OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 7

เอรี่ – ธนัดดา สว่างเดือน
26 ธ.ค. 2560
3 ชั่วโมงต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ฝนยังคงโปรยปรายลงมาเป็นช่วงๆ แล้วโชเฟอร์ก็แวะเข้ามาที่จุดพักรถแห่งหนึ่ง เพื่อเติมน้ำมันและให้ผู้โดยสารพักกินอาหารกลางวันภายในปั๊มนั้นด้วย บรรยากาศในจุดพักรถห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ มันคือป่าสนยูคาลิปตัสคล้ายกับต้นคริสต์มาสในเมืองหนาว อารมณ์ตอนนั้นราวกับว่าฉันกำลังเข้ามาอยู่ในท่ามกลางป่าลึก

สถานที่แห่งนี้มีรถยนต์มากมายหลายประเภทเข้ามาจอดพักกินอาหารเช่นกัน โดยเฉพาะรถที่มีลักษณะคล้ายกับที่ฉันนั่งมาเยอะมาก ถ้าลงไปแล้วไม่จำรถตัวเองให้ดี มีหวังได้ขึ้นรถผิดคันแน่

กระทั่งรถจอดนิ่งสนิท เสียงโชเฟอร์ตะโกนเป็นภาษากวางตุ้ง ประมาณว่าให้ผู้โดยสารทุกคนพักกินข้าวครึ่งชั่วโมง (ฉันเดาว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นนะ) สถานที่แห่งนี้มีโรงอาหารขนาดใหญ่ปลูกสร้างแบบง่ายๆ คล้ายเพิงหมาแหงน ความสูงประมาณตึก 1 ชั้น ความกว้างด้านหน้าประมาณตึก 3-4 คูหา เสาทุกต้นก็คงตัดต้นไม้ในป่ามาสร้าง รอบด้านและหลังคามุงด้วยสังกะสี ภายในมีร้านขายอาหารและของกินหลากหลายประเภท

ฉันลงจากรถแล้วเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในโรงอาหาร เพื่อเลือกดูอาหารที่คิดว่าน่าจะมีรสชาติถูกปากกับเรา แต่พอเห็นอาหารแต่ละชนิดต้องขอบอกว่ากินแทบไม่ลงสักอย่าง โดยเฉพาะประเภทขนมและของกินเล่นต่างๆ ดูเหมือนของเก่าค้างปี ส่วนอาหารแต่ละอย่างก็ดูเหมือนทำค้างคืนมาหลายวัน มีแม้กระทั่งไข่พะโล้ แต่ก็ไม่ต่างจากไข่หินทั้งดำทั้งแข็ง เหมือนต้มค้างมานานหลายวันแล้ว อีกทั้งแมลงวันหัวเขียวตัวเป้งๆ ก็บินตอมอาหารกันให้จ้าละหวั่น จนฉันต้องเบ้หน้าหนี ในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นเป็นร้อยเฮโรกันเข้ามาซื้ออาหารด้วยระบบยื้อแย่งและแซงคิวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ

วินาทีนั้นฉันนึกถึงซาลาเปาหมั่นโถของพี่น้อยขึ้นมาทันที ที่เธอพยายามยัดเยียดให้ฉันพกพาติดตัวมากินยามหิว ซึ่งฉันก็เกือบจะโยนทิ้งระหว่างทางตั้งหลายครั้งแล้ว แต่หาโอกาสจังหวะโยนทิ้งออกนอกรถไม่ได้สักที ในเมื่ออาหารเหล่านั้นกระเดือกไม่ลง ฉันคงต้องหันมาฟาดซาลาเปาหมั่นโถที่ไม่เคยชอบและไม่เคยนึกอยากกิน

ฉันรีบเดินกลับไปที่รถ แล้วคว้าซาลาเปาอันโอชะขึ้นมากินด้วยความหิว พอท้องอิ่มก็เดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ บรรยากาศในป่าสนยามนั้นฉันยังจำได้ไม่เคยลืมเลือนว่ามันเป็นช่วงเที่ยงวันที่ปราศจากแสงแดด มีแต่ความชุ่มฉ่ำเย็นสบายไปด้วยสายฝนเม็ดฝอยละเอียดตกโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศดูอึมครึม ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอดทั้งวัน เป็นบรรยากาศที่ฉันไม่เคยได้สัมผัสจากที่ไหนมาก่อน

ขณะเดินชมบรรยากาศเพลินๆ เสียงคนขับรถแต่ละคันพากันตะโกนเรียกผู้โดยสารของตนให้เตรียมขึ้นรถประจำที่นั่ง แล้วผู้โดยสารก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเรียกหาเพื่อนพ้องกันให้วุ่น เพื่อวิ่งมาขึ้นรถของตนอย่างโกลาหลวุ่นวาย

เมื่อทุกคนขึ้นรถประจำที่นั่งของตน โชเฟอร์ก็เริ่มเคลื่อนออกจากจุดพักรถวิ่งไปตามถนน เสียงเด็กที่เคยร้องงอแงพากันเงียบสนิท คงเป็นเพราะได้กินอิ่มก็เลยหลับสบาย ฝนที่ตกพรำๆ ตลอดทั้งวันก็ค่อยซาลง ท้องฟ้าที่อึมครึมกลับสว่างเจิดจ้า แสงแดดที่ร้อนแรงขึ้นมาแทนเม็ดฝน ตอนนั้นฉันเดาไม่ถูกว่าคนที่นั่งบนหลังคารถจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจกันแน่ ที่ไม่ต้องนั่งตากฝนแต่กลับมานั่งตากแดดที่ร้อนจ้าในช่วงเวลาเริ่มต้นยามบ่าย

กระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป รถก็วิ่งเข้าสู่ชนบทกันดารและแห้งแล้งมาก มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขาสูงเสียดฟ้าไปตลอดแนวทาง บ้านเรือนแต่ละหลังปลูกห่างไกลกันพอสมควร เท่าที่ฉันสังเกตดูชนบทแถวนั้นไม่มีเสาไฟฟ้าสักต้นเดียว ดังนั้นคนที่นี่คงไม่เคยได้ใช้ไฟฟ้า

สำหรับบ้านเรือนของชาวจีนแถวนั้น ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียวปลูกสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมแบบง่ายๆ คล้ายเพิงหมาแหงน ที่ไม่มีสีสัน และดูเหมือนจะใช้ดินผสมฟางข้าวทำเป็นผนัง เพราะฉันเห็นบ้านทุกหลังมีรอยหยาบแยกแตกระแหง กลายเป็นลวดลายธรรมชาติ แต่ก็ดูแปลกตาดีนะ

สภาพบ้านเรือนของคนแถวนั้นบอกให้รู้ถึงความยากจนและความแห้งแล้งจากธรรมชาติ แตกต่างจากเมืองฮ่องกงราวฟ้ากับเหว ช่างเป็นชนบทที่ห่างไกลความเจริญอย่างแท้จริง มันทำให้ฉันนึกถึงคำพูดที่ว่า “คนจีนหนีความยากจนจากถิ่นฐานของตนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ” มันเป็นแบบนี้นี่เอง

ระหว่างที่รถวิ่งไปบนเส้นทางว่างเปล่า มองไปข้างหลังไม่มีรถคันไหนวิ่งตามมาสักคัน ฉันเห็นเด็กเล็กและคนแก่ออกมานั่งหน้าบ้าน พวกเขาพากันโบกมือทักทายพวกเราและพวกที่นั่งอยู่บนหลังคารถ คล้ายดีใจที่ได้เห็นรถวิ่งผ่านมา นอกจากนี้ยังเห็นชาวบ้านกำลังทำสวนในพื้นที่ข้างบ้านของตน เท่าที่พอมองเห็นพืชผักที่พวกเขาปลูก ดูเหมือนจะเป็นจำพวก แตงโม ถั่วฝักยาว ฟัก น้ำเต้า ส่วนร้านค้าตามข้างทางไม่เห็นแม้แต่ร้านเดียว

แล้วฉันก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าพวกเขาไปหาซื้ออาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ไหนมากินกัน หรือวันๆ กินแต่พืชผักที่ปลูกไว้เท่านั้น??

ฉันชมชนบทได้ไม่ทันไร โชเฟอร์ก็ขับเบี่ยงออกจากถนนสายหลักเข้าสู่ทางลูกรัง ที่เป็นดินแดงมีฝุ่นฟุ้งกระจายตลบอบอวลจนฉันต้องยกมือขึ้นปิดจมูกกลั้นลมหายใจเป็นระยะตลอดทาง ทำให้นึกถึงคนที่นั่งอยู่บนหลังคาว่าป่านนี้สภาพคงดูไม่จืดแน่

รถวิ่งมาตามถนนลูกรังประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง เป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่มีสภาพเก่าแก่และทรุดโทรมมาก ฉันขอเปรียบเทียบสะพานแห่งนี้ว่าไม่ต่างจากสะพานข้ามแม่น้ำแควสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในจังหวัดกาญจนบุรี

โชเฟอร์ชะลอความเร็วรถลงแล้วค่อยๆ ขับคลานข้ามสะพานไปอย่างช้าๆ กระทั่งข้ามผ่านพ้นมาได้ จากนั้นโชเฟอร์ก็จอดรถให้ผู้โดยสารทั้งคันรถลงไปชมทัศนียภาพของแม่น้ำสายนี้ ซึ่งมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่เขียนเป็นภาษาจีนและอังกฤษถึงความสำคัญของแม่น้ำสายนี้

ภาษาอังกฤษเขียนว่า Yellow River หรือมีชื่อเป็นภาษาจีนว่าแม่น้ำฮวงโหว ทำให้นึกตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมในวิชาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนที่บางคนเรียกว่าแม่น้ำวิปโยคหรือแม่น้ำเหลือง คิดแล้วก็ไม่อยากเชื่อ ว่าวันนี้ฉันจะมีโอกาสเดินทางมาถึงแม่น้ำที่มีบันทึกไว้ในตำราเรียน

เมื่อรถเคลื่อนล้อออกเดินทางต่อไปได้ไม่นาน บรรยากาศเริ่มโพล้เพล้ เริ่มเห็นแสงไฟระยิบระยับใกล้เข้ามาทุกทีและเห็นบ้านเรือนหลายหลังปลูกใกล้กันเป็นระยะ ผู้โดยสารก็เริ่มทยอยลงจากรถตามจุดต่างๆ แต่ดูเหมือนว่าเมืองนี้ค่อนข้างเงียบเหงามาก สังเกตจากบ้านแต่ละหลังปิดประตูหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ ผู้คนที่นี่คงจะเข้านอนกันไวกว่าปกติ

ตอนนั้นฉันเริ่มคิดหนักแล้วซิว่า ถ้าไม่มีคนมารับชะตากรรมกูจะเป็นอย่างไรต่อไป? แต่ในที่สุดโชเฟอร์ก็ขับรถมาส่งฉันที่หน้าร้านขายผ้าตามที่เฮียลิ้มบอกไว้ ลักษณะเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว ติดกันประมาณ 5-6 ห้อง สภาพค่อนข้างเก่าแก่มาก ยังคงใช้ประตูบานเฟี้ยมแบบโบราณ แต่ละห้องมีแผ่นป้ายภาษาจีนตัวใหญ่ติดอยู่เหนือขอบประตูด้านบน

ที่นี่คงเป็นร้านขายผ้าของน้องชายเฮียลิ้มแน่ แล้วฉันก็เห็นชายคนหนึ่งวัยประมาณ 40 กว่าปี ยืนอยู่ที่หน้าร้าน เขาส่งยิ้มให้ฉันแล้วแสดงท่าทีบอกถึงความเป็นมิตร จากนั้นเขาก็พูดเป็นภาษากวางตุ้งกับฉันประมาณว่าแนะนำชื่อตัวเอง “อั๊วชื่อ อาเหลียง เป็นน้องชายของเฮียลิ้ม” พร้อมกับทำมือประกอบท่าทางเพื่อให้ฉันเข้าใจภาษาที่เขาสื่อสาร
(กูถึงซัวเถวแล้วโว้ยยยยยยย!!!)
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อย่าเร่งเอาคำตอบเพียงเพื่อต้องให้ได้คำตอบ นั่นอาจทำให้เราไม่ได้แม้แต่อะไรกลับมาเลย
 
ครั้งนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายของชีวิต บาห์เรนไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ผู้หญิงจะมาทำอะไรได้นอกจากขายตัว งานนี้ก็ต้องคอยลุ้นกันว่าจะรอดหรือจะเด้ง แต่ฉันก็ท่องไว้ในใจตลอดว่า...กูต้องรอด