเทิงกึ่งเทคกึ่งผับเปิดประชันแข่งกันหลายห้อง บริเวณหน้าร้านทุกร้านจะมีผู้หญิงไทย จีนหลายสิบคนเดินเพ่นพ่านไปทั่วทั้งฟลอร์ ลักษณะเหมือนเดินจับแขก ส่วนลูกค้าที่เข้ามาเที่ยวมีทั้งคนฝรั่งและคนจีน ซึ่งก็ดูเหมือนจะมาเที่ยวหาซื้อบริการเช่นกัน
เสียงเพลงแต่ละร้านเปิดแข่งประชันกันดังลั่นไปทั่วทั้งฟลอร์ บางร้านก็มีเทคนิคเอาใจผู้หญิงไทยด้วยการเปิดเพลงไทยและเพลงลูกทุ่งล่อให้สาวไทยเข้าไปเที่ยว ฉันยังจำได้ดีว่าตอนนั้นเพลงพริกขี้หนู ของพี่เบิร์ด ธงไชย กำลังฮอตไม่ว่าจะไปประเทศไหนก็ได้ยินเพลงนี้ตลอด
ขณะเดินวนไปวนมา เราสองคนก็กลายเป็นเหยื่อถูกพนักงานหน้าผับแย่งกันต้อนเข้าร้าน แล้วเราก็ถูกดึงเข้ามาในบาร์แห่งหนึ่ง พร้อมกับถูกบังคับให้สั่งเบียร์คนละขวด แต่ร้านนี้มีคนเข้าไปเที่ยวน้อยมาก เท่าที่นับได้น่าจะแค่ 20 คน ลักษณะเหมือนเป็นพวกวัยรุ่นเข้ามามั่วสุมกันมากกว่า
สภาพแวดล้อมในบาร์ค่อนข้างสกปรก เพราะแสงไฟที่ส่องสว่างแวบๆ ทำให้ฉันมองเห็นผนังกำแพงมีการพ่นสีสเปรย์เป็นรูปภาพต่างๆ ดูแล้วเลอะเทอะเกอะกัง อีกทั้งกลิ่นอับเหม็นสาบที่รุนแรงมากเหมือนมีรังแมลงสาบเข้ามาอาศัยอยู่เป็นกองทัพ ผสมกับกลิ่นบุหรี่และควันลอยคละคลุ้งจนรู้สึกอึนๆ เอียนๆ เวียนหัว
ขณะที่เรากำลังนั่งดื่มเบียร์ฟังเพลงไปเรื่อยๆ และดูพวกวัยรุ่นโชว์ลีลาแดนซ์กันอย่างเมามันส์ กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 10 กว่านาที บ๋อยหน้าตี๋ก็เดินเข้ามาสะกิดฉัน แล้วพูดกรอกหูเป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษอย่างดังว่า
“ยูคนไทยใช่ไหม?”
“ใช่...” ฉันพยักหน้าตอบ
“ตอนนี้โปลิศกำลังมาที่นี่นะ...ยูโกที่อื่นก่อนนะ”
“อ้าว... มาทำไมล่ะ?”
“มาจับผู้หญิงทำงาน”
“มันพูดว่าอะไร?” น้องเล็กตะแบงเสียงถามฉันด้วยสีหน้างงๆ
“มันบอกว่ามีตำรวจมาที่นี่”
“ห๋า...ตำรวจมาอีกแระ!! ทำไมไปที่ไหนก็มีแต่ตำรวจวะ?”
เมื่อฟังบ๋อยพูดจนพอเข้าใจ เราสองคนก็รีบเผ่นออกจากร้านเพื่อตั้งหลักหาทางหนี ขณะนั้นฉันเห็นเพื่อนๆ ร่วมอาชีพหลายสิบคนต่างวิ่งให้เจ้าละหวั่นไปทั่วทุกฟลอร์ เพื่อหาทางหลบหนีเอาตัวรอด
คืนนั้นฉันกับน้องเล็กจึงเหมือนซวยซ้ำซวยซ้อน ไม่ต่างจากหนีเสือมาปะจระเข้ ไม่รู้ว่าจะวิ่งหนีไปหลบที่ไหน เพราะไม่คุ้นเคยสถานที่ จึงวิ่งวนอยู่บนชั้น 3 ตามคนโน้นทีตามคนนี้ที เพราะหาทางออกไม่เจอ ขณะที่คนอื่นๆ หนีเอาตัวรอดกันไปหมดแล้ว
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงคนไทยตะโกนมาที่เราสองคน แค่ฟังเสียงจริตจะก้านก็รู้เลยว่าต้องเป็นกะเทยไทยร้อยเปอร์เซ็นต์
“เธอๆ มานี่…มานี่ ตามฉันมาบนนี้” คือกะเทยไทยคนหนึ่งใส่กระโปรงเดรสสั้นจู๋ นางกวักมือเรียกเราสองคนให้วิ่งขึ้นบันใดเลื่อนตามนางไปบนชั้น 4
วินาทีนั้นฉันไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมนางถึงมาช่วยเรา แต่ด้วยที่ยังคิดอะไรไม่ออกจึงต้องวิ่งตามนางไปอย่างอัตโนมัติ ฉันเห็นท่าวิ่งของกะเทยไทยรายนี้หนีตำรวจไปหาที่หลบซ่อนตัวอย่างคล่องแคล่วและชำนาญทางเป็นอย่างดี เดาว่านางคงเคยวิ่งมาหลบซ่อนตัวแถวนี้เป็นประจำแน่
นางวิ่งนำหน้าพาเราสองคนวิ่งไปทางประตูหนีไฟแล้วพาเข้าไปแอบในห้องเก็บของใต้บันได ลักษณะคล้ายเป็นห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดของพวกแม่บ้าน โดยพวกเราสามคนต้องเข้าไปยืนเบียดตัวติดกันอยู่ในพื้นที่แคบมาก แถมยังมืดตึ๊ดตื๋อ มองอะไรไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงหายใจรดใส่กันเบาๆ
ตอนนั้นฉันตื่นเต้นมาก เหมือนพวกเรากำลังเล่นซ่อนแอบและคิดไปถึงไอ้หมง ว่าเป็นเพราะมันแท้ๆ ที่ทำให้เราต้องมาผจญภัยแบบนี้ แล้วมันจะรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ชะตากรรมพวกเราเป็นอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านไปไกล กลัวว่าตำรวจจะมากระชากประตูแล้วจับพวกเราส่งกลับเมืองไทย
และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราสองคนคงดวงซวยสุดๆ เพราะฉันไม่มีเงินติดตัวสักบาท ถ้ากลับถึงบ้านก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปซุกหัวนอนที่ไหน สรุปว่าฉันมาสิงคโปร์เพื่อทำงานหรือมาวิ่งหนีตำรวจกันแน่ คิดแล้วก็ท้อแท้ ทำไมชีวิตกูต้องเข้ามาอยู่ในวังวนแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นซะที
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปประมาณ 20 นาที เสียงใครคนหนึ่งคล้ายเสียงกะเทยดังแว่วมาที่พวกเรา
“อีเชอรี่...หล่อนอยู่ไหนออกมาได้แล้วค่ะ!”
“กูอยู่นี่โว้ยเพื่อนสาว”
กะเทยที่ซ่อนตัวอยู่กับฉันตะโกนขานรับแล้วเปิดประตูออกมาสู่ความสว่าง และทันทีที่ได้เห็นแสงสว่าง ฉันก็ได้เห็นใบหน้าของกะเทยทั้งสองอย่างถนัดตา ทั้งคู่อายุน่าจะถึง 30 ปี แต่ทั้งสวย ทั้งขาว นมเป็นนม แถมผิวพรรณก็ดูดีกว่าผู้หญิงแท้หลายเท่า เห็นแล้วก็อดอิจฉาพวกเธอไม่ได้
เมื่อเห็นหน้าตาสองสาวชัดๆ สิ่งที่เห็นต่อมาคือซากถุงยางอนามัยใช้แล้ว ทิ้งเกลื่อนกราดอยู่ตามพื้นทางเดินใกล้ห้องเก็บของและตามใต้ซอกบันได เชอรี่เห็นฉันกับน้องเล็กจ้องมองสิ่งเหล่านี้ด้วยสีหน้าฉงน นางทำทีเป็นหัวเราะและพูดยอมรับออกมาอย่างไม่อาย ว่าซากหลายชิ้นในจำนวนนั้นมีผลงานของเธอกับเพื่อนๆ รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
เชอรี่พูดให้ฟังว่าบางครั้งการทำงานในสถานที่แห่งนี้ ก็ต้องอาศัยความว่องไวเพื่อให้ได้ลูกค้าวันละหลายรอบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้พื้นบริเวณนี้เป็นที่บำบัดความใคร่ชั่วคราวให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อบริการจากพวกเธอ
วันนั้นฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับเชอรี่และรับรู้เรื่องราวของพวกกะเทยที่เข้ามาหากินอยู่ที่สิงคโปร์ว่ามีมานานแล้ว และมีแต่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการแปลงร่าง เสริมหน้าอก บางคนก็แปลงยันช่วงล่าง บางคนก็ไม่แปลง เพราะลูกค้าที่สิงค์โปรก็ชอบพวกกะเทยมีงู หมายถึงรูปลักษณ์เป็นหญิงแต่คงไว้ซึ่งอวัยวะเพศชาย
เชอรี่เล่าว่า นางกับเพื่อนๆ กะเทยอีกหลายคนพากันมายึดพื้นที่ในดิสโก้แห่งนี้เป็นที่ขายบริการมานานปี ด้วยวิธีแบบไปๆ มาๆ ทุก 2-3 เดือน โดยแต่ละครั้งที่เข้ามาจะได้วีซ่าท่องเที่ยว 14 วัน - 1 เดือน
นางบอกอีกว่าสาเหตุที่ต้องใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นที่บำบัดความใคร่ให้แก่ลูกค้า เพราะลูกค้าบางคนไม่ต้องการให้พวกนางไปที่ห้องพัก บางคนก็ไม่อยากเสียเงินค่าโรงแรม และบางครั้งพวกนางก็ต้องเข้าไปให้บริการลูกค้าในห้องน้ำตามผับตามบาร์
ถึงแม้ว่าราคาค่าตัวจะถูกกว่าออกไปให้บริการข้างนอก แต่อย่างไรซะทุกคืนก็ต้องได้ลูกค้าแน่นอน บางคืนพวกนางก็หาเงินได้เป็นหมื่นบาท พอเป็นค่าตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยได้แบบสบายๆ
ฉันฟังเรื่องราวของกะเทยที่ชื่อเชอรี่แล้วบอกไม่ถูก เพราะนางบอกว่าเกือบทุกครั้งที่เดินทางเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ นางมีเงินแค่เฉพาะค่าตั๋วรถทัวร์และเงินติดตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาท สภาพจึงไม่ต่างจากยาจกจนตรอก แต่หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือนพวกนางก็หอบเงินก้อนโตกลับไปใช้ที่เมืองไทยอย่างราชา
แถมบางครั้งยังใจป้ำ ซื้อสินค้าแบรนด์เนมอย่างเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้ากลับไปใส่อวดโชว์เพื่อนๆ ที่เมืองไทย โดยไม่มีใครรู้ว่าเปลือกนอกอันสวยงามเหล่านั้น พวกนางต้องใช้ศักดิ์ศรีความเป็นคนเข้าแลกเพื่อให้ได้มาภาพลักษณ์ที่ดูดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะคนส่วนใหญ่มักปกป้องภาพลักษณ์มากกว่ารักษาเกียรติ….






