OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 1

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
14 ก.พ. 2561
“เชื่อพี่เถอะน่า ไปทำที่เกลังยังไงก็ดีกว่าไปฮ่องกง...ไม่ต้องรับแขกวันละ 40-50 ค่าตัวก็ได้มากกว่า”

พี่จี๋แม่เล้าวัย 40 ปี เคยพาผู้หญิงไทยไปขายบริการที่ประเทศสิงคโปร์มานักต่อนัก และเป็นแม่แท็กซ์รายใหญ่ที่ผู้หญิงไทยในย่านเกลังรู้จักกันดี สามีของเธอเป็นชาวสิงคโปร์วัย 50 ปี อาศัยอาชีพขับรถแท็กซี่บังหน้า แต่เบื้องหลังคือค้าเนื้อสดเป็นหลัก

คำพูดชักชวนของพี่จี๋ยังคงจำติดหูฉันมาตลอดที่เธอพูดหว่านล้อมให้ฉันไปทำงานที่เกลัง แหล่งขายบริการชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปี พ.ศ.2540 ตอนนั้นฉันอายุประมาณ 29 ปี เพิ่งพ้นโทษออกจากทัณฑสถานหญิงธนบุรีได้ไม่กี่วัน หลังจากถูกตัดสินจำคุกมา 3 ปีกว่าอย่างไม่เป็นธรรมของ “กระบวนการยุติธรรม”

3 ปี 6 เดือน ที่ถูกจองจำอิสรภาพอยู่ในโลกมืดหลังกำแพงที่ฉันเรียกมันว่า “นรกคนเป็น” ในนั้นเป็นอีกโลกหนึ่งที่ใครหลายคนไม่มีโอกาสได้เข้าไปง่ายๆ ต้องมีเคราะห์หนักหรือใจถึงเท่านั้น

เมื่อพ้นออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ก็ได้สัมผัสกับวิวัฒนาการที่ก้าวล้ำทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มสื่อสารกันทางโทรศัพท์มือถือ แท็กซี่เปลี่ยนเป็นรูปแบบมิเตอร์ และอีก 1 ปีต่อมาก็มีรถไฟฟ้าวิ่งเฉียดตึกสูงเสียดฟ้า พร้อมกับรถไฟฟ้าใต้ดินก็เริ่มเปิดให้บริการ

วันแรกที่พ้นโทษออกมาเห็นโลกภายนอก ฉันเหมือนนกน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดบิน เพราะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับโลกใบใหม่ ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง จากที่อยู่ในโลกมืดหลังกำแพงปิดตายสนิท ไม่เคยเห็นเดือนดาวบนท้องฟ้าเปล่งแสงแม้แต่แว๊บเดียว มันคือโลกของวีรชนคนคุก

ขณะที่เคว้งคว้างไร้จุดหมายไม่รู้จะบินไปอาศัยอยู่กับใคร ถึงแม้จะอยู่ร่วมชายคากับพี่น้องได้ก็จริง แต่ก็ต้องอยู่อย่างคนเจียมเนื้อเจียมตัวและต้องเตรียมขยับขยายหาที่อยู่ใหม่ เนื่องจากไม่มีใครกล้าอ้าแขนต้อนรับฉันเหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยผ่านคุกผ่านตะราง

ทุกคนล้วนแต่มีเหตุผลสารพัดมากล่าวอ้างถึงความจำเป็นอย่างน่าเห็นใจ ที่ไม่อาจให้ฉันอยู่ร่วมด้วยตลอดไป พวกเขามองว่าฉันเคยเป็นนักโทษ ก็คงหวาดกลัวและไม่กล้าไว้วางใจอีกต่อไป ทั้งที่พวกเขาก็ไม่เคยรู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมฉันถึงต้องเข้าไปอยู่ในนั้น??

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมลทินติดตัวฉันมาตลอด ตอนนั้นฉันนึกถึงฮ่องกงขึ้นมาทันที อยากย้อนกลับไปทำงานที่นั่นอีกสักครั้งเพื่อหาเงินมาทำทุนสักก้อน อย่างน้อยก็เก็บไว้เป็นค่าเช่าที่ซุกหัวนอนสัก 2-3 เดือน จากนั้นค่อยหางานอย่างอื่นทำต่อไป
แต่ดูเหมือนโชคชะตาต้องการให้ฉันกลับสู่วังวนเดิมอีกครั้ง เมื่อนายหน้าค้าเนื้อสดรายหนึ่งแนะนำให้ฉันรู้จักกับ “พี่จี๋” แม่แท็กที่พาผู้หญิงไปขายบริการในประเทศสิงคโปร์ ย่านนั้นเรียกว่า “ซ่องเกลัง”

พี่จี๋บอกว่าที่นั่นไม่ต้องรับแขกมากถึงวันละครึ่งร้อยและไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจทุกวันเหมือนที่ฮ่องกง  ที่ดีไปกว่านั้นคือ ได้เงินค่าตัวแต่ละรอบมากกว่าเป็นเท่าตัว (นี่คือข้อเสนอที่น่าสนใจ)

“เกลัง” มีรูปแบบการขายบริการที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และจัดว่าเป็นแหล่งค้ากามของหญิงหลายชาติที่โด่งดังที่สุดในแถบเอเชีย ไม่แพ้ฮ่องกงที่ฉันเคยไปตะลุยมาแล้วอย่างสาหัส ทั้งที่ฉันเคยบอกตัวเองหลายครั้งว่า “กูจะไม่ยอมไปตกนรกที่ฮ่องกงอีกเด็ดขาด”

จริงๆ แล้วฉันก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องไปขายตัวที่เกลัง เพราะเคยรู้มาคร่าวๆ ว่าระบบการทำงานที่นั่นค่อนข้างมหาโหดไม่ต่างไปจากฮ่องกง อีกทั้งกฎหมายก็ค่อนข้างรุนแรงหนักกว่าประเทศอื่นๆ ถ้าใครพลาดโดนจับจะต้องถูกตัดสินอย่างเฉียบขาด

ในที่สุดฉันก็ต้องตัดสินใจไปที่นั่น เพราะมันเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะช่วยให้ฉันคว้าเงินก้อนโตติดมือกลับมาเป็นทุนในการดำเนินชีวิตหลังพ้นโทษให้อยู่รอดต่อไป และการไปสิงค์โปรครั้งนี้ฉันไม่ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางแม้แต่บาทเดียว แถมยังเบิกเงินล่วงหน้ามากินใช้ได้อีกต่างหาก

“อย่างนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า คนเรายามจนตรอกไม่ว่าอะไรก็ต้องคว้าไว้ก่อน?”

การตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของผู้หญิงอีกหลายคนที่พ้นโทษออกจากคุกมาเจอทางตัน หมดหนทางไป คิดอะไรไม่ออก สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตัดใจยอมทำในสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน แม้จะต้องขายตัวก็ยอม

ฉันเชื่อว่าทุกคนที่เพิ่งพ้นโทษออกมามักจะมีความคิดไม่ต่างกันคือ “ชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป” เพราะไม่มีอะไรจะตกต่ำย่ำแย่ไปกว่าการถูกจองจำสิ้นอิสรภาพ ดังนั้นชีวิตหลังพ้นโทษจะเป็นอย่างไรพวกเราไม่สนอีกต่อไป ขอเพียงให้มีเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้อยู่รอดไปวันๆ เท่านั้นพอ

“น้องเล็ก” หญิงสาววัย 26 ปี เพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน เธอถูกจำกัดอิสรภาพมา 5 ปีเต็ม ด้วยคดีจำหน่ายเฮโรอีนและพ้นโทษออกมาหลังฉันได้ 3-4 วัน ตลอดเวลา 3 ปีที่อยู่ในเรือนจำเราสนิทสนมกันมาก เธอชอบมาคุยกับฉันทุกวัน โดยเฉพาะคุยเรื่องอาชีพหลังพ้นโทษ เพราะเธอรู้ว่าฉันจะกลับไปสู่วังวนเดิมอีกครั้งในประเทศใดประเทศหนึ่ง เธอจึงสนใจอยากร่วมทางไปกับฉัน

กระทั่งวันที่น้องเล็กพ้นโทษตามหลังฉันมา เรานัดพบกันและคุยถึงเรื่องจะไปทำงานในสิงคโปร์ แต่ฉันก็ไม่อยากชักจูงใครเข้าสู้เส้นทางนี้ จึงถามความสมัครใจเธอหลายครั้งก่อนที่จะร่วมทางไปผจญภัยด้วยกัน

“มึงแน่ใจเหรอว่าจะไปกับกู…มึงจะรับงานไม่ไหวนะเล็ก”

“ไหวสิวะ...ต่อให้วันละร้อยรอบกูก็จะไป” น้องเล็กยืนกรานแน่วแน่

“ครั้งแรกที่กูไปฮ่องกง กูก็พูดแบบนี้แหละ” ฉันพยายามทัดทาน

“เออน่า...กูบอกว่าไหวก็ไหวสิ”

“แต่มึงยังไม่เคยทำงานแบบนี้นะเล็ก”

“คุกกูก็ไม่เคยติดมาก่อน…แต่กูก็อยู่มาได้ตั้ง 5 ปีนะ”

ไม่ว่าฉันจะพูดคัดค้านอย่างไร น้องเล็กก็ยังคงยืนกรานจะไปสิงคโปร์กับฉันให้ได้ เพราะเธอรู้ตัวดีว่าถ้ายังวนเวียนอยู่ในเมืองไทย มีหวังต้องได้กลับไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดและต้องกลับไปติดคุกอีกแน่  ในเมื่อห้ามแล้วไม่ฟังก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามที่เธอต้องการ

ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางไปขายตัวอย่างเป็นทางการอีกรอบ ฉันกับน้องเล็กพากันไปพบเอเย่นและพี่จี้ เพื่อคุยเงื่อนไขต่างๆ ที่เราต้องทำงานใช้หนี้ และผลสรุปก็คือเราสองคนต้องทำงานใช้หนี้ค่าแท็กจำนวน 80 คน โดยมีวีซ่าอยู่ในสิงคโปร์ได้แค่ 2 อาทิตย์

และหลังจากวีซ่าหมดก็สามารถไปต่อวีซ่าได้อีก 14 วัน โดยรวมๆ แล้วก็เหมือนที่ฮ่องกง จะต่างกันก็ราคาค่าตัวที่เกลังจะได้มากกว่าฮ่องกงรอบละ 200 บาท

วันนั้นพี่จี๋ให้เราสองคนเบิกเงินล่วงหน้าคนละ 5,000 บาทเพื่อไปทำพาสปอร์ต และเก็บไว้ซื้อเสื้อผ้าใส่ทำงาน แต่ตลอด 7 วันที่รอพาสปอร์ต เราสองคนต้องมากินนอนอยู่ที่คอนโดของพี่จี๋เพื่อประกันว่าเราจะไม่เชิดเงิน 5,000 บาทหนีหายไปไหน และจะไม่เบี้ยวการเดินทางแน่นอน

น้องเล็ก ครั้นเมื่อได้เงินมา 5,000 บาท มาอย่างง่ายดาย เธอก็คิดจะเชิดเงินหนี ไม่อยากไปสิงคโปร์ซะแล้ว น้องเล็กอาจยังไม่รู้จักวงการของพวกนักค้ากามว่ามันไม่ใช่แค่โกรธแล้วทำร้ายตบตีหากเราเบี้ยวหนีพวกมัน แต่มันมีอะไรที่น่ากลัวมากกว่านั้น ความโหดร้ายไม่แพ้วงการยาเสพติดที่น้องเล็กยังไม่เคยสัมผัส
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เป็นสัจธรรมของชีวิต เราไม่สามารถหลีกหนีความตายได้ แต่ถ้าวันนี้คุณยังไม่ตาย...คุณได้ทำสิ่งที่อยากทำหรือยัง?
ความหลากหลายของชาติพันธุ์ เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับโลกเรา หากไม่มีความหลากหลายเหล่านี้ สีสันของชีวิตก็จะไม่เกิดขึ้น