OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 6

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
20 มี.ค. 2561
คืนนั้นในเกลังแต่ละซอยวุ่นวายไปด้วยผู้หญิงหลายสิบคนวิ่งกระจัดกระจายกันไปทั่วทุกซอย โดยเฉพาะซอย 8 ถึงซอย 12 วิ่งกันจ้าละหวั่นเหมือนผึ้งแตกรัง ที่ต้องวิ่งผ่าฝูงชนที่กำลังเดินพลุกพล่านอยู่ในซอย

ฉันกับน้องเล็กเมื่อมาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็งงเป็นไก่ตาแตก พากันวิ่งหลงมาอยู่ซอยที่เท่าไรก็ไม่รู้ เพราะเป็นการวิ่งครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าจะไปหลบที่ไหนดี กระทั่งพ้นออกมาจากซอยเกลัง พอเห็นสวนสาธารณะจึงชวนกันเดินเข้าไปนั่งพักเหนื่อย นั่นเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่พวกเราได้เรียนรู้การหนีเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

ขณะนั่งซ่อนตัวอยู่ในสวนสาธารณะ เราพูดคุยปรับทุกข์ให้กำลังใจกันอยู่นาน ว่าอาชีพขายบริการมันไม่ได้สุขสบายอย่างที่เราหรือใครๆ คิดกัน ส่วนใหญ่ทุกคนจะพูดแต่มุมสวยงาม เป็นงานสบายได้เงินง่าย แต่ไม่มีใครพูดถึงมุมลำบากและความโหดร้ายที่เราต้องเจอ เพราะอย่างนี้งัยเล่าใครต่อใครถึงได้แห่กันมาขายตัวจนเต็มบ้านเต็มเมือง

ขณะที่ฉันกำลังพูดแพร่มอะไรไปเรื่อยเปื่อย แล้วพูดถึงประสบการณ์ครั้งหนึ่งตอนไปทำงานที่ฮ่องกง ว่าก็ต้องวิ่งหนีตำรวจไม่ต่างจากที่นี่ แต่แล้ว จู่ๆ น้องเล็กก็ตัดบทพูดนอกเรื่องขึ้นมาซะอย่างงั้น

“มึงมีเงินติดตัวมาบ้างไหมวะ?”
“ไม่มีเลยสักเหรียญ...มึงถามทำไม?” 
“กูหิวข้าววะ จะได้ซื้ออะไรกินกันไง”
“แล้วติ๊บเติ๊บมึงไม่ได้กับเค้าบ้างเลยเหรอ?”
“ได้อะไรล่ะ ขนาดค่าตัวกูมันยังต่อแล้วต่ออีก”

จริงซินะ…วันนั้นฉันกับน้องเล็กยังไม่ได้กินข้าวสักเม็ด เพราะต้องรีบออกมาทำงานให้ไวขึ้น และมัวแต่ทำงานจนไม่มีเวลาหยุดพัก ส่วนเงินที่ทำงานได้ก็ต้องส่งให้แพรวเก็บหมดทุกเหรียญตามที่ไอ้เฮียหมงสั่งไว้ พวกเราจึงไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เหรียญเดียว

ครั้งนั้นทำให้ฉันรู้ว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเราต้องหาวิธีเก็บเงินติดตัวไว้บ้าง เผื่อคราวหน้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเราจะได้ไม่ต้องหิวโซเหมือนครั้งนี้ และเริ่มรู้แล้วว่าการทำงานในสิงคโปร์มีความเสี่ยงไม่น้อยไปกว่าที่ฮ่องกงและญี่ปุ่น หนำซ้ำไอ้พวกแมงดายังไม่ให้เราถือเงินเองสักเหรียญ

การมาทำงานที่สิงคโปร์ครั้งนี้ฉันรู้สึกผิดหวังมากที่ตัดสินใจมาอย่างกะทันหัน โดยไม่ได้ไตร่ตรองและศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อนว่าจะมีรายการวิ่งหนีตำรวจเหมือนที่ฮ่องกงหรือเปล่า และเมื่อมาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่กล้าปริปากบ่นอะไรมาก เพราะจะไปกระตุ้นความรู้สึกของน้องเล็กให้แย่ลงไปอีก

คืนนั้นไอ้เฮียหมงมารับเราสองคนกลับที่พักตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน เพราะมันรู้ว่าตำรวจชุมมาก แล้วมันก็สั่งฉันว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องออกไปทำงานที่เกลัง เพราะพวกตำรวจเอ็นตีวายยังคงออกกวาดจับผู้หญิงไม่เลิก และถ้าเราสองคนดวงซวยโดนตำรวจจับไปซะก่อน ไอ้หมงคงเจ๊งขาดทุนยับเยินแน่

เฮียหมงให้เหตุผลว่า ถ้าวันนี้พวกเอ็นตีวายจับผู้หญิงไปได้เยอะแล้ว มันจะหยุดกวาดล้างไปอีกหลายวัน เมื่อได้รับคำสั่งจากเฮียหมงว่าไม่ต้องออกไปทำงาน เราสองคนก็พากันตีปีกดีใจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงวิ่งหนีตำรวจกันอีก อย่างน้อยก็พอให้เราได้หยุดพักร่างสักคืนครึ่งคืนก็ยังดี

ถึงแม้ว่าผู้หญิงในย่านเกลังจะพากันเอือมระอาพวกแขกดำอย่างอินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา ที่พากันมายืนมุงเฉยๆ แต่ไม่ค่อยเข้ามาใช้บริการ เพราะมีรายได้น้อยแค่เพียงนิด ทว่าเกือบทุกครั้งที่มีตำรวจมาวิ่งไล่จับพวกเรา แขกดำพวกนี้ก็จะคอยช่วยเหลือด้วยการสกัดกั้นขวางทางไม่ให้ตำรวจวิ่งไล่จับพวกเราได้สะดวก

บางคนก็คอยส่งสัญญาณบอกทางหนีทีไล่ให้พวกเรารู้ว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังวิ่งมาถึงซอยไหนแล้ว เพื่อพวกเราจะได้รู้ว่าควรวิ่งหนีไปทางไหนถึงจะปลอดภัย ทำให้ผู้หญิงหลายคนรอดพ้นการจับกุมไปได้ และดูเหมือนพวกเขาจะมีความสุข สนุกสนานกับการที่ได้ช่วยเหลือขัดขวางไม่ให้ตำรวจไล่ล่าจับพวกเรา

หลายคนก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นยามยืนเฝ้าต้นทางให้พวกเราทุกวัน แต่บางคนก็โชคร้ายถูกตำรวจจับกุมตัวแล้วทุบตีด้วยไม้กระบองอย่างน่าสงสาร โทษฐานเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้หญิงขายบริการทำผิดกฎหมาย และร่วมกันขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และการช่วยเหลือพวกเราแต่ละครั้ง พวกเขาก็ไม่เคยได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ จากพวกเรา นอกจากรอยยิ้มเพื่อแสดงความขอบคุณ เพียงแค่นี้ก็ดูเหมือนพวกเขามีความสุขมากแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อบริการความสุขจากพวกเรา

ตอนนั้นฉันเห็นความแตกต่างระหว่างคนมีบัตรทำงานหรือการ์ดขาวที่อนุญาตให้ขายบริการได้อย่างถูกต้อง ย่อมมีความราบรื่นในการทำงานต่างกับคนที่ไม่มีบัตรเป็นคนละเรื่อง เพราะพวกเธอมีเจ้าหน้าที่ของรัฐให้การคุ้มครองดูแลเป็นอย่างดี สมกับที่ต้องเสียภาษีให้รัฐ 30-40%

สำหรับคนที่ไม่มีการ์ดขาว ถือว่าเป็นพวกขายบริการผิดกฎหมายจะได้รับคุ้มครองจากพวกมาเฟีย และต้องอยู่อย่างเสียเปรียบทุกอย่าง แต่การจะเข้ามาขายบริการในสิงค์โปรให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ

วันรุ่งขึ้นฉันกับน้องเล็กนอนหลับยาวทั้งวัน มารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนเกือบสองทุ่ม เพราะเพื่อนร่วมห้องอีก 3 คนมาปลุกให้ไปกินอาหารไทยที่พวกเธอช่วยกันทำ เนื่องจากพวกเธอก็ไม่อยากออกไปเสี่ยงทำงานให้ตำรวจจับเช่นกัน วันนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกเราทั้งห้าคนมีโอกาสนั่งพูดคุยเห็นหน้าตากันอย่างถนัดชัดเจน โดยเฮียไหวได้เข้ามานั่งร่วมวงสนทนาและลิ้มรสอาหารไทยกับพวกเรา ซึ่งทุกวันจะไม่มาร่วมวงกันแบบนี้ทั้งที่นอนอยู่ห้องเดียวกัน แต่แทบไม่มีเวลาพูดคุยกัน เพราะทุกคนต่างรีบเร่งออกไปทำงาน พอกลับมาถึงห้องพักก็ถลาเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้า ชีวิตประจำวันของพวกเราก็วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ คือตื่นมาทำงานแล้วก็วิ่งหนีตำรวจ

วันรุ่งขึ้น เฮียหมงมารับเราสองคนไปทำงานตามปกติ สถานการณ์คืนนี้มีผู้คนเดินคึกคักเหมือนเช่นทุกคืน แต่พอ 3 ทุ่มกว่า ขณะที่ฉันกับน้องเล็กกำลังทำงานอยู่ในร้าน ไอ้เฮียหมงก็มารับเราสองคนออกจากพื้นที่เกลัง เพราะมีสายรายงานว่าช่วง 4-5 ทุ่มคืนนี้ตำรวจเอ็นตี้วายจะระดมกำลังกวาดจับผู้หญิงที่ไม่มีบัตรทำงาน

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้กลับห้องไปพักผ่อนนอนหลับให้สบาย ไอ้หมงพาพวกเราไปตะเวนทำงานอีกแห่งหนึ่งในย่านออร์ชาร์ด คือชื่อถนนสายหนึ่งอยู่ย่านใจกลางเมืองสิงคโปร์

ที่นั่นเป็นแหล่งชอปปิ้งของห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายห้างติดกัน และมีสถานบันเทิงมากมายอยู่ในย่านนั้น ทั้งดิสโก้เธค ไนต์คลับ ผับ บาร์ สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้กันดีว่ามีทั้งหญิงแท้หญิงเทียมจำนวนเยอะมากพากันเข้ามาจับแขกตามสถานบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะคนไทยมีมากเป็นอันดับหนึ่ง

เพราะความงกความขี้เหนียวเห็นแก่ได้ของสองผัวเมียที่มันไม่เคยปรานีผู้หญิงคนไหน และไม่ยอมปล่อยให้โอกาสเงินๆ ทองๆ ของมันต้องหลุดลอยไป จึงพาเรามาหาจับแขกในอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งสถานที่นั้นมีด้วยกันหลายร้านอยู่ในตึก 4 ชั้น แต่ละชั้นเปิดเป็นผับและดิสโก้เธคห้องเล็กๆ ปะปนกันไป โดยชั้น 4 เป็นพื้นที่ของพวกกะเทยล้วนๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นกะเทยไทย มีตูด มีนมและมีงู นั่นก็แล้วแต่รสนิยมของลูกค้าที่จะชอบเสพกามแบบไหน แต่ที่แน่ๆ คือทั้งหน้าตาทรวดสวยเลิศแดกขาดจนสาวแท้สู้ไม่ได้

ไอ้หมงพาเราสองคนขึ้นบันไดเลื่อนไปส่งบนชั้น 3 ซึ่งเป็นพื้นที่หากินของสาวไทยมารวมอยู่บนชั้นนี้มากที่สุด จากนั้นมันก็ยื่นเงินให้ฉันพกติดตัว 20 เหรียญ แล้วสั่งไว้ว่า

“พวกลื้อเข้าไปจับแขกในดิสโก้นะ ในนั้นมีแขกเข้าไปเที่ยวเยอะเลย” 
“แต่หนูจับแขกไม่เป็นนะเฮีย” ฉันแสดงสีหน้าไม่ยินดี
“ไม่ต้องกลัวน่า ลื้อก็ทำเหมือนที่เกลังนั่นแหละ เดี๋ยวอั๊วจะรออยู่ชั้นล่างนะ”

ไอ้หมงสรุปง่ายๆ อย่างคนเห็นแก่ได้ และบังคับให้เราทำงานโดยไม่สนใจว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ มันคิดอย่างเดียวว่าพวกเราคือทาสที่มีหน้าที่หาเงินส่งให้มันทุกวันเท่านั้นพอ
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คนเรากำลังใช้ text message มาแทนที่การพูดคุยหรือการเจอหน้า ทั้งๆที่วิธีการส่งข้อความนี้ ไม่ค่อยสอดคล้องกับธรรมชาติมนุษย์เท่าใดนัก
 
‘ดี สวย รวย เก่ง ถนัดพรีเซนต์!’ ทำไมชีวิตมันดันไม่ปังซะที หรือบางทีชีวิตคุณขาด ‘Magical Moment’